สงครามอิหร่านปลุก ‘อาเซียน’ เร่งสร้างความมั่นคงพลังงาน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเข้าโจมตีอิหร่าน นับว่าเป็น ‘สัญญาณเตือน’ ให้อาเซียนต้องหันกลับมาทบทวนระบบพลังงานของตนเอง โดยหลายประเทศในภูมิภาคนี้ยังมีการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากอ่าวเปอร์เซียในตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก
สงครามที่เกิดขึ้นผลักดันให้ราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวลจากความเสี่ยงเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน หลังจากที่อิหร่านตอบโต้และตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่มีการขนส่งน้ำมันและก๊าซมากกว่า 1 ใน 5 ของการขนส่งพลังงานทั่วโลก
ดร. Dinita Setyawati นักวิเคราะห์อาวุโสด้านนโยบายพลังงานแห่ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก Ember กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันสามารถตีความได้ว่าเป็น ‘สัญญาณเตือน’ ให้อาเซียนต้องปรับภูมิทัศน์ด้านพลังงาน โดยการเพิ่มสัดส่วนเทคโนโลยีสะอาด พร้อมกับเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ
สิงคโปร์และไทยเป็น 2 ประเทศในอาเซียนที่มีการนำเข้า LNG มาจากกาตาร์มากที่สุด โดยในปี 2568 สิงคโปร์นำเข้า LNG จากกาตาร์ประมาณ 45% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่ไทยนำเข้าจากกาตาร์และโอมานรวมกันประมาณ 28%
ขณะที่ความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวก็ยังเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่นโยบายของแต่ละประเทศในภูมิภาคยังค่อนข้างแตกต่างกัน
ดร. Dinita เพิ่มเติมว่า ประเทศต่างๆ จะได้ประโยชน์ หากมีการทบทวนการขยายโครงการ LNG ที่วางแผนไว้เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดการผูกมัดการพึ่งพาอุปทานพลังงานในระยะยาว นอกจากนี้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น การใช้เงินอุดหนุนด้านเชื้อเพลิงและน้ำมันในภาคการขนส่งของอาเซียนอาจได้รับผลกระทบ และการขนส่งที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะไม่ได้เป็นแค่ ‘ทางเลือก’ อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาเซียนจำเป็นต้องทำ
ที่มา: ‘Wake-up call’ for Asean energy security as Singapore, Thailand face Iran war’s LNG risks, Samantha Ho, Eco-Business
ผู้เรียบเรียง: ณภัสสร มีไผ่แก้ว