เปิดโอกาสใหม่ธุรกิจ ‘รีไซเคิลสิ่งทอ’ ในเวียดนาม
SME KnowledgeSME Go Inter

เปิดโอกาสใหม่ธุรกิจ ‘รีไซเคิลสิ่งทอ’ ในเวียดนาม

13 มี.ค. 2569
|
8

เวียดนามส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 รั้งอันดับที่ 3 ของโลก รองจากจีนและบังกลาเทศ ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้ากลุ่มนี้เกือบ 40% ขณะที่สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็เป็นตลาดสำคัญของเวียดนามเช่นกัน อุตสาหกรรมนี้จ้างแรงงานมากกว่า 2.5 ล้านคน และสร้างรายได้จากการส่งออกเกือบ 12% ของประเทศ ทำให้เป็นเสาหลักของการเติบโตของเวียดนาม

แต่ความสำเร็จนี้มาพร้อมกับภาระใหม่ ๆ ผู้ซื้อรายใหญ่ระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มผูกสัญญาระยะยาวเข้ากับคุณสมบัติด้านความยั่งยืน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในตลาดเหล่านี้เข้มงวดขึ้นกับกฎระเบียบด้านการรีไซเคิล ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และความโปร่งใสของซัพพลายเชน

สำหรับเวียดนาม ภาคส่วนนี้ยังพึ่งพาวัตถุดิบใหม่เป็นหลักและมีระบบจัดการของเสียที่กระจัดกระจาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญ นักลงทุนที่สามารถนำเสนอโซลูชันการรีไซเคิล พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับข้อกำหนด จะเป็นผู้กำหนดว่าซัพพลายเออร์รายใดจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

อุตสาหกรรมรีไซเคิลของเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 1.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 แต่สิ่งทอคิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของตัวเลขดังกล่าว ปัจจุบันประเมินว่ามูลค่าการรีไซเคิลสิ่งทออยู่ที่ประมาณ 27.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดอุตสาหกรรมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์แตกต่างกันมากตามระดับการลงทุน หากมีเงินทุนและเทคโนโลยีเพียงพอ บางการคาดการณ์ประเมินว่าตลาดอาจเติบโตถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้

ทั้งนี้ เวียดนามสร้างของเสียสิ่งทอก่อนการบริโภคในปริมาณมากทุกปี โดยหลายการศึกษาประเมินว่ามีปริมาณหลายแสนตัน ของเสียจำนวนมากยังคงถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบหรือถูกนำไปใช้ในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำ ขณะที่โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลคุณภาพสูงต้องนำเข้าจากจีนเพื่อตอบสนองความต้องการ ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณของเสียภายในประเทศกับโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลที่จำกัด สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสขนาดใหญ่สำหรับนักลงทุนที่พร้อมจะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนี้

ในแง่ของการพึ่งพาตลาดส่งออก ตัวเลขบ่งชี้ว่า การส่งออกของเวียดนามกระจุกตัวอย่างมากในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ทำให้การปฏิบัติตามกฎด้านความยั่งยืนของตลาดเหล่านี้เป็นปัจจัยชี้ขาดสำหรับนักลงทุน

ภายในปี 2573 ความต้องการใช้เส้นใยรีไซเคิลในเวียดนามคาดว่าจะเติบโตปีละ 12–15% และอาจเพิ่มสัดส่วนเป็น 20% ของการใช้เส้นใยทั้งหมด เทียบกับปัจจุบันที่ยังไม่ถึง 5% ความต้องการส่วนใหญ่ได้รับแรงผลักดันจากผู้ซื้อระดับโลก ซึ่ง H&M ให้คำมั่นว่าจะจัดหา 30% ของวัตถุดิบจากวัสดุรีไซเคิลภายในปี 2568 และใช้เฉพาะวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุจากแหล่งที่มายั่งยืนภายในปี 2573   ขณะที่ Inditex วางแผนให้ 40% ของเส้นใยทั้งหมดมาจากการรีไซเคิลแบบดั้งเดิมภายในปี 2573 อีก 25% จากเทคโนโลยีรุ่นใหม่ และอีก 25% จากแหล่งอินทรีย์หรือแหล่งการผลิตเชิงฟื้นฟู ส่วน Adidas ให้คำมั่นว่าสินค้า 90% ของบริษัทจะเป็น “สินค้ายั่งยืน” ภายในปี 2568 และตั้งเป้าให้ 10% ของโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลมาจากการรีไซเคิลสิ่งทอสู่สิ่งทอภายในปี 2573

หากแม้แต่ส่วนหนึ่งของเป้าหมายเหล่านี้ทำได้สำเร็จผ่านฐานการผลิตในเวียดนาม ตลาดเส้นใยรีไซเคิลภายในประเทศอาจมีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเส้นทางการเติบโตของประเทศจะขึ้นอยู่กับระดับการลงทุน ซึ่งในกรณีที่มีการลงทุนสูงเวียดนามอาจก้าวขึ้นมาแข่งขันกับไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอยั่งยืนของภูมิภาค แต่หากในกรณีที่มีการลงทุนต่ำ เวียดนามจะยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีน ซึ่งจะจำกัดความสามารถในการแข่งขันในกลุ่มสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูง ความแตกต่างของสองสถานการณ์นี้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการตัดสินใจลงทุนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

ที่มา: Vietnam Textile Recycling: Market Outlook, Risks, and Investment Opportunities 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333