25 ปีในธุรกิจเทคโนโลยี บทเรียนการขยับจากตลาดเดิม สู่โอกาสใหม่ของธุรกิจ
SME KnowledgeSME Sharing

25 ปีในธุรกิจเทคโนโลยี บทเรียนการขยับจากตลาดเดิม สู่โอกาสใหม่ของธุรกิจ

23 ก.ย. 2569
|
10

ในธุรกิจเทคโนโลยี ความได้เปรียบที่สร้างขึ้นวันนี้อาจไม่ได้อยู่กับธุรกิจตลอดไป เพราะเมื่อเทคโนโลยีเริ่มแพร่หลาย คู่แข่งมองเห็นโอกาสเดียวกัน และลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ตลาดที่เคยทำกำไรได้ดีก็สามารถเปลี่ยนเป็นสนามแข่งขันที่มีผู้เล่นจำนวนมากได้ในเวลาไม่นาน

ตลอดเส้นทางกว่า 25 ปีของ บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้ามาจนถึงวันนี้คือความสามารถในการมองเห็นว่า เมื่อใดควรเดินหน้ากับสิ่งที่กำลังทำ และเมื่อใดควรเริ่มขยับไปหาโอกาสใหม่

คุณเกรียงศักดิ์ อิ่มศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด เริ่มต้นธุรกิจร่วมกับคุณอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการอีกหนึ่งท่าน ในช่วงที่เทคโนโลยีใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และการส่งสัญญาณวิดีโอผ่านใยแก้วนำแสงยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ธุรกิจค่อย ๆ ขยายไปสู่งานเครื่องมือวัด ระบบซอฟต์แวร์ โดรน และหุ่นยนต์ โดยมีหลักคิดสำคัญคือ เมื่อธุรกิจที่ทำเริ่มมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามามากขึ้น บริษัทต้องพร้อมขยับไปหาโอกาสใหม่ ไม่ปล่อยให้ตัวเองหยุดอยู่ในพื้นที่แข่งขันเดิมนานเกินไป เพื่อให้บริษัทเติบโตในจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเอง

คุณเกรียงศักดิ์ อิ่มศรี

มองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น แล้วลงมือทำให้เร็ว

การมองเห็นเทคโนโลยีใหม่ก่อนตลาดอาจทำให้ธุรกิจมีจุดเริ่มต้นที่ได้เปรียบ แต่สำหรับ ซิสทรอนิกส์ สิ่งที่เปลี่ยนความได้เปรียบนั้นให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจจริง ๆ คือการมองต่อไปว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้ลูกค้าได้บ้าง

ในช่วงเริ่มต้น คุณเกรียงศักดิ์และคุณอัศวรรณ์มองเห็นโอกาสจาก Fiber Optic และการส่งสัญญาณวิดีโอผ่านใยแก้วนำแสง ซึ่งขณะนั้นยังมีผู้ประกอบการไม่มาก บริษัทจึงเข้าไปสนับสนุนงานระบบกล้องและ Fiber Optic บนทางด่วน ก่อนนำประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดสู่การติดตั้งกล้องบริเวณสี่แยก โดยหนึ่งในโครงการแรก ๆ เป็นงานที่บริษัทดำเนินการให้กับหน่วยงานราชการในจังหวัดเชียงใหม่ 

“เราเห็นโอกาสจากเทคโนโลยีตรงนี้ เพราะในช่วงนั้นอินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มเข้ามา ข้อมูลยังไม่ได้แพร่หลายมาก ขณะที่เราเองเพิ่งเรียนจบ จึงยังมีความรู้ด้านเทคโนโลยีที่สดใหม่และพร้อมนำมาลองทำจริง เลยตัดสินใจเข้ามาจับธุรกิจนี้” คุณเกรียงศักดิ์อธิบาย

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีที่ตลาดยังไม่คุ้นเคยไปขาย ไม่สามารถอาศัยความใหม่ของสินค้าได้เพียงอย่างเดียว คุณเกรียงศักดิ์มองว่าสิ่งสำคัญกว่าคือการอธิบายให้ลูกค้าเห็นว่าสิ่งที่เรานำเสนอมีประโยชน์อย่างไร ทำไมเขาจึงควรมี และหากลงทุนกับระบบดังกล่าวแล้วจะได้รับอะไรกลับมา

กรณีของกล้องตามสี่แยกจึงไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เมื่อหน่วยงานเห็นประโยชน์ที่ชัดเจนและโครงการเริ่มให้ผลตอบรับที่ดี หน่วยงานอื่นจึงเริ่มสนใจนำแนวทางเดียวกันไปใช้ต่อ

เมื่อธุรกิจเริ่มมีคู่แข่ง เราต้องกล้าขยับ

เมื่อเทคโนโลยีที่เคยใหม่เริ่มเป็นที่รู้จัก ความได้เปรียบของการเข้าตลาดก่อนย่อมลดลงตามจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้น นี่จึงเป็นจังหวะที่ ซิสทรอนิกส์ ต้องเริ่มมองหาโอกาสถัดไป แทนที่จะพยายามรักษาตำแหน่งเดิมไว้ด้วยการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

จากจุดเริ่มต้นด้านระบบ Fiber Optic บริษัทจึงค่อย ๆ เพิ่มขอบเขตไปสู่งานเครื่องมือวัดและการสอบเทียบสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จนตั้งสำนักงานสาขาที่ระยองเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ต่อมา เมื่อความต้องการของลูกค้าซับซ้อนขึ้น ซิสทรอนิกส์ จึงสร้างทีมซอฟต์แวร์ ขึ้นมาเพื่อเชื่อมการทำงานของฮาร์ดแวร์ และระบบต่าง ๆ ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละองค์กรได้ครบขึ้น

การขยายธุรกิจในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อบริษัทเข้าสู่ตลาดโดรนสำหรับองค์กร คุณเกรียงศักดิ์เล่าว่า ซิสทรอนิกส์ เริ่มทำตลาดนี้ตั้งแต่ช่วงที่ผู้เล่นยังมีไม่มาก แต่เมื่อโดรนได้รับความสนใจมากขึ้น คู่แข่งก็เริ่มตามเข้ามา ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้นและอัตรากำไรลดลง

“ปกติถ้ามีคู่แข่งเริ่มตามเข้ามา ผมก็จะขยับไปหาโอกาสใหม่ต่อ” คุณเกรียงศักดิ์กล่าวถึงหลักคิดที่ใช้ในการบริหารธุรกิจ

คำว่า “ขยับ” ในที่นี้คือการไม่ปล่อยให้องค์กรพึ่งพาธุรกิจที่กำลังถูกบีบด้วยการแข่งขันเพียงด้านเดียว เมื่อโดรนเริ่มมีผู้เล่นมากขึ้น ซิสทรอนิกส์ จึงเพิ่มธุรกิจหุ่นยนต์เข้ามาเพื่อสร้างโอกาสใหม่และช่วยรักษาระดับผลตอบแทนของธุรกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ขายได้มากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนดีที่สุดเสมอไป หากการแข่งขันสูงขึ้นจนกำไรต่อหน่วยลดลง การฝืนเร่งยอดขายในตลาดเดิมอาจทำให้บริษัทใช้ทรัพยากรมากขึ้น แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาไม่สอดคล้องกัน ซิสทรอนิกส์ จึงเลือกสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจหลายกลุ่มแทนการฝากความหวังไว้กับสินค้าหรือเทคโนโลยีเพียงประเภทเดียว

“ธุรกิจบางส่วนอาจขายได้มากแต่กำไรน้อย ขณะที่บางส่วนขายได้น้อยกว่าแต่สร้างกำไรได้มากกว่า เราจึงนำทั้งสองส่วนมาช่วยถ่วงสมดุลกัน เพื่อให้กำไรโดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับเป้าหมายของบริษัท”

มุมคิดนี้ทำให้การ “ขยับ” ของ ซิสทรอนิกส์ มีความหมายมากกว่าการวิ่งตามเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการบริหารพอร์ตของธุรกิจให้รายได้และกำไรจากแต่ละกลุ่มช่วยพยุงกัน เมื่อธุรกิจหนึ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น บริษัทก็มีพื้นที่ใหม่รองรับโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ธุรกิจเดิมหมดความสามารถในการทำกำไรก่อน

สำหรับ SME บทเรียนสำคัญจึงเป็นการรู้ให้เร็วว่า ความได้เปรียบที่เคยมีเริ่มลดลงเมื่อใด และเตรียมแหล่งรายได้หรือความสามารถใหม่ไว้ตั้งแต่ธุรกิจเดิมยังแข็งแรง เพราะการขยับก่อนถูกบีบให้ขยับย่อมทำให้องค์กรมีทางเลือกมากกว่า

Robot

ต้องตอบให้ได้ว่าลูกค้าต้องการผลลัพธ์อะไร พร้อมขายโซลูชันคู่สินค้า

เมื่อ ซิสทรอนิกส์ ขยับเข้าสู่ธุรกิจใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนตามไม่ได้มีแค่ประเภทของเทคโนโลยี แต่รวมถึงวิธีสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่บริษัทนำเสนอด้วย เพราะหากขายเพียงอุปกรณ์อย่างเดียว ในวันที่ตลาดมีผู้เล่นมากขึ้น สินค้าก็มีโอกาสถูกเปรียบเทียบด้วยราคาได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

ซิสทรอนิกส์ จึงเลือกใช้ความเชี่ยวชาญด้านระบบและซอฟต์แวร์มาต่อยอดฮาร์ดแวร์ เพื่อสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ผลลัพธ์ที่ลูกค้าแต่ละรายต้องการ โดยกรณีของโดรนสะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจน คุณเกรียงศักดิ์มองว่า ตัวโดรนเป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนสิ่งที่สร้างความแตกต่างจริง ๆ คือการนำเครื่องมือนั้นไปทำงานอะไรให้ลูกค้า และทำอย่างไรให้ลูกค้าได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

ที่ผ่านมา บริษัทจึงประยุกต์ใช้โดรนกับโจทย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำแผนที่ การสำรวจพะยูน การสำรวจโรคใบร่วงของยางพารา การเก็บข้อมูลโบราณสถานเพื่อสร้างภาพสามมิติ ไปจนถึงการสำรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต โดยในแต่ละงานจะเลือกใช้เซ็นเซอร์ ซอฟต์แวร์ และกระบวนการทำงานให้เหมาะกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ

“เวลาลูกค้าซื้อโดรน เขาจะมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะนำไปทำอะไร เราจึงต้องพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานนั้นด้วย ไม่ใช่ขายเครื่องเปล่า ๆ แล้วปล่อยให้ลูกค้าไปหาวิธีใช้งานเอง” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การขายโซลูชันของ ซิสทรอนิกส์ ไม่ได้เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีโครงการเข้ามา เพราะการทำงานกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องทำให้ทีมเข้าใจบริบทของแต่ละองค์กรลึกขึ้น เมื่อเห็นว่ายังมีจุดใดที่ระบบเดิมไม่ครอบคลุม บริษัทก็สามารถนำเสนอแนวทางเพิ่มเติมได้

“เมื่อเราทำงานร่วมกับหน่วยงานหนึ่งมาหลายปี เราจะเริ่มมองเห็นจุดที่องค์กรยังสามารถพัฒนาได้ จึงสามารถเสนอแนวทางหรือโครงการเพิ่มเติมเพื่อเข้าไปเติมช่องว่างและช่วยให้องค์กรทำงานได้ดีขึ้น”

ผลจากการทำงานในลักษณะนี้ทำให้ลูกค้าหลายรายกลับมาใช้บริการต่อเนื่อง คุณเกรียงศักดิ์ยกตัวอย่างลูกค้ากลุ่มทางด่วนที่บริษัททำงานด้วยมานานกว่า 20 ปี และอธิบายว่า เมื่อโครงการทำออกมาได้ดี ลูกค้าก็มักกลับมาให้บริษัททำงานต่อ

สำหรับ SME แนวคิดนี้สะท้อนว่า การเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสินค้าใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองสิ่งที่มีอยู่ให้ไกลกว่าตัวสินค้า แล้วถามว่าจะใช้ความเชี่ยวชาญที่มีช่วยให้ลูกค้าไปถึงผลลัพธ์ได้ครบขึ้นอย่างไร

คนที่อยู่กับองค์กรนาน กลายเป็นทุนความรู้ที่สร้างต่อได้

คนที่อยู่กับองค์กรนาน กลายเป็นทุนความรู้ที่สร้างต่อได้

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ ซิสทรอนิกส์ สามารถต่อยอดจากเทคโนโลยีหนึ่งไปสู่อีกเทคโนโลยีหนึ่งได้ คือการรักษาคนที่มีประสบการณ์ให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว เพราะสำหรับธุรกิจที่ต้องทำงานระบบตามความต้องการของลูกค้า ความรู้จำนวนมากอยู่ในประสบการณ์ของคนที่ผ่านทั้งโครงการ ลูกค้า และการแก้ปัญหาจริงมาหลายรูปแบบ

คุณเกรียงศักดิ์เล่าว่า พนักงานของบริษัทมีการหมุนเวียนไม่มาก หลายคนอยู่กับองค์กรมากกว่า 10 ปี บางคนมากกว่า 20 ปี และมีพนักงานที่อยู่มาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นบริษัท ซึ่งเมื่อทำงานในสายเดิมอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ก็จะสะสมและพัฒนาไปพร้อมกับธุรกิจ

แนวคิดในการสร้างคนของ ซิสทรอนิกส์ จึงไม่ได้เริ่มจากการมองหาคนที่ต้อง “เก่งพร้อมใช้” ตั้งแต่วันแรก คุณเกรียงศักดิ์มองว่า หากคนมีความตั้งใจพัฒนาตัวเอง ทักษะก็เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยบริษัทเองก็มีบทบาทในการสร้างโอกาสให้พนักงานเติบโต เช่น การส่งไปอบรมกับผู้ผลิตและพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ ทั้งจีน เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ตามเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงานของบริษัท

“จริง ๆ แล้วคนไม่จำเป็นต้องเก่งมาตั้งแต่แรก ถ้าเขามีความพยายามที่จะพัฒนาตัวเอง เราก็สามารถพัฒนาเค้าได้เช่นกัน” คุณเกรียงศักดิ์อธิบาย

นอกจากนี้ คุณเกรียงศักดิ์ยังให้ความสำคัญกับการทำให้พนักงานมีรายได้ที่เหมาะสม ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่กดดันเกินไป และสามารถทำงานร่วมกับทีมได้อย่างสบายใจ เพราะในมุมของเขา หากรายได้ดีแต่ต้องแลกกับความเครียดมากเกินไป ก็ยากที่จะรักษาคนไว้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทก็ใช้ระบบผลตอบแทนเพื่อเชื่อมผลงานของทีมเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจ หากโครงการใดสามารถบริหารต้นทุนและสร้างกำไรได้ดี พนักงานที่รับผิดชอบโครงการนั้นจะได้รับเงินพิเศษเพิ่มเติม แยกจากเงินเดือนและโบนัสประจำ เพื่อให้คนที่มีส่วนสร้างผลลัพธ์เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความสำเร็จของโครงการกับผลตอบแทนที่ได้รับ

ส่วนด้านการบริหาร ซิสทรอนิกส์ แบ่งการดูแลผ่านหัวหน้างานในแต่ละกลุ่ม เพราะเมื่อองค์กรมีพนักงานจำนวนมาก ผู้บริหารไม่สามารถติดตามรายละเอียดของทุกคนได้โดยตรง การให้อำนาจหัวหน้างานดูแลทีมจึงช่วยให้การตัดสินใจเกิดขึ้นใกล้กับหน้างานมากขึ้น ขณะที่ผู้บริหารสามารถโฟกัสกับหัวหน้างานและทิศทางโดยรวมขององค์กรได้อย่างเต็มที่

สำหรับ SME จุดสำคัญคือการเปลี่ยนระยะเวลาที่คนอยู่กับองค์กรให้กลายเป็นทุนความรู้และความสามารถสะสม เพราะยิ่งคนเข้าใจทั้งระบบ งาน และลูกค้าลึกขึ้นเท่าไร ธุรกิจก็ยิ่งมีฐานที่แข็งแรงสำหรับต่อยอดไปสู่งานใหม่ได้มากขึ้น

AI เปลี่ยนวิธีทำงานได้ แต่ ซิสทรอนิกส์ เลือกที่จะไม่ทิ้งคน

AI เปลี่ยนวิธีทำงานได้ แต่ ซิสทรอนิกส์ เลือกที่จะไม่ทิ้งคน

การ “ขยับ” ของ ซิสทรอนิกส์ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสินค้า ตลาด หรือโซลูชันที่นำเสนอให้ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีบริหารองค์กรภายใน เมื่อเทคโนโลยีใหม่เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน บริษัทก็เลือกนำเข้ามาใช้เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ตั้งต้นจากคำถามว่าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อลดจำนวนพนักงานได้มากเพียงใด

คุณเกรียงศักดิ์มองว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันพัฒนาเร็วมาก และสามารถเข้ามารับงานบางประเภทที่เคยต้องใช้คนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะงานประจำที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ รวมถึงงานด้านการเขียนโปรแกรมบางส่วน ซึ่ง AI สามารถช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบัน ซิสทรอนิกส์ มีพนักงานประมาณ 170 คน และเมื่อถูกถามว่า หากบริษัทเลือกใช้ AI โดยมุ่งลดจำนวนคนเต็มที่ จะสามารถลดพนักงานได้มากเพียงใด คุณเกรียงศักดิ์ประเมินว่า เฉพาะกลุ่มงานประจำที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ อาจลดได้อย่างน้อยประมาณ 20% และอาจมากกว่านั้นในงานบางลักษณะ แต่บริษัทกลับไม่ได้เลือกเดินไปในทิศทางดังกล่าว 

คุณเกรียงศักดิ์อธิบายว่า เป้าหมายของบริษัทไม่ได้อยู่ที่การสร้างกำไรสูงสุด แต่ต้องการให้องค์กรมีความมั่นคงและคนในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข  

“เป้าหมายคือให้บริษัทมั่นคง ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข”

แนวคิดดังกล่าวทำให้ AI ถูกวางบทบาทเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ มากกว่าจะเป็นเหตุผลในการแทนที่คนทันที ตัวอย่างหนึ่งคือทีมโปรแกรมเมอร์ ซึ่งบริษัทแทบไม่ได้เพิ่มจำนวนคนใหม่ แต่เลือกให้ทีมเดิมเรียนรู้และใช้เครื่องมือใหม่เข้ามาช่วยทำงาน ขณะที่งานที่ต้องพบลูกค้า เดินทางไปหน้างาน หรือให้บริการสนับสนุนยังจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรอยู่

อีกด้านหนึ่ง คุณเกรียงศักดิ์ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ SME รอจนกว่า AI หรือเทคโนโลยีอื่นจะพัฒนาจนสมบูรณ์แล้วค่อยเริ่ม เพราะการรออาจทำให้ช่องว่างระหว่างธุรกิจกับเทคโนโลยีกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

“ไม่ต้องรอ สามารถเริ่มได้เลย เพราะเทคโนโลยีพัฒนา เราก็ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ถ้าเรารอก็อาจพัฒนาตามไม่ทัน” 

แต่การ “เริ่ม” ในความหมายนี้ไม่ได้จบที่การนำเครื่องมือใหม่เข้ามาติดตั้ง คุณเกรียงศักดิ์ยังมองว่า เมื่อองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น ต้องพัฒนาคนให้เรียนรู้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เพราะหากบุคลากรไม่มีพื้นฐานหรือไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม เมื่อถึงเวลาที่ต้องปรับตัวจริง การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งทำได้ยาก 

“เราต้องขยับอยู่เสมอ เพราะถ้าหยุดอยู่ที่เดิม 

ธุรกิจก็จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป”

ประโยคนี้สรุปวิธีคิดของ ซิสทรอนิกส์ ได้ชัดเจน เพราะการเติบโตของบริษัทตลอดกว่า 25 ปีไม่ได้เกิดจากการเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่ตลาดเปลี่ยน แต่เกิดจากการนำความรู้เดิมมาต่อยอดเป็นความสามารถใหม่อย่างต่อเนื่อง จากระบบสื่อสารไปสู่งานซอฟต์แวร์ จากการขายอุปกรณ์ไปสู่การพัฒนาโซลูชัน และจากการใช้คนทำงานไปสู่การนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทีม

สิ่งที่ SME สามารถนำกลับไปคิดต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าธุรกิจควรขยับไปหาอะไรใหม่ แต่คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่วันนี้สามารถต่อยอดเป็นความสามารถอะไรสำหรับวันข้างหน้าได้บ้าง เพราะการเริ่มจากสิ่งที่องค์กรทำได้ดีอยู่แล้ว จะช่วยให้การเข้าสู่โอกาสใหม่ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้ง

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333