หากควบคุมราคาตลาดไม่ได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควบคุมได้จริง? ถอดบทเรียน “กล้วยตากป้าเพียน” ธุรกิจครอบครัว 3 รุ่น ที่เติบโตด้วยการบริหารระบบ
SME KnowledgeSME Sharing

หากควบคุมราคาตลาดไม่ได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควบคุมได้จริง? ถอดบทเรียน “กล้วยตากป้าเพียน” ธุรกิจครอบครัว 3 รุ่น ที่เติบโตด้วยการบริหารระบบ

21 พ.ค. 2569
|
13

ในขณะที่สินค้าเกษตรจำนวนมากแข่งขันกันด้วยราคาเป็นหลัก ธุรกิจหนึ่งในจังหวัดพิจิตรกลับเลือกตั้งคำถามที่ต่างออกไปว่า หากไม่สามารถควบคุมราคาตลาดได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควบคุมได้จริง?

“ห้างหุ้นส่วนจำกัด แม่ตะเพียน การเกษตร” ตอบคำถามนั้นด้วยการพัฒนาแบรนด์ “กล้วยตากป้าเพียน” ให้เติบโตจากการค้าขายระดับท้องถิ่น สู่การเป็นทั้งผู้ผลิตและศูนย์กระจายสินค้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้ค้าทั่วประเทศ 

ภายใต้การนำของ คุณสิทธิพงษ์ แสงสมัย ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ธุรกิจค่อย ๆ ยกระดับผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การวางมาตรฐาน และการบริหารเครือข่ายคู่ค้า จนทำให้สินค้าเกษตรที่ดูธรรมดา ๆ อย่างกล้วยตาก กลายเป็นธุรกิจที่สามารถควบคุมคุณภาพ รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และสร้างรายได้อย่างมั่นคงแม้อยู่ในตลาดแมส เป็นตัวอย่างของ SME ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ธุรกิจจะอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะขายได้แพงกว่าใคร แต่เพราะ “มีระบบที่แข็งแรงกว่า”

รูปภาพ1

การเติบโตของธุรกิจ ที่เกิดจากการปรับตัวทุกเจเนอเรชัน

หากมองย้อนกลับไป จะเห็นได้ว่าธุรกิจกล้วยตากป้าเพียนเติบโตได้จากการมองเห็นโอกาสและการปรับตัวตามบริบทของแต่ละยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่าในแต่ละเจเนอเรชัน พวกเขาเลือกที่จะปรับอะไรเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อมาได้จนถึงปัจจุบัน

รุ่นที่ 1: จุดเริ่มต้นจากการค้าขาย และการมองหาโอกาสใหม่

ธุรกิจนี้เริ่มต้นจาก “คุณย่าตะเพียน แสงสมัย” ซึ่งในช่วงแรกไม่ได้ทำกล้วยตาก แต่ทำธุรกิจปลาร้าและเลี้ยงหมู ก่อนจะขยับเข้าสู่การค้ากล้วยตามโอกาสในตลาด 

ช่วงนี้คือยุคของการทดลอง ยังไม่มีการผลิตเอง  แต่เริ่มจากการรับซื้อและนำไปขายในตลาด ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจได้สร้างความเข้าใจตลาดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยไม่ต้องลงทุนสูง

รุ่นที่ 2: จากพ่อค้า สู่ผู้ผลิต และการสร้างธุรกิจจริงจัง

เมื่อเข้าสู่รุ่นคุณพ่อของคุณสิทธิพงษ์ ธุรกิจก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “คนกลาง” มาเป็น “ผู้ผลิต” อย่างเต็มตัว กล่าวคือ จากเดิมที่รับกล้วยตากมาขาย ปรับสู่การรับซื้อกล้วยดิบมาบ่ม ปอก ตาก และขายเองทั้งหมด

พร้อมกันนั้น ธุรกิจยังมีการขยายตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงแผงเล็ก ๆ ในตลาด ไปสู่การเช่าพื้นที่อาคารพาณิชย์ และเมื่อธุรกิจเริ่มมีความมั่นคงมากพอจึงค่อยพัฒนาจากการเป็นผู้เช่ามาเป็นเจ้าของทรัพย์สินเอง

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ได้รับการปลูกฝังในเจเนอเรชันนี้คือเรื่องวินัยทางการเงิน โดยคุณสิทธิพงษ์เล่าว่า

“เมื่อธุรกิจเริ่มไปได้ดี สิ่งหนึ่งที่พ่อ แม่ และย่าย้ำเสมอคือ อย่าเอาเงินในอนาคตมาเสี่ยง แต่ให้ยึดหลักใช้เงินที่มีอยู่จริง และขยายธุรกิจบนความมั่นคงเป็นสำคัญ”

รุ่นที่ 3: ยกระดับมาตรฐาน และเปลี่ยนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

เมื่อมาถึงรุ่นที่ 3 ภายใต้การดูแลของคุณสิทธิพงษ์ ธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนโมเดลหลัก แต่มีการพัฒนากระบวนการผลิตเพิ่มเติมให้ได้มาตรฐานระดับสากล เช่น GHP, HACCP หรือ Halal เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดใหม่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในรุ่นนี้ต้องเผชิญกับความแตกต่างทางแนวคิดระหว่างคนในแต่ละเจเนอเรชัน จึงต้องใช้เวลาและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง 4–5 ปี กว่าจะสามารถทำให้ทั้งองค์กรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้

รูปภาพ2

ใช้นวัตกรรมใหม่เพื่อป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของธุรกิจอยู่ที่การแก้ปัญหาพื้นฐานที่สุดของกระบวนการผลิต นั่นคือการพึ่งพาสภาพอากาศ

ในช่วงแรกของธุรกิจ การตากกล้วยยังคงใช้วิธีแบบดั้งเดิม คือการตากกลางแจ้งบนแผงไม้ไผ่ ที่แม้จะเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำแต่ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงสูงเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ไม่สามารถควบคุมได้

คุณสิทธิพงษ์เล่าว่า “ในอดีตเราตากกล้วยบนแผงไม้ไผ่กลางแจ้ง อาศัยแดดและลมตามธรรมชาติเป็นหลัก แต่เมื่อฝนตกกะทันหัน เราแทบไม่มีวิธีป้องกันหรือเก็บรักษาได้ทัน ทำให้สินค้าเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบห้าปี ทำให้ในแต่ละปีเกิดความสูญเสียมูลค่าหลายแสนบาทจากปัญหากล้วยขึ้นรา”

ความเสียหายดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นคอขวดที่จำกัดศักยภาพของธุรกิจโดยตรง ทั้งในแง่ของกำลังการผลิตและความสามารถในการขยายตลาด

จุดเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจตัดสินใจนำ “โดมพลังงานแสงอาทิตย์” เข้ามาใช้ในกระบวนการตากกล้วย ทำให้สามารถผลิตได้ต่อเนื่องทั้งปี แม้ในฤดูฝนที่ความร้อนอาจมีไม่มากพอ ก็สามารถเสริมความร้อนภายในโดมเพิ่มเติม เพื่อควบคุมกระบวนการผลิตให้มีความสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันมีโดมตากกล้วยมากถึงประมาณ 50 โดม ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประเทศไทย และสามารถรองรับกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 100,000 กิโลกรัมต่อรอบ ซึ่งนับเป็นกำลังการผลิตจากระบบโดมที่สูงที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน

รูปภาพ3

กลยุทธ์การทำตลาดแมส ตามแบบฉบับกล้วยตากป้าเพียน

หากมองเผิน ๆ ธุรกิจกล้วยตากอาจดูเป็นสินค้า Commodity ที่แข่งขันกันด้วยราคาและรสชาติเป็นหลัก แต่กล้วยตากป้าเพียนเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่าง ด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Positioning) อย่างชัดเจน โดยยืนอยู่ในตลาดแมส และสร้างความได้เปรียบผ่านระบบมากกว่าการแข่งขันเชิงภาพลักษณ์

กำไรน้อย แต่ต้องหมุนเร็วและนิ่ง

คุณสิทธิพงษ์ไม่ได้พยายามพาธุรกิจไปอยู่ในตลาดพรีเมียมหรือแข่งขันใน Modern Trade แต่ยืนหยัดอยู่ในตลาดของฝากและตลาดค้าส่ง ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องอาศัยปริมาณมากกว่ามาร์จิ้นต่อหน่วย

“เรามุ่งเน้นการกระจายสินค้าเกษตรให้ถึงตลาดในวงกว้าง ด้วยแนวคิดกำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่เน้นปริมาณการขายเป็นหลัก โดยมีตลาดแมสหรือกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปเป็นฐานสำคัญของธุรกิจ” คุณสิทธิพงษ์กล่าว

การเลือกจุดยืนเช่นนี้ทำให้ธุรกิจต้องออกแบบระบบให้รองรับปริมาณการผลิตเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอ การบริหารสต๊อกให้หมุนเร็ว หรือการมีสินค้าพร้อมส่งตลอดเวลา เพราะในตลาดแมส ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เช่น ของขาด หรือคุณภาพเปลี่ยน จะกระทบยอดขายทันที

อยู่ในศูนย์กลางการไหลของสินค้าตลอดเวลา

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือการวางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในจุดที่การซื้อ-ขายเกิดขึ้นจริง การมีหน้าร้านในตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าส่งขนาดใหญ่ของประเทศ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าจากทั่วประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการทำการตลาดโดยตรง พ่อค้าแม่ค้าจากแต่ละจังหวัดจะเข้ามาเลือกสินค้า แล้วใช้ระบบขนส่งรวม เช่น รถสิบล้อหรือรถรับจ้าง กระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

ซัปพลายเชนแบบ “สัญญาใจ” ช่วยสร้างความมั่นคง

แม้ธุรกิจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่การบริหารซัปพลายเชนยังคงใช้ความสัมพันธ์ระยะยาวเป็นกลไกหลัก กล่าวคือ ธุรกิจเลือกทำงานกับคู่ค้าประจำ และให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอมากกว่าการซื้อ-ขายตามราคาตลาด

“เราจะเลือกทำงานกับคู่ค้าประจำประมาณ 30–40 รายที่ซื้อ-ขายกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่กล้วยขาดหรือมีมาก เราก็ยังคงรับซื้อและดูแลกันเสมอ ในทางกลับกัน หากเป็นผู้ค้าที่เลือกไปขายที่อื่นในช่วงราคาดี แต่กลับมาขายในช่วงที่ตลาดไม่เอื้อ เราก็จะไม่รับ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับคู่ค้าที่จริงใจต่อกัน”

รูปภาพ4

การบริหารความเสี่ยง เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นเรื่องที่ควบคุมได้

ธุรกิจกล้วยตากเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ไปจนถึงราคาตลาดที่ผันผวน แต่สิ่งที่ทำให้กล้วยตากป้าเพียนยังคงเป็นแบรนด์ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องคือการไม่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง และเลือกออกแบบวิธีบริหารจัดการให้แต่ละปัจจัยสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

ความเสี่ยงแรกและสำคัญที่สุดคือวัตถุดิบไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญภาวะแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตกล้วยน้ำว้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคุณสิทธิพงษ์อธิบายว่า

“ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญภาวะแห้งแล้งหนัก จนผลผลิตกล้วยน้ำว้าในประเทศลดลง เราจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบจากเวียดนามและลาว แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ก็เป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อได้”

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของธุรกิจคือ คุณภาพวัตถุดิบที่ไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากกล้วยถูกจัดหาจากหลายแหล่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งขนาด เนื้อสัมผัส และความสมบูรณ์ของผลผลิต แทนที่จะพยายามทำให้วัตถุดิบทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกัน ธุรกิจเลือกใช้ “ระบบการคัดเกรดและจัดการสินค้า” เข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพ โดยมีการคัดแยกกล้วยออกเป็นหลายระดับ เช่น เกรด A B และ C ตั้งแต่หลังการผลิต กล้วยแต่ละเกรดจะถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน เช่น เกรดที่มีคุณภาพสูงจะถูกนำไปบรรจุในสินค้ากล่องหรือซองที่วางจำหน่ายหน้าร้าน ขณะที่เกรดรองลงมาจะถูกจัดจำหน่ายในรูปแบบสินค้าขายส่งหรือแพ็กเกจที่แตกต่างกัน

“สินค้าของเราจะถูกคัดแยกเป็นหลายเกรด เช่น A B และ C ก่อนนำไปบรรจุในแพ็กเกจที่แตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ”

นอกจากนี้ ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นอีกระดับคือ กล้วยมีเม็ด ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง เพราะเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น การผสมเกสรหรือภาวะแห้งแล้ง แม้จะมีความพยายามหาวิธีแก้ เช่น การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถจัดการได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ธุรกิจทำได้ ณ เวลานี้จึงเป็นการลดผลกระทบผ่านการคัดเลือกและตรวจสอบในกระบวนการผลิตให้มากที่สุด

รูปภาพ5

การต่อยอดธุรกิจ เพื่อให้รายได้ไม่ขึ้นอยู่กับสินค้าเดียว

แม้กล้วยตากจะเป็นสินค้าหลักของห้างหุ้นส่วนจำกัด แม่ตะเพียน การเกษตร แต่ธุรกิจก็ไม่ได้วางตัวเองให้พึ่งพารายได้จากสินค้าเดียว เพราะธรรมชาติของสินค้าเกษตรมีความผันผวนทั้งในด้านออร์เดอร์ ฤดูกาล และกำลังการผลิต ธุรกิจจึงเลือกวางโครงสร้างรายได้ให้สามารถบาลานซ์กันเองได้ ในช่วงที่สินค้าแต่ละตัวมีจังหวะขึ้นลงแตกต่างกัน

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ คือช่วงที่ออร์เดอร์กล้วยตากลดลง แต่ยังคงมีต้นทุนแรงงานที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหานี้ ธุรกิจจึงเริ่มแตกไลน์สินค้าไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้โครงสร้างการผลิตใกล้เคียงกัน เช่น มะม่วงแปรรูป มะขาม

“ธุรกิจมีทั้งช่วงที่ยอดขายดีและช่วงที่ชะลอตัว แต่ภาระค่าแรงยังคงต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องในทุกเดือน ด้วยเหตุนี้ รุ่นพ่อจึงตัดสินใจขยายไปสู่สินค้าอื่น เช่น มะม่วงแปรรูป มะม่วงกวน มะม่วงหยี และมะขาม เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและพยุงรายได้ของธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา” คุณสิทธิพงษ์เล่า

การเพิ่มสินค้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยให้สามารถบริหารแรงงานได้อย่างยืดหยุ่น เมื่อสายการผลิตหนึ่งมีออร์เดอร์น้อย ก็สามารถโยกพนักงานไปทำสินค้าอีกประเภทได้ทันที

นอกจากการพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองแล้ว ธุรกิจยังขยายไปสู่โมเดล OEM (Original Equipment Manufacturer) ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางรายได้โดยไม่ต้องลงทุนด้านแบรนด์หรือการตลาดเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น การผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นเพื่อนำไปจำหน่ายในช่องทางค้าปลีก รวมถึงการขายวัตถุดิบแปรรูปให้ลูกค้านำไปบรรจุและสร้างแบรนด์ต่อ ช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้จากทรัพยากรเดิม

นอกจากนี้ ธุรกิจยังมีการขยายไปสู่ต่างประเทศ ได้แก่ เกาหลี จีน และประเทศเพื่อนบ้านของไทย แม้จะยังไม่ได้เป็นตลาดหลัก แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดในประเทศ

ธุรกิจจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อีกหนึ่งมิติที่ทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด แม่ตะเพียน การเกษตรแตกต่างจากธุรกิจเกษตรทั่วไป คือการวางบทบาทของ “คน” และ “ชุมชน” ไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแรงงานในกระบวนการผลิต แต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

โมเดลที่เห็นได้ชัดคือการนำระบบโดมตากกล้วยไปเชื่อมโยงกับชุมชน โดยไม่ได้ให้โรงงานเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด แต่กระจายหน้าที่ให้ “ครัวเรือนในพื้นที่” เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ โดยแต่ละโดมจะมีชาวบ้าน 1 ครัวเรือนเป็นผู้ดูแล ตั้งแต่การบ่ม ปอก และเตรียมกล้วยเข้าสู่กระบวนการผลิต พร้อมทั้งสามารถจ้างแรงงานในชุมชนต่อได้ ทำให้เกิดการกระจายรายได้เป็นวงกว้าง และสร้างการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายที่ดูแลกันแบบครอบครัว

ในขณะเดียวกัน แม้จะมีโอกาสนำเครื่องจักรเข้ามาแทนแรงงานในหลายขั้นตอน แต่ธุรกิจกลับเลือกที่จะไม่ทำ หากส่งผลกระทบต่อคนในระบบ

“แม้จะมีเครื่องจักรที่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานได้ แต่หากต้องแลกกับการที่พนักงานจำนวน 50-60 คนต้องออกจากงาน เราก็เลือกที่จะไม่ทำ เพราะเราเป็นธุรกิจครอบครัว โตมาด้วยพนักงานในชุมชน เราจึงต้องรักษาพนักงานที่เขาเติบโตมาพร้อมกับเรา ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจยังไง เราก็ไม่มีนโยบายที่จะคัดคนออก” คุณสิทธิพงษ์กล่าว

บทบาทของธุรกิจต่อชุมชนยังขยายไปไกลกว่ามิติของการจ้างงาน โดยผู้บริหารยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

คุณสิทธิพงษ์เสริมว่า “เมื่อธุรกิจเริ่มมีความมั่นคง เราจึงขยับบทบาทมาสู่การดูแลสังคมมากขึ้น ทั้งการช่วยเหลือชุมชนและดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนบ้าน วัด และโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกปี”

สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ซื้อวัตถุดิบ” จากชุมชน แต่กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชุมชน” อย่างแท้จริง

รูปภาพ6

“ความเสี่ยงบางอย่างเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สิ่งที่เราทำได้คือออกแบบธุรกิจให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้”

หากมองย้อนกลับไปทั้งระบบของกล้วยตากป้าเพียน จะเห็นว่าสิ่งที่ธุรกิจนี้ทำมาตลอดไม่ใช่การพยายามกำจัดความเสี่ยงออกไปทั้งหมด เพราะในโลกของสินค้าเกษตรนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นไปได้คือการออกแบบวิธีรับมือให้ทุกความไม่แน่นอนมีทางออกรองรับเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการมีโดมเพื่อควบคุมการผลิตในฤดูฝน การคัดเกรดเพื่อรับมือกับคุณภาพวัตถุดิบที่ไม่เท่ากัน การมีสินค้าหลายประเภทเพื่อบาลานซ์รายได้ หรือการสร้างเครือข่ายคู่ค้าที่ช่วยให้ซัปพลายไม่สะดุด ทุกอย่างล้วนสะท้อนวิธีคิดเดียวกัน นั่นคือการไม่ปล่อยให้ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งกลายเป็นจุดล้มของทั้งระบบ

ในโลกของ SME ที่เต็มไปด้วยความผันผวน บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้จึงอาจไม่ใช่ว่าต้องทำอย่างไรให้โตเร็วที่สุด แต่คือการทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถรับแรงกระแทกได้โดยที่ยังเดินต่อไปได้ในทุกสถานการณ์

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333