เปลี่ยน “คาร์บอน” จากเรื่องยาก ให้กลายเป็นเครื่องมือบริหารต้นทุนของ SME
ในอดีต “คาร์บอน” อาจเป็นเพียงคำศัพท์ในรายงานสิ่งแวดล้อมหรือประเด็นที่ถูกพูดถึงในเวทีระดับโลก แต่วันนี้คาร์บอนกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญทางธุรกิจที่เริ่มส่งผลต่อการตัดสินใจในทุกระดับ ตั้งแต่การขอสินเชื่อ การทำธุรกรรมกับคู่ค้า ไปจนถึงการประเมินศักยภาพขององค์กรในระยะยาว
ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเริ่มเผชิญกับคำถามใหม่ว่า “ธุรกิจของคุณปล่อยคาร์บอนได้เท่าไร และคุณจัดการอย่างไร?” แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบนั้น สิ่งที่ต้องตอบให้ได้ก่อนคือ ข้อมูลที่มีอยู่นั้นเชื่อถือได้จริงหรือไม่ และควรเริ่มต้นจากตรงไหน
นี่คือจุดกำเนิดของแนวคิดที่ ดร. ศกยง พัฒนเวคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด” ตั้งคำถาม ในวันที่ตัวเลขคาร์บอนถูกใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า ตัวเลขเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร และน่าเชื่อถือเพียงใด
จากคำถามเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายเป็นช่องว่างระหว่างข้อมูลที่มีอยู่ กับความเชื่อมั่นที่ผู้ประกอบการควรได้รับ และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ VEKIN ธุรกิจที่พยายามเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง
เมื่อ “ตัวเลข” กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในระบบพลังงาน
ก่อนที่คำว่า Carbon Accounting จะกลายเป็นเรื่องที่องค์กรต้องทำ สิ่งที่ ดร. ศกยงพบเจอจากประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมพลังงานไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีหรือความซับซ้อนของการคำนวณ แต่คือ “ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของตัวเลข”
ในโมเดลธุรกิจด้านการประหยัดพลังงานที่มีการแบ่งผลประโยชน์กัน ตัวเลขคือหัวใจของทุกอย่าง เพราะตัวเลขเชื่อมโยงกับเงินที่ต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี วิธีการวัดในรูปแบบเดิมอาจมีข้อจำกัด เช่น การวัดในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปใช้แทนข้อมูลทั้งปี หรือการจัดทำรายงานจากข้อมูลภายในองค์กรเอง ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน หรือยังไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของธุรกิจได้อย่างครบถ้วน
“ถ้าวัดเพียงวันเดียว แต่ต้องนำข้อมูลนั้นไปใช้แทนทั้งปี อีกทั้งผู้ที่ทำการวัดยังเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบบนี้ตัวเลขที่ได้จะยุติธรรมและน่าเชื่อถือจริงหรือไม่”
คำถามของ ดร. ศกยงสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าการคำนวณผิดหรือถูก แต่คือการที่ตัวเลข ซึ่งควรเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ “ไม่กล้าเชื่อ”
ระบบคาร์บอน ภาระและต้นทุนที่มองไม่เห็นของ SME
เมื่อแนวคิดเรื่องคาร์บอนเริ่มถูกผลักเข้าสู่ภาคธุรกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการคือภาระใหม่ที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะการทำรายงานคาร์บอนไม่ได้มีเพียงขั้นตอนเดียว แต่เต็มไปด้วยกระบวนการย่อยที่ซับซ้อน ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การคำนวณ การจัดทำเอกสาร ไปจนถึงการยื่นขอการรับรอง โดยแทบทั้งหมดต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญภายนอก นั่นหมายความว่าธุรกิจต้องจ้างที่ปรึกษา (Consultant) ในราคาสูง และต้องทำรายงานหลายฉบับตามข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันเป็นหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางเดิมยังบังคับให้ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ที่ไม่ใช่ Core Business ของตัวเอง ทั้งการทำ Carbon Footprint การใช้แพลตฟอร์ม หรือการตีความมาตรฐานต่าง ๆ
ทั้งที่ความเป็นจริง “ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทุกอย่าง เพราะแค่การทำธุรกิจให้รอดในแต่ละวัน ก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว” ดร. ศกยงกล่าว
เมื่อกระบวนการซับซ้อนเกินความจำเป็น สิ่งที่ควรเป็นเครื่องมือช่วยธุรกิจจึงกลายเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่อาจส่งผลต่อการเติบโต โดยที่ผู้ประกอบการอาจไม่รู้ตัว
จากการตรวจสอบหน้างาน สู่การสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งมนุษย์
เมื่อมองเห็นปัญหาทั้งเรื่องความไม่น่าเชื่อถือของตัวเลข และความซับซ้อนของกระบวนการแล้ว อีกคำถามหนึ่งจึงตามมาว่า หากระบบเดิมไม่สามารถแก้ไขได้ ควรปรับเปลี่ยนอย่างไร
ในช่วงหนึ่งของเส้นทางอาชีพ ดร. ศกยงอยู่ในบทบาทของผู้ตรวจสอบพลังงานที่ต้องลงพื้นที่จริง ตรวจวัดจริง และจัดทำรายงานด้วยตัวเอง กระบวนการทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม แต่ยิ่งทำมากขึ้น เขากลับยิ่งเห็นข้อจำกัดที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
แม้จะใช้ความเชี่ยวชาญสูง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ยังอิงกับข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่อง และไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของธุรกิจได้จริง ส่งผลให้การตรวจสอบแบบเดิมไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความแม่นยำและความเป็นธรรมได้
“การตรวจสอบพลังงานแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป ควรใช้ AI เข้ามาช่วยวัดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ”
นี่คือจุดเปลี่ยนจากการพยายามทำให้ดีขึ้น ด้วยการตัดสินใจ “เปลี่ยนกรอบทั้งหมด” โดย ดร. ศกยงเลือกสร้างระบบที่ให้ AI เข้ามาทำหน้าที่แทนตั้งแต่การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ ไปจนถึงการสร้างแบบจำลอง (Simulation) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ซึ่งระบบดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของสิ่งที่ VEKIN พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้
ทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายที่ใช้ได้จริงในชีวิตธุรกิจ
เนื่องจากปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของการจัดการคาร์บอน แต่เป็นความยุ่งยากในการดำเนินการ VEKIN จึงพยายามออกแบบเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ โดยแก้ปัญหาหลักให้เหลือเพียง 3 ขั้นตอน ดังนี้
เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้กลายเป็นข้อมูลคาร์บอน
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ VEKIN พัฒนาขึ้นคือ “Carbon Receipt” หรือการแสดงค่าคาร์บอนในทุกการใช้จ่าย โดยอิงจากหลักการที่ว่า “ทุกการจ่ายเงินคือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดคาร์บอน” แนวคิดนี้ช่วยให้ข้อมูลคาร์บอนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นและติดตามได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่เพิ่มเติม
VEKIN ทำหน้าที่หลัก 3 อย่าง ได้แก่ การวัด การวิเคราะห์ และการจัดทำรายงานคาร์บอน โดยมีแนวคิดที่แตกต่างจากเดิม คือไม่ได้เริ่มต้นจากสูตรคำนวณ แต่เริ่มจากพฤติกรรมทางธุรกิจ ทุกค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ วัตถุดิบ หรือบริการ สามารถแปลงเป็นคาร์บอนได้ทั้งหมด VEKIN จึงไม่ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่ใช้ข้อมูลการใช้จ่ายที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว มาวิเคราะห์และแปลงเป็นข้อมูลคาร์บอน
ไม่ต้องเรียนรู้ระบบใหม่ เพียงใช้ LINE ก็สามารถใช้งานได้
แทนที่จะสร้างแพลตฟอร์มใหม่ให้ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้วิธีการใช้ VEKIN เลือกที่จะใช้สิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้ว นั่นก็คือ LINE ดังนั้น ผู้ประกอบการแค่แอดไลน์ แล้วถ่ายรูปหรืออัปโหลดบิลหรือใบเสร็จ ระบบจะอ่านและประมวลผลให้ทันที
รวมข้อมูลทั้งหมดให้อยู่ในระบบเดียว
สิ่งที่ทำให้ VEKIN แตกต่างไม่ใช่แค่การใช้ AI แต่คือการจัดระเบียบข้อมูลใหม่ทั้งระบบ แทนที่จะต้องจัดทำรายงานหลายฉบับ ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย และกรอกข้อมูลซ้ำในหลายขั้นตอน VEKIN ออกแบบให้ข้อมูลถูกจัดเก็บและเชื่อมโยงกันในรูปแบบชุดข้อมูลเดียว (Dataset) ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ในหลายบริบท ทั้งการจัดทำรายงานคาร์บอน การยื่นรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การต่อยอดด้านการเงิน และการวิเคราะห์ธุรกิจ
พลิกบทบาทของคาร์บอน จากภาระสู่โอกาสของ SME
ในช่วงที่ผ่านมา คาร์บอนมักถูกสื่อสารในมุมของภาพลักษณ์หรือการสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในมุมของการดำเนินธุรกิจจริง สิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญมากกว่าคือ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
หากมองผิวเผิน VEKIN อาจดูเหมือนเป็นเครื่องมือสำหรับทำรายงานคาร์บอนเท่านั้น แต่ความจริงสิ่งที่ผู้ประกอบการได้รับกลับลึกกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ระบบนี้กำลังเปลี่ยนไม่ใช่แค่วิธีคำนวณ แต่คือ “โอกาสทางธุรกิจ” ที่ SME อาจเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ได้รายงานฉบับสมบูรณ์โดยไม่ต้องแลกมากับขั้นตอนที่ยุ่งยาก
ในระบบเดิม การทำ Carbon Footprint ต้องใช้ทั้งเวลา ความรู้ และต้นทุนสูง แต่ VEKIN ทำให้กระบวนการทั้งหมดเหลือเพียง
“อัปโหลดข้อมูล ไม่เกิน 10 นาที ก็ได้รายงานไปยื่น” ดร. ศกยงกล่าว
พอลดต้นทุนได้ คาร์บอนก็ลดตาม
VEKIN ใช้ข้อมูลธุรกิจจริงเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงาน และแนะนำทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเทคโนโลยี หรือปรับกระบวนการทำงาน ทั้งหมดได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับธุรกิจแต่ละประเภท ท้ายที่สุดเมื่อต้นทุนลดลง คาร์บอนก็ลดตามไปด้วย
เข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ได้ง่ายขึ้น
หนึ่งในคุณค่าที่สำคัญคือการเชื่อมข้อมูลคาร์บอนเข้ากับมิติทางการเงิน โดย VEKIN ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยให้สถาบันการเงินมองเห็นศักยภาพของผู้ประกอบการได้ชัดขึ้น ทั้งในแง่ของการบริหารต้นทุน และความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน การมีข้อมูลคาร์บอนที่เป็นระบบยังช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประเมินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้านแนวโน้มการลดต้นทุนและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งมีส่วนสนับสนุนกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ภายใต้แนวทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ให้มีความแม่นยำและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ทางเลือกใหม่ที่เข้าถึงง่าย ช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
ในอดีต การจัดทำรายงานคาร์บอนมักต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีต้นทุนสูงถึงหลักแสนบาท แต่ VEKIN นำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยมีค่าบริการประมาณปีละ 10,000 บาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ก่อนจะทำเรื่องคาร์บอน ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าทำไปเพื่ออะไร
และจะให้ผลลัพธ์อะไรกับธุรกิจ”
สิ่งที่ ดร. ศกยงพยายามสื่อ ไม่ใช่การผลักให้ผู้ประกอบการทำคาร์บอน แต่คือการชวนให้กลับมาตั้งคำถามกับธุรกิจของตัวเองให้ชัดก่อนว่า คุณกำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เพราะในโลกความเป็นจริง ผู้ประกอบการไม่ได้มีทรัพยากรไม่จำกัด ไม่มีเวลามานั่งเรียนรู้ระบบใหม่ทุกครั้ง และไม่สามารถทำทุกอย่างได้พร้อมกัน สิ่งที่ต้องเลือกจึงต้องเป็นสิ่งที่ให้ผลลัพธ์จริง
ดังนั้น คาร์บอนไม่ควรเป็นจุดเริ่มต้น แต่ควรเป็น “ผลลัพธ์” ของการทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ หากธุรกิจสามารถลดต้นทุนได้ บริหารจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น หรือเข้าถึงโอกาสทางการเงินใหม่ ๆ ได้ สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนออกมาในรูปของคาร์บอนโดยอัตโนมัติ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ยั่งยืนจริง ไม่ใช่รายงานคาร์บอน แต่คือธุรกิจที่แข็งแรงพอจะเติบโตต่อได้ เพราะคาร์บอนเป็นเพียง “กระจก” ที่สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด