“ซีแมน” กับโมเดลธุรกิจที่มองว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ CSR แต่คือสัญญาระยะยาว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สิ่งแวดล้อม” กำลังกลายเป็นโจทย์ธุรกิจระดับโครงสร้างที่องค์กรทุกขนาดต้องเผชิญพร้อมกัน ไม่เว้นแม้แต่ SME ทั้งแรงกดดันจากนโยบายรัฐ แนวคิด ESG ความคาดหวังของนักลงทุน ไปจนถึงคำถามเรื่อง Net Zero และคาร์บอนเครดิตที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยแคมเปญระยะสั้น
จากแรงกดดันข้างต้น ธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มมองหาทางลัดเพื่อให้ทันกับกระแสความยั่งยืนที่ถูกเร่งให้เกิดผลเร็ว แต่มีผู้ประกอบการบางรายที่เลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง...เส้นทางที่เริ่มจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการตอบโจทย์ภาพลักษณ์ในระยะสั้น หนึ่งในนั้นคือ “บริษัท ซีแมน จำกัด” องค์กรนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ก่อตั้งและขับเคลื่อนโดย คุณไพลิน พูลพิพัฒน์ ผู้เลือกเริ่มต้นธุรกิจจากคำถามง่าย ๆ ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ควรถูกแก้ด้วยระบบแบบใด
และคำตอบของคำถามนั้นก็ทำให้ซีแมนค่อย ๆ พัฒนาองค์ความรู้จากงานภาคสนาม สู่การสร้างกลไกการดูแลธุรกิจที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ชุมชน และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม
เส้นทางที่ไม่ได้เริ่มจากโมเดลธุรกิจ แต่เริ่มจากปัญหาหน้างาน
การก่อตั้งบริษัท ซีแมน จำกัด เริ่มจากการทำงานจัดอีเวนต์ขนาดเล็กให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ในช่วงเวลาที่กิจกรรมเก็บขยะริมทะเลยังเป็นเรื่องใหม่ และยังไม่มีใครพูดถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างในระยะยาวอย่างจริงจัง
จากการทำงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทะเลและชายฝั่ง สิ่งที่ทีมงานซีแมนพบคือ “วัสดุ” ที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครตั้งคำถามถึงชะตากรรมหลังการใช้งานสิ่งเหล่านั้น ทั้งอวนประมงและทุ่นลอยน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงวัสดุเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นการลดการทิ้งสมอเรือหรือป้องกันแนวปะการัง
“ก่อนหน้านี้เราไม่เคยตระหนักถึงหน้าที่ของทุ่นลอยน้ำที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบนิเวศทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นการลดการทิ้งสมอเรือหรือการป้องกันแนวปะการัง ขณะเดียวกันก็แทบไม่มีใครตั้งคำถามว่า เมื่อทุ่นเหล่านี้เริ่มเสื่อมสภาพ ผลกระทบจะตกอยู่กับท้องทะเลและระบบนิเวศอย่างไร เพราะเมื่อพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุของทุ่นแตกตัวลงไปในทะเล สิ่งที่ตามมาคือการเกิดไมโครพลาสติกในระบบนิเวศ”
คุณไพลินกล่าว หลังจากที่พบว่าวัสดุที่ถูกเลือกใช้เพราะความทนทานต่อแดด น้ำทะเล เกลือ ซึ่งอยู่ได้นานนับสิบปี กลับกลายเป็นต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ในวันที่ไม่มีใครรับผิดชอบต่อวัสดุเหล่านั้น เธอตั้งคำถามต่อทันทีว่า ทำไมอุปกรณ์ที่ตั้งใจปกป้องทะเล จึงกลายเป็นภาระของทะเลในระยะยาว
จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้ซีแมนเริ่มขยับบทบาทของตัวเอง จากผู้จัดกิจกรรม ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้พลาสติกรีไซเคิล ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนาวัสดุทางเลือกที่สามารถย่อยสลายได้
จากการแก้ปัญหาเฉพาะจุด สู่ธุรกิจสิ่งแวดล้อมเชิงระบบ
การพัฒนาทุ่นจากพลาสติกธรรมดาไปสู่พลาสติกรีไซเคิลและวัสดุทางเลือกที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของซีแมนเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้แตกต่างจากผู้ผลิตอุปกรณ์ทั่วไป คือการไม่มองว่าหน้าที่ของบริษัทสิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถูกนำไปติดตั้งในทะเลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อทุ่นถูกนำไปใช้งานจริง ซีแมนเลือกที่จะเดินต่อในเส้นทางที่ SME จำนวนมากมักหลีกเลี่ยง นั่นคือ การเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการดูแลหลังการติดตั้ง และเชื่อมโยงคนในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบตั้งแต่ต้น
คุณไพลินอธิบายว่า “หลังจากผลิตทุ่นเสร็จ ซีแมนไม่ได้มองว่างานจะสิ้นสุดลงเพียงแค่การนำอุปกรณ์ไปติดตั้งในทะเล แต่เลือกออกแบบกระบวนการติดตั้งให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ทั้งการใช้เรือประมง การจ้างงานชาวบ้าน และการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ จุดเริ่มต้นของการทำงานจึงเป็นการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออธิบายว่าโครงการนี้ทำไปเพื่ออะไร และเหตุใดการดูแลทรัพยากรทางทะเลจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง”
ชาวประมงพื้นบ้าน วิสาหกิจชุมชน และคนในพื้นที่จึงเป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการดูแลทรัพยากรระยะยาว ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้ซีแมนเข้าใจบริบทของพื้นที่มากกว่าข้อมูลเชิงทฤษฎี
“ทำไปทำมาเราก็สนิทกับกลุ่มชาวบ้าน สนิทกับวิสาหกิจชุมชน และสนิทกับกลุ่มประมงในพื้นที่ พอเขาเห็นหน้าเรา เขาก็รู้แล้วว่าทีมนี้มาทำเรื่องสิ่งแวดล้อม”
ความไว้วางใจดังกล่าวกลายเป็นทุนสำคัญทางธุรกิจ เพราะเมื่อซีแมนเริ่มขยับเข้าสู่งานฟื้นฟูระบบนิเวศที่ซับซ้อนขึ้น อย่างการปลูกและการดูแลป่าชายเลน ความร่วมมือจากชุมชนคือปัจจัยที่ขาดไม่ได้
ป่าชายเลนไม่ใช่ “ปลูกแล้วจบ” แต่คือสัญญาทางธุรกิจระยะยาว
เมื่อแนวคิดเรื่องคาร์บอนเครดิตเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจังในประเทศไทย ซีแมนไม่ได้มองว่านี่คือโอกาสทางการตลาดในระยะสั้น แต่เห็นว่าเป็นความรับผิดชอบที่ต้องดำเนินต่อเนื่องและยืนอยู่ให้ได้ในระยะยาว
ด้วยพื้นฐานของซีแมนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับทะเลและพื้นที่ชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานอีเวนต์ด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะทะเล และการพัฒนาอุปกรณ์ในทะเล การปลูกป่าชายเลนจึงเป็นก้าวถัดไปของการดูแลระบบนิเวศที่บริษัทดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิตนั้นแตกต่างจากกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่หลายองค์กรคุ้นเคย เพราะคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จำนวนต้นที่ปลูก แต่อยู่ที่อัตราการรอด การเติบโต และความสามารถในการดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ
“ปีแรกเราปลูกได้ครบตามพื้นที่จริงค่ะ แต่สิ่งที่ยากคือต้นไม้จะรอดและเติบโตต่อไปได้หรือไม่ในระยะยาว เพราะการประเมินคาร์บอนเครดิตจะไม่ได้ดูแค่วันที่ปลูก แต่ดูผลลัพธ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า”
ซีแมน กำหนดบทบาทของตนเองเป็นผู้รับผิดชอบระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยงานของทางบริษัทครอบคลุมตั้งแต่
-
การสำรวจพื้นที่ ความเหมาะสมของดิน และสภาพแวดล้อม
-
การเลือกชนิดพันธุ์ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศเฉพาะพื้นที่
-
การวัดอัตราการรอด และวิเคราะห์สาเหตุของการตาย
-
การปลูกซ่อมและเตรียมกล้าไม้สำรอง
-
การจัดทำรายงานและติดตามผลอย่างต่อเนื่องตลอดสัญญา 10 ปี
“ป่าชายเลนไม่ใช่เรื่องของการปลูกแล้วจบ ถ้าไม่รอด เราต้องหาคำตอบว่าทำไมถึงไม่รอด แล้วเราจะแก้อย่างไร ไม่ใช่ปลูกใหม่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สาเหตุ”
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจปลูกป่าชายเลนเชิงคาร์บอนเครดิตไม่ใช่ธุรกิจที่ใครจะเข้ามาทำก็ได้ เพราะความเสี่ยงไม่ได้จบลงในวันปลูก แต่สะสมตลอดอายุการดูแล และต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้เชิงวิชาการ ความเข้าใจพื้นที่จริง และความสัมพันธ์กับชุมชนในระยะยาว
โมเดลรายได้ที่มีตัวกลางและต้องอาศัยการทำงานระยะยาว
โมเดลธุรกิจของซีแมนไม่ได้ตั้งอยู่บนการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตโดยตรง หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ที่เชื่อมผู้เกี่ยวข้องหลักสามฝ่ายเข้าด้วยกัน ได้แก่
-
บริษัทผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งต้องการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้
-
ชุมชนในพื้นที่ ผู้ดูแลป่าชายเลนและระบบนิเวศในชีวิตจริง
-
ซีแมน ในฐานะผู้วางระบบ วิเคราะห์ วัดผล และรับผิดชอบผลลัพธ์ตลอดอายุโครงการ
รายได้ของซีแมนจึงไม่ได้ผูกอยู่กับจำนวนคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นในแต่ละปี แต่เกิดจากความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการโครงการระยะยาว ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การติดตามอัตราการรอด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงการจัดทำรายงานที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี ความท้าทายของโมเดลนี้อยู่ที่การรับมือกับความไม่แน่นอน หากต้นไม้ไม่รอด ซีแมนต้องหาสาเหตุและแก้ไข หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็ต้องปรับวิธีดูแล และเมื่อถึงเวลารายงานผลต่อหน่วยงานรัฐ ซีแมนจะต้องมีข้อมูลเชิงวิชาการรองรับทุกขั้นตอน
“ทุกปีเราต้องตอบคำถามให้ได้ว่า พื้นที่นี้เกิดอะไรขึ้น และเราจัดการได้อย่างไร” คุณไพลินกล่าว
บทบาทข้างต้นทำให้ซีแมนต้องทำงานประสานกับหลายฝ่าย ทั้งชุมชน หน่วยงานรัฐ และองค์กรผู้ลงทุน ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้เฉพาะทางและความต่อเนื่องในการทำงาน
ดังนั้น สาเหตุที่ธุรกิจด้านป่าชายเลนและคาร์บอนเครดิตเชิงระบบในประเทศไทยมีผู้เล่นที่สามารถรับบทบาทนี้ได้เพียงไม่กี่ราย เป็นเพราะว่าโมเดลรายได้นี้ “ไม่มีทางลัด” แต่ต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบตลอดระยะเวลาของสัญญา ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง
“สิ่งแวดล้อมไม่ใช่งานที่ทำแล้วจบเป็นรอบ ๆ
ถ้าเลือกที่จะทำแล้ว เราต้องรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในระยะยาว”
ตลอดเส้นทางการเติบโต ซีแมนไม่ได้เริ่มจากการตั้งเป้าจะทำ ESG หรือคาร์บอนเครดิต แต่เริ่มจากการยอมรับว่า หากธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ความรับผิดชอบนั้นย่อมไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับโครงการหรือแคมเปญใดแคมเปญหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การทำสิ่งแวดล้อมในลักษณะของกิจกรรมหรือค่าใช้จ่ายที่ทำแล้วจบไปเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการออกแบบงานให้กลายเป็นระบบธุรกิจที่ต้องดูแล วัดผล และรับผิดชอบได้จริงในระยะยาว ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรม การทำงานร่วมกับชุมชน ไปจนถึงการยอมรับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับสัญญา 10 ปี
สำหรับ SME เรื่องราวของซีแมนอาจไม่ได้ให้สูตรสำเร็จ แต่ทิ้งคำถามชวนคิดไว้ว่า ธุรกิจจะเลือกเติบโตด้วยการตอบรับกระแสในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือจะลงทุนสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องอาศัยเวลาและความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพราะในวันที่ความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขของการทำธุรกิจ ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่การพูดเรื่อง ESG ให้ดังที่สุด แต่อยู่ที่การเป็นองค์กรที่สามารถรับผิดชอบกับคำว่า “ระยะยาว” ได้จริง และยืนอยู่ตรงนั้นได้อย่างมั่นคง