“โคเรียดอง” สร้างตลาดใหม่จากอาหารที่คุ้นเคยในไทย ให้เติบโตไกลกว่าเทรนด์
SME KnowledgeSME Sharing

“โคเรียดอง” สร้างตลาดใหม่จากอาหารที่คุ้นเคยในไทย ให้เติบโตไกลกว่าเทรนด์

29 ก.ค. 2569
|
17

ย้อนกลับไปเมื่อราว 6 ปีก่อน อาหารทะเลดองยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนในปัจจุบัน โดยมักปรากฏอยู่เพียงท้ายเมนูของร้านอาหารบางแห่ง หรืออยู่ในรูปแบบกุ้งแช่น้ำปลาที่ขายตามตลาดทั่วไป แต่สำหรับ “บริษัท แฮปปี้ ฟู้ด อินเตอร์คิทเช่น จำกัด” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลดองสไตล์เกาหลีภายใต้แบรนด์ "โคเรียดอง"

ช่องว่างดังกล่าวกลับเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะทีมผู้ก่อตั้งเชื่อว่ายังไม่มีใครยกระดับอาหารทะเลดองให้มีมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถืออย่างจริงจัง จึงเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเปลี่ยนจานอาหารที่เคยเป็นเพียงเมนูเสริม ให้กลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อเพื่อรับประทานได้อย่างมั่นใจ

ภายใต้การนำของ คุณพาทิศ บุญอนันต์ และคุณภาณุพันธ์ เมืองแดง สองผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์โคเรียดอง ธุรกิจที่เติบโตจากการขายออนไลน์ในช่วงโควิด-19 สู่ตลาดออฟไลน์ ทั้งป๊อปอัปสโตร์ ตู้เวนดิ้ง โมเดิร์นเทรด และออกบูทตามจังหวัดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ แบรนด์นี้สามารถยกระดับเมนูที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงกุ้งแช่น้ำปลาหรือเมนูเสริมในร้านอาหาร ให้กลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจ อยากลอง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

paint point ของตลาด

จาก Pain Point ของตลาด สู่โอกาสในการสร้างหมวดหมู่อาหารใหม่

หลายธุรกิจเริ่มต้นจากการมองหาสินค้าที่กำลังเป็นกระแส แต่โคเรียดองเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งที่มีอยู่ในตลาดมานานแล้ว นั่นคือ เมนูอาหารทะเลดองอย่าง “กุ้งแช่น้ำปลา” ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงเมนูเสริมตามร้านอาหารหรือสินค้าที่พบเห็นได้ตามตลาดทั่วไป จึงกลายเป็นช่องว่างที่ผู้ก่อตั้งมองเห็นโอกาสในการยกระดับให้เป็นสินค้าที่มีมาตรฐานและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

เมื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ทีมผู้ก่อตั้งพบว่า อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่รสชาติหรือความนิยมของเมนู แต่อยู่ที่ประสบการณ์การซื้อและความเชื่อมั่นในตัวสินค้า ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่มั่นใจในมาตรฐานของอาหารทะเลดองที่วางจำหน่ายตามตลาดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสด ความสะอาด และอายุการเก็บรักษา ส่งผลให้อาหารทะเลดองยังถูกมองว่าเป็นเมนูที่รับประทานเป็นครั้งคราว มากกว่าจะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถซื้อซ้ำได้อย่างมั่นใจ

“ตอนนั้นถ้าอยากกินกุ้งแช่น้ำปลา ก็ต้องไปนั่งกินที่ร้าน หรือไม่ก็ไปซื้อตามตลาด ซึ่งมีตัวเลือกไม่เยอะ และสามารถเก็บได้ไม่นานในอุณหภูมิห้อง ทำให้เรารู้สึกว่าน่าจะมีวิธีทำให้คนเข้าถึงสินค้ากลุ่มนี้ได้ง่ายและมั่นใจมากกว่านี้”

มุมมองดังกล่าวทำให้โคเรียดองวางตัวเองเป็นผู้เล่นที่ต้องการยกระดับหมวดหมู่สินค้าเดิมให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพ ความสะดวก และภาพลักษณ์ของสินค้า แต่แทนที่จะแข่งขันด้วยสูตรหรือราคาเพียงอย่างเดียว แบรนด์ได้ตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้สึกว่าอาหารทะเลดองสามารถเป็นสินค้าที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ และเหมาะกับการซื้อซ้ำได้เหมือนอาหารพร้อมรับประทานประเภทอื่น

แนวคิดนี้นำไปสู่การพัฒนาสินค้าชุดแรกจากแรงบันดาลใจของอาหารทะเลดองซีอิ๊วเกาหลี ก่อนนำมาปรับรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคไทย จนเกิดเป็นกุ้งดองซีอิ๊วเกาหลีและแซลมอนดองซีอิ๊วเกาหลี ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ “โคเรียดอง” ในปัจจุบัน

อยากยกระดับตลาด ต้องยกระดับสินค้าให้ได้ก่อน

ยกระดับตลาด ต้องยกระดับสินค้าให้ได้ก่อน

เมื่อโคเรียดองมองเห็นช่องว่างของตลาดแล้ว คำถามถัดมาคือจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในสินค้ากลุ่มนี้ได้จริง เพราะหากต้องการเปลี่ยนภาพจำของอาหารทะเลดองจากสินค้าที่ซื้อกินเป็นครั้งคราว ไปสู่สินค้าที่สามารถเติบโตในระบบค้าปลีกสมัยใหม่ได้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือมาตรฐานของทั้งกระบวนการผลิต

ในช่วงเริ่มต้น ทีมงานใช้วิธีทดลองและปรับปรุงสูตรอย่างต่อเนื่องจากครัวขนาดเล็ก เพื่อค้นหารสชาติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนไทยมากที่สุด แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต โคเรียดองพบว่าความท้าทายที่สำคัญไม่แพ้เรื่องรสชาติ คือการรักษาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานในทุกกล่องที่ส่งถึงมือลูกค้า

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเริ่มลงทุนกับการพัฒนาระบบการผลิตอย่างจริงจัง และต่อยอดไปสู่การสร้างโรงงานของตัวเองตั้งแต่ปีที่สามของการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

หนึ่งในโจทย์ที่ทีมงานให้ความสำคัญคือ เรื่องอายุสินค้าและความปลอดภัยในการบริโภค ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของผู้บริโภคในตลาดอาหารทะเลดอง คุณพาทิศเปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมทำงานด้านวิจัยและพัฒนากับภาควิชา Food Technology มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อศึกษาและพัฒนากระบวนการที่ช่วยยืดอายุสินค้าโดยไม่กระทบต่อรสชาติและคุณภาพอาหาร

“เราไม่ได้มองแค่ว่าทำยังไงให้อร่อย แต่ต้องคิดต่อว่าทำยังไงให้ลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ไกลจากโรงงาน ได้รับสินค้าดีมีคุณภาพเหมือนกับเพิ่งผลิตออกมาใหม่ ๆ”

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาทั้งสูตรอาหาร บรรจุภัณฑ์ การแพ็กสินค้า และระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยในช่วงแรกบริษัทตั้งเป้าให้สินค้าสามารถเก็บรักษาในช่องแช่แข็งได้นานประมาณ 1 เดือน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภคและรองรับการขยายช่องทางจำหน่ายในอนาคต 

ต่อมา บริษัทได้ร่วมทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอาหารและนำระบบช็อกฟรีซ (Shock Freeze) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต โดยลดอุณหภูมิสินค้าจากอุณหภูมิห้องลงสู่ระดับติดลบ 15-20 องศาเซลเซียสภายในเวลาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบและควบคุมมาตรฐานของสินค้าระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถเก็บรักษาสินค้าในช่องแช่แข็งได้นานประมาณ 1 ปี โดยยังคงรักษาคุณภาพสินค้าให้ใกล้เคียงกับวันที่ผลิตออกมาใหม่มากที่สุด

ปัจจุบัน โรงงานของโคเรียดองได้รับการรับรองมาตรฐาน ทั้ง GMP, HACCP และ Halal ซึ่งช่วยรองรับการขยายตลาดในวงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ไม่ได้แข่งขันด้วยความแปลกใหม่ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยความสามารถในการส่งมอบคุณภาพที่สม่ำเสมอ

บริหารพอร์ตสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด

บริหารพอร์ตสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด โดยไม่สร้างภาระสต๊อกเกินความจำเป็น

ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ บริษัทพัฒนาสินค้าออกมามากกว่า 60 SKU ครอบคลุมทั้งสินค้าหลัก สินค้าใหม่ที่ใช้ทดสอบตลาด และสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อสร้างสีสันในช่วงเทศกาลหรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าทุกสินค้าจะถูกวางจำหน่ายพร้อมกันทั้งหมด

คุณพาทิศอธิบายว่า โคเรียดองเลือกใช้แนวทางบริหารพอร์ตสินค้าแบบยืดหยุ่น โดยจะคัดเลือกสินค้าเพียงบางส่วนขึ้นมาทำตลาดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีสินค้าที่เปิดขายอยู่ประมาณ 10-15 รายการเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค สถานการณ์ของวัตถุดิบ และแผนการสื่อสารการตลาดในช่วงนั้น

“เราไม่ได้คิดว่ามีสินค้าเยอะแล้วจะต้องขายทุกตัวพร้อมกัน บางตัวเก็บไว้รอจังหวะที่เหมาะสม เพราะถ้าเปิดทุกอย่างพร้อมกัน สุดท้ายทั้งทีมผลิต ทีมขาย และลูกค้าก็อาจโฟกัสไม่ถูกว่าตัวไหนคือสินค้าที่เราอยากนำเสนอจริง ๆ”

โคเรียดองจึงสามารถรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ได้อยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการสต๊อกวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปในปริมาณมากเกินความจำเป็น สินค้าบางรายการจึงถูกนำกลับมาวางจำหน่ายเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือช่วงเวลาที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า เช่น เดือนแห่งความรัก ช่วงสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่

เมื่อการตลาดไม่ได้จบที่การขายออนไลน์

เมื่อการตลาดไม่ได้จบที่การขายออนไลน์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปีที่สองของธุรกิจ เมื่อศูนย์การค้าเริ่มกลับมาเปิดให้บริการหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โคเรียดองได้รับโอกาสไปออกบูทที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ค้าปลีกที่มีผู้คนสัญจรจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในวันแรกกลับไม่เป็นไปตามที่ทีมงานคาดหวัง แม้จะมีผู้คนเดินผ่านจำนวนมาก แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักแบรนด์ และไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที

คุณพาทิศเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้บริษัทปรับวิธีคิดเรื่องการตลาดใหม่ โดยทีมงานเริ่มมองว่าการมีทำเลที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากผู้บริโภคยังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะตั้งใจเดินมาหาแบรนด์

“วันแรกเราเห็นเลยว่าคนเดินเยอะมาก ร้านข้าง ๆ ขายดีหมด แต่ร้านเราค่อนข้างเงียบ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าปัญหาอยู่ที่สินค้า แต่คิดว่าคนยังไม่รู้ว่าเรามาอยู่ตรงนี้”

หลังจากนั้น ทีมงานจึงกลับมาใช้จุดแข็งที่แบรนด์มีอยู่แล้ว นั่นคือการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย การทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ และการสื่อสารแบบเจาะพื้นที่ เพื่อบอกลูกค้าว่าโคเรียดองกำลังเปิดขายอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ในช่วงเวลานั้น

“เราไม่ได้หวังขายให้คนที่มาเซ็นทรัลเวิลด์ แต่เราต้องทำให้คนมาเซ็นทรัลเวิลด์เพื่อมาซื้อโคเรียดอง”

ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากยอดขายในวันแรกที่ยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก วันถัดมาบริษัทต้องเติมสินค้าเข้าบูทหลายรอบตลอดทั้งวัน พร้อมยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดยืนยันว่า ออนไลน์และออฟไลน์ไม่ควรถูกมองเป็นคนละเรื่อง เพราะในความเป็นจริงสามารถทำงานส่งเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราเริ่มเข้าใจว่าหน้าที่ของคอนเทนต์ไม่ใช่แค่ขายของ แต่คือการพาคนมาหาเรา ไม่ว่าปลายทางจะเป็นเว็บไซต์ หน้าร้าน หรือบูทอีเวนต์ก็ตาม”

ขยายจุดเข้าถึงสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค

ขยายจุดเข้าถึงสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค

ความสำเร็จจากการออกบูทที่เซ็นทรัลเวิลด์ไม่ได้เพียงพิสูจน์ว่าโคเรียดองสามารถพาผู้บริโภคจากโลกออนไลน์มาสู่ออฟไลน์ได้สำเร็จ แต่ยังทำให้เซ็นทรัลพัฒนาติดต่อเข้ามาเพื่อชักชวนให้แบรนด์ไปเปิดป๊อปอัปสโตร์ที่เซ็นทรัล เวสต์เกต ซึ่งกลายเป็นสาขาแรกของโคเรียดอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจสู่ช่องทางออฟไลน์อย่างจริงจัง

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ทีมงานมองเห็นว่า การสร้างแบรนด์ไม่ได้หมายถึงการรอให้ผู้บริโภคพบสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าได้ในหลากหลายรูปแบบ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าโมเดลนี้เวิร์ก โคเรียดองจึงค่อย ๆ ขยายการเข้าถึงไปยังป๊อปอัปสโตร์ โมเดิร์นเทรด และตู้เวนดิ้ง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น

บริษัทมีการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการซื้อแตกต่างกัน บางคนคุ้นเคยกับการสั่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่บางคนต้องการเห็นสินค้าและตัดสินใจซื้อทันทีที่หน้าร้าน ยิ่งแบรนด์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ลูกค้าใช้ชีวิตประจำวันได้มากเท่าไร โอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบัน โคเรียดองมีป๊อปอัปสโตร์ 5 สาขาทั่วประเทศ มีตู้เวนดิ้ง 15 ตู้ในกรุงเทพฯ ตามแนวรถไฟฟ้าและศูนย์การค้า รวมถึงวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เช่น Tops, Gourmet Market และ Foodland ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินสายออกบูทในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 10 จังหวัดต่อเดือน เพื่อสร้างการเข้าถึงในพื้นที่ที่ยังไม่มีหน้าร้านประจำ

“บางจังหวัดเราไปออกบูทครั้งแรกก็ยังไม่รู้ว่าคนจะตอบรับแค่ไหน แต่พอได้ลงพื้นที่จริง เราจะเห็นเลยว่าลูกค้าชอบสินค้าแบบไหน ราคาแบบไหน หรือมีคำถามอะไรเกี่ยวกับสินค้า ข้อมูลพวกนี้เอากลับมาพัฒนาธุรกิจได้เยอะมาก”

ในด้านโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันยอดขายของโคเรียดองยังมาจากช่องทางออนไลน์เป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ขณะที่อีก 35% มาจากช่องทางออฟไลน์ ทั้งโมเดิร์นเทรด ป๊อปอัปสโตร์ ตู้เวนดิ้ง และบูทอีเวนต์ต่าง ๆ 

“เราไม่ได้มองว่าออนไลน์กับออฟไลน์ต้องแข่งกัน เพราะแต่ละช่องทางมีหน้าที่ต่างกัน บางคนรู้จักเราจาก TikTok แล้วไปซื้อที่ห้างฯ บางคนเจอเราที่บูทก่อนแล้วกลับมาสั่งออนไลน์ทีหลัง ถ้าลูกค้าสะดวกซื้อแบบไหน เราก็อยากให้เขาเข้าถึงเราได้แบบนั้น”

แนวคิดดังกล่าวทำให้โคเรียดองค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากแบรนด์ที่เติบโตบนออนไลน์เป็นหลัก ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่สร้างประสบการณ์แบบ Omnichannel อย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้แต่ละช่องทางเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถพบเจอและเข้าถึงสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่บนหน้าจอมือถือ ในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือระหว่างการเดินทางในชีวิตประจำวันก็ตาม

เปลี่ยนอาหารที่เป็นกระแสให้เป็นการเติบโตระยะยาว

เปลี่ยนอาหารที่เป็นกระแสให้เป็นการเติบโตระยะยาว

เมื่อแบรนด์สามารถขยายช่องทางจำหน่ายและเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ความท้าทายถัดไปคือการรักษาการเติบโตให้ต่อเนื่องในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่เทรนด์ใหม่สามารถเกิดขึ้นและหายไปได้ภายในเวลาไม่นาน

สำหรับโคเรียดอง การเติบโตไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวคิดของการวิ่งตามทุกกระแสที่เกิดขึ้นในตลาด แต่เป็นการเตรียมความพร้อมของสินค้าและระบบหลังบ้านไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ทันเมื่อโอกาสมาถึง

ตัวอย่างหนึ่งคือกรณีของ “แมงกะพรุนหัวกระสุน” ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในช่วงเวลาหนึ่ง แม้หลายแบรนด์จะเพิ่งเริ่มมองเห็นโอกาสหลังจากกระแสเกิดขึ้นแล้ว แต่สำหรับโคเรียดอง สินค้ากลุ่มนี้อยู่ในแผนการพัฒนาและการทดลองตลาดมาก่อนหน้านั้นแล้ว

“หลายคนอาจเห็นว่าสินค้าบางตัวดังขึ้นมาแล้วเราถึงเอามาขาย แต่จริง ๆ แล้วทีมงานมีลิสต์สินค้าที่ศึกษาและทดลองไว้ล่วงหน้าค่อนข้างเยอะ พอกระแสมา เราแค่หยิบสิ่งที่เตรียมไว้แล้วออกมาทำให้เร็วขึ้น”

“ไล่ตามกระแส” กับการ “เตรียมตัวรับกระแส”

และนี่คือวิธีคิดที่แตกต่างระหว่างการ “ไล่ตามกระแส” กับการ “เตรียมตัวรับกระแส” เพราะในขณะที่หลายธุรกิจต้องเร่งหาวัตถุดิบ ปรับสูตร หรือแก้ปัญหาด้านการผลิตหลังจากเห็นความนิยมของตลาดแล้ว โคเรียดองเลือกลงทุนกับการเรียนรู้และทดลองล่วงหน้า เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้เร็วโดยไม่ต้องแลกกับคุณภาพของสินค้า

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองของบริษัทต่อการแข่งขันในตลาดอาหารทะเลดองที่เริ่มมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแบรนด์ขนาดใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยที่นำเสนอสินค้าราคาย่อมเยามากขึ้น

แทนที่จะมองการแข่งขันเป็นแรงกดดันเพียงด้านเดียว คุณพาทิศมองว่าการมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นช่วยให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับหมวดหมู่สินค้านี้มากขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตของตลาดโดยรวม

“ถ้าวันหนึ่งมีแบรนด์อาหารทะเลดองเพิ่มขึ้น ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าจะมองว่าเป็นคู่แข่ง เพราะแต่ละแบรนด์ต่างมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภครู้จักตลาดนี้มากขึ้น เข้าใจความแตกต่างของสินค้าและจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ สุดท้ายผู้บริโภคก็จะสามารถเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ตัวเองได้มากที่สุด”

มุมมองนี้สะท้อนความเข้าใจต่อธรรมชาติของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Category) ซึ่งในช่วงแรก ความท้าทายอาจไม่ใช่การแข่งขันระหว่างแบรนด์ แต่คือการทำให้ผู้บริโภคเปิดใจและยอมรับหมวดหมู่สินค้านั้นก่อน เมื่อฐานผู้บริโภคขยายตัวมากขึ้น แบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน มีมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ และสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้ ก็มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของตลาดในระยะยาว

โรงงาน มาตรฐาน และคน 3 รากฐานที่ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นได้จริง

ตลอดเส้นทางการเติบโตที่ผ่านมา โคเรียดองอาจเป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์ที่แข็งแรงด้านคอนเทนต์และการตลาดดิจิทัล แต่เมื่อธุรกิจขยายตัวจากการขายออนไลน์ไปสู่โมเดิร์นเทรด ป๊อปอัปสโตร์ และช่องทางค้าปลีกหลากหลายรูปแบบ สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญไม่แพ้การสร้างยอดขาย คือการสร้างระบบหลังบ้านที่สามารถรองรับการเติบโตในระยะยาวได้

ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานผลิตอยู่ที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยลงทุนในโรงงานและระบบการผลิตรวมกว่า 60 ล้านบาท และมีพนักงานประมาณ 130 คน การลงทุนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอในทุกขั้นตอน

คุณพาทิศอธิบายว่า เมื่อธุรกิจอาหารเติบโตถึงระดับหนึ่ง ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ได้จากกระบวนการทำงานจริงภายในโรงงานด้วย

“ผมคิดว่าถ้าวันหนึ่งมีลูกค้า คู่ค้า หรือหน่วยงานไหนอยากเข้ามาดูโรงงาน เราควรพร้อมเปิดให้ดูได้เลย ไม่ใช่ต้องมาจัดเตรียมอะไรเป็นพิเศษก่อน เพราะมาตรฐานควรเป็นสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกัน การเติบโตขององค์กรยังขึ้นอยู่กับคนที่อยู่เบื้องหลังการทำงานในแต่ละวัน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ โดยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการด้านอาหารกลางวัน หอพักสำหรับพนักงานบางส่วน รวมถึงกิจกรรมและรางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

 “ธุรกิจจะโตได้จริงต้องมีคนที่อยากโตไปด้วยกัน ถ้าเราดูแลเฉพาะยอดขาย แต่ไม่ดูแลทีมงาน สุดท้ายการเติบโตนั้นก็อาจไม่ยั่งยืน”

บริษัทให้ความสำคัญคือการอยู่ร่วมกับชุมชน

อีกประเด็นหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบโรงงานในระยะยาว เพราะธุรกิจอาหารไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง แต่ต้องเติบโตควบคู่ไปกับพื้นที่และผู้คนรอบข้าง สิ่งสำคัญที่บริษัทให้ความใส่ใจคือการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต การควบคุมน้ำเสีย และการลดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกัน บริษัทยังสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับคนในพื้นที่ โดยปัจจุบันพนักงานประมาณ 30-35% เป็นคนในชุมชนใกล้เคียงโรงงาน และมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้อย่างสมดุล

เรื่องเหล่านี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถรักษาคุณภาพสินค้า ขยายกำลังการผลิต และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพราะการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการตลาดเพียงอย่างเดียว หากต้องมีระบบ คน และมาตรฐานที่แข็งแรงรองรับอยู่เบื้องหลังด้วยเช่นกัน

“ถ้าเราอยากให้คนมองอาหารทะเลดองเป็นสินค้าที่ซื้อได้ทุกวันเหมือนอาหารพร้อมรับประทานประเภทอื่น 

เราก็ต้องทำให้มาตรฐานของสินค้าประเภทนี้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ก่อน”

สิ่งที่ทำให้กรณีของโคเรียดองน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ SME ไม่ได้อยู่ที่การเป็นแบรนด์อาหารที่จับกระแสได้เร็วเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นโครงสร้างธุรกิจที่จับต้องได้จริง เพราะในโลกที่เทรนด์เกิดขึ้นทุกวัน การทำให้คนสนใจอาจไม่ใช่เรื่องยากเท่าการทำให้คนเชื่อมั่น ซื้อซ้ำ และยอมให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขา

ท้ายที่สุด ธุรกิจที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่ธุรกิจที่วิ่งตามกระแสได้เร็วกว่าใคร แต่คือธุรกิจที่เข้าใจว่ากระแสเป็นเพียงประตูบานแรก ส่วนสิ่งที่จะทำให้แบรนด์เติบโตต่อไปได้ คือความเชื่อมั่นที่สร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านคุณภาพ มาตรฐาน ความสม่ำเสมอ และความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333