ธุรกิจครอบครัวยุคใหม่ โตต่อด้วยการเปิดทางให้ทายาทสร้างธุรกิจของตัวเอง
SME KnowledgeSME Sharing

ธุรกิจครอบครัวยุคใหม่ โตต่อด้วยการเปิดทางให้ทายาทสร้างธุรกิจของตัวเอง

5 พ.ย. 2569
|
30

เมื่อธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวดำเนินมากว่า 20 ปี ขณะที่ลูกทั้ง 3 คนเติบโตขึ้นและพร้อมเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ โจทย์ใหม่จึงเกิดขึ้นว่า จะนำประสบการณ์ที่ครอบครัวสั่งสมมาต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้อย่างไร

ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกแนวทางหนึ่งของการเติบโตจึงเป็นการนำประสบการณ์จากธุรกิจเดิมมาเป็นฐาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้นำความสนใจ ทักษะ และมุมมองของตัวเองมาสร้างไลน์ธุรกิจใหม่ที่เหมาะกับยุค

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่าน The Ground Bangkok คอมมิวนิตีสเปซ (Community Space) ย่านเลียบด่วน ซึ่งเกิดขึ้นจากการต่อยอดประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว โดยมีทายาททั้ง 3 คน ได้แก่ คุณฐฤณณรัตน์ เดชะทวีวัฒน์ (เนี๊ยบ) คุณภริณา เดชะทวีวัฒน์ (เนย) และคุณชัชภัช เดชะทวีวัฒน์ (นอร์ท) เข้ามามีบทบาทในการสร้างและบริหารธุรกิจใหม่ของครอบครัว

The Ground Bangkok

ธุรกิจ 20 ปี สู่บทใหม่ของการเติบโต

แม้ The Ground Bangkok จะเป็นธุรกิจใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ทายาททั้ง 3 คนเข้ามาบริหาร แต่จุดเริ่มต้นยังต่อยอดมาจากประสบการณ์เดิมของครอบครัว เพราะคุณเนี๊ยบ คุณเนย และคุณนอร์ทต่างเติบโตมากับธุรกิจร้านอาหารมาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นทั้งบรรยากาศหน้าร้าน การบริการ ไปจนถึงการทำงานจริงภายในร้าน จนความคุ้นเคยเหล่านั้นค่อย ๆ กลายเป็นทั้งความสนใจและความถนัดของแต่ละคน

ธุรกิจร้านอาหารที่ทั้ง 3 คนคุ้นเคยคือ Waterside Karaoke Restaurant ซึ่งคุณทชัย เดชะทวีวัฒน์ ผู้เป็นพ่อ เป็นผู้ก่อตั้งและดูแลการบริหารภาพรวม ตั้งแต่การวางแผนธุรกิจ การจัดการภายในร้านและบุคลากร ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพอาหารและการบริการ ประสบการณ์จากการคลุกคลีกับธุรกิจของคุณพ่อจึงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานก่อนที่ลูก ๆ จะนำมาต่อยอดเป็นโครงการของตัวเอง

คุณเนยเล่าย้อนถึงประสบการณ์ในช่วงนั้นว่า

“พวกเราโตมากับร้านอาหารและคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อพาไปที่  Waterside Karaoke Restaurant (ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว) มาตลอดกว่า 20 ปี ตอนเด็ก ๆ พวกเราก็เข้าไปช่วยงานที่ร้าน จนเหมือนถูกปลูกฝังมาตลอดว่านี่คือสิ่งที่เรารัก ชอบ และถนัดที่สุด”

ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นพื้นฐานที่ทำให้ทั้ง 3 คนเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อตั้ง The Ground Bangkok ทั้งเรื่องอาหาร การบริการ ลูกค้า และการบริหารหลังบ้าน ก่อนนำความรู้ที่มีมาต่อยอดด้วยมุมมองของคนรุ่นใหม่

เมื่อลูกทั้ง 3 คนเข้ามาบริหาร The Ground Bangkok คุณพ่อยังมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารโครงการ ทั้งการวางแผนธุรกิจ การจัดสรรทรัพยากร และแนวทางดำเนินงานกับการพัฒนาในระยะยาว ขณะที่คุณแม่รับผิดชอบงานบัญชีและการเงิน ตั้งแต่การวางแผนงบประมาณ ควบคุมรายรับ–รายจ่าย ไปจนถึงการตรวจสอบและติดตามค่าใช้จ่ายของโครงการ การบริหารธุรกิจใหม่จึงมีทั้งบทบาทของทายาทและการสนับสนุนจากครอบครัวควบคู่กัน

คุณเนยอธิบายเพิ่มเติมว่า เวลาพัฒนาแนวคิดของแต่ละแบรนด์ภายใน The Ground Bangkok ทั้ง 3 คนจะนำประสบการณ์จากการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศมาช่วยกันแลกเปลี่ยน แล้วค่อยเลือกสิ่งที่เหมาะสมมาปรับให้เข้ากับบริบทของธุรกิจ จึงเป็นการต่อยอดจากฐานความรู้เดิมมากกว่าการลอกโมเดลใดโมเดลหนึ่งมาใช้โดยตรง

แนวคิดดังกล่าวถูกต่อยอดออกมาเป็น 5 แบรนด์หลักภายใน The Ground Bangkok ได้แก่ CIN CIN ร้านอาหารสไตล์ตะวันตก, Mawari ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีทั้งยากินิกุและชาบู, Bean Boys ร้านกาแฟและเบเกอรี, Turaz ที่นำเสนอแฮนด์โรลในช่วงกลางวัน และผสานเมนูแฮนด์โรลกับค็อกเทลในบรรยากาศบาร์ช่วงค่ำ และ LeLe Juice Bar แบรนด์น้ำผลไม้คั้นสด 100% ที่คุณเนี๊ยบพัฒนามาก่อนหน้านี้ 

The Ground Bangkok 5 Brands Collage V13 Turaz Official

หาโอกาสจากสิ่งที่ตลาดยังขาด

เมื่อมีต้นทุนจากประสบการณ์ธุรกิจร้านอาหารอยู่แล้ว โจทย์ถัดไปของทั้ง 3 คนคือการหาคำตอบว่า คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่านเลียบทางด่วนกำลังมองหาอะไร และยังมีช่องว่างใดที่ธุรกิจสามารถเข้าไปตอบโจทย์ได้

ด้วยความที่ครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้มาโดยตลอด ทั้ง 3 คนจึงมีความคุ้นเคยกับพื้นที่และพฤติกรรมของผู้บริโภคในระดับหนึ่ง ก่อนนำความเข้าใจดังกล่าวมาสำรวจตลาด ทั้งร้านที่มีอยู่แล้ว คู่แข่งในแต่ละประเภท และความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

คุณเนยอธิบายถึงหลักคิดก่อนพัฒนาแต่ละแบรนด์ว่า

“จริง ๆ หลักการกว่าจะมาเป็นแต่ละร้าน เราแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งใหญ่ ๆ คือฝั่งแพสชันหรือความชอบส่วนตัว กับอีกฝั่งคือตลาด เราก็ดูว่าคู่แข่งแถวนี้มีไหม คนแถวนี้ต้องการอะไร มีดีมานด์แค่ไหน แถวนี้ยังขาดอะไร แล้วเราสามารถทำได้ดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ไหม คือเราต้องสำรวจตลาดก่อน”

จากการมองตลาดในลักษณะนี้ แนวคิดของ The Ground Bangkok จึงค่อย ๆ ชัดขึ้นว่า ธุรกิจนี้ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ที่รวมร้านอาหารหลายประเภทไว้ด้วยกัน แต่ต้องทำให้คนหนึ่งคนมีเหตุผลที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ได้ในหลายช่วงเวลาของวัน ตั้งแต่การดื่มกาแฟหรือรับประทานอาหารในช่วงเช้า ไปจนถึงการนั่งดินเนอร์และพบปะสังสรรค์ในช่วงค่ำ

“เราตั้งใจให้พื้นที่นี้เชื่อมโยงกัน แต่ละร้านมีจุดเด่นในช่วงเวลาที่ต่างกัน และอยากให้ทุกคนสามารถมาใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น” คุณเนยเสริม

บทบาทให้ธุรกิจเดินไปในทิศทางเดียวกัน

3 พี่น้อง 3 ความถนัด แบ่งบทบาทให้ธุรกิจเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ประสบการณ์ที่สั่งสมจากธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวเป็นพื้นฐานร่วมของทั้ง 3 คน ขณะที่เส้นทางการศึกษาและความสนใจของแต่ละคนแตกต่างกัน เมื่อมาร่วมบริหาร The Ground Bangkok จึงแบ่งหน้าที่ตามความถนัด เพื่อให้แต่ละคนมีบทบาทที่ชัดเจนและทำงานสนับสนุนกัน

สำหรับคุณเนี๊ยบ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) และปริญญาโทจาก Regent’s University London ปัจจุบันเธอดูแลด้านภาพลักษณ์แบรนด์และการตลาดเป็นหลัก ตั้งแต่โลโก้ แพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงมู้ดแอนด์โทนของร้าน รวมถึงการวางกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และกำกับดูแลภาพรวมการสื่อสารของโครงการ ผ่านโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ เพจอาหาร และช่องทางอื่น ๆ โดยมองว่าภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแรงต้องทำให้ลูกค้าอยากเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ ไม่ใช่เพียงรับรู้ว่าสินค้านั้นมีอยู่

บทบาทด้านการตลาดนี้ต่อยอดจากประสบการณ์ที่คุณเนี๊ยบก่อตั้งและบริหาร LeLe Juice Bar ซึ่งขยายกิจการแล้ว 12 สาขา และมีแผนเปิดสาขาในประเทศอังกฤษในเดือนตุลาคม 2569 เธอนำประสบการณ์ด้านการบริหารแบรนด์ การวางแผนธุรกิจ และการตลาดจากธุรกิจดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการดูแลภาพรวมการตลาดของ The Ground Bangkok

“ถ้าภาพลักษณ์ของเราแข็งแรง ลูกค้าก็จะอยากเข้ามารู้จักเราเอง อยากมารับประทานอาหาร อยากมาดื่มกาแฟ และอยากแชร์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองผ่านแบรนด์เรา” คุณเนี๊ยบอธิบาย

ด้านคุณเนย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) และปริญญาโทด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์จาก Imperial College London สำหรับการทำงานใน The Ground Bangkok คุณเนยรับผิดชอบการดำเนินงานทั้งหมดภายในโครงการ (Operations) ทั้งการจัดการงานประจำวัน การประสานงานระหว่างส่วนต่าง ๆ และการบริหารทีมงาน โดยปัจจุบันธุรกิจมีทีมงานมากกว่า 200 คน ทั้งพนักงานหน้าร้านและทีมส่วนกลาง เช่น การตลาด จัดซื้อ บัญชี ทรัพยากรบุคคล ช่างซ่อมบำรุง และวิจัยและพัฒนา ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนหลายแบรนด์ร่วมกัน แทนที่จะแยกระบบหลังบ้านของแต่ละร้านออกจากกัน

งาน Operations ของคุณเนยยังมีพื้นฐานจากประสบการณ์ร่วมบริหารและจัดการร้านอาหารญี่ปุ่น Momono Omakase ก่อนเข้ามาดูแล The Ground Bangkok จึงได้นำประสบการณ์ด้านการดำเนินงานร้านอาหารมาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานในโครงการ ซึ่งต้องประสานการทำงานของหลายแบรนด์และทีมสนับสนุนเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ธุรกิจยังเลือกใช้ผู้ให้บริการจากภายนอกและที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยในงานต่าง ๆ เช่น การออกแบบ การบริหารทรัพยากรบุคคล บัญชี และการตลาด เพื่อเติมองค์ความรู้ใหม่ให้กับทีม และช่วยพัฒนาการทำงานในส่วนที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนคุณนอร์ท สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก RMIT University ปัจจุบันรับหน้าที่ดูแลการบริหารงานหลังบ้านและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Back of House & IT Systems) รวมถึงระบบที่รองรับการดำเนินงานของส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ ERP ขึ้นใช้เอง หลังพบว่าโปรแกรมสำเร็จรูปที่เคยนำมาใช้ยังไม่ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจทั้งหมด จึงเลือกพัฒนาระบบจากปัญหาที่พบจริงในหน้างาน

การแบ่งบทบาทในลักษณะนี้ช่วยให้ทั้ง 3 คนสามารถนำความถนัดของแต่ละคนมาประกอบกัน และหากเกิดความเห็นต่าง ก็จะให้น้ำหนักกับคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นมากกว่า

“เราต้องยอมรับความถนัดของกันและกันว่า ใครเก่งเรื่องไหน ใครควรเป็นคนตัดสินใจในเรื่องอะไร แล้วก็ให้เกียรติการตัดสินใจของกันและกัน” คุณเนยกล่าว

เชื่อมหลายแบรนด์ให้เป็นธุรกิจเดียวกัน

อีกจุดที่ทำให้ The Ground Bangkok แตกต่างจากคอมมิวนิตีสเปซทั่วไป คือแบรนด์หลักภายในโครงการอยู่ภายใต้การพัฒนาและการบริหารของครอบครัวเอง ไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ร้านจากภายนอกเข้ามาเช่า จึงสามารถออกแบบระบบหลังบ้าน รวมถึงเชื่อมฐานลูกค้าของแต่ละร้านเข้าหากันได้ตั้งแต่ต้น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ CRM ที่ใช้ร่วมกันทั้งโครงการ ลูกค้าที่ใช้บริการร้านหนึ่งสามารถสะสมและนำคะแนนไปใช้กับอีกร้านได้ พร้อมรับคูปองหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ได้จบอยู่ที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

“เรามี CRM เป็นระบบสมาชิกที่ใช้ร่วมกันทั้งโครงการ ลูกค้าที่มากินร้านนี้สามารถเอาพอยต์ไปแลกอีกร้านหนึ่งได้ วันนี้มาร้านนี้ พรุ่งนี้ก็มาร้านอื่นได้ เราอยากให้ทุกอย่างเชื่อมกันหมด” คุณเนยอธิบาย

ปัจจุบันฐานสมาชิกของโครงการมีมากกว่าหมื่นราย และเมื่อข้อมูลเริ่มมีมากขึ้น ทีมก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้พัฒนาระบบ CRM และวางโปรโมชันต่อไป

พื้นที่จริงทดลองตลาด ก่อนตัดสินใจขยาย

ใช้พื้นที่จริงทดลองตลาด ก่อนตัดสินใจขยาย

เมื่อแต่ละแบรนด์เริ่มเปิดให้บริการ สิ่งที่ทีมได้เพิ่มขึ้นนอกจากยอดขายคือข้อมูลจากตลาดจริง ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาโมเดลใดต่อ

หนึ่งในตัวอย่างคือการทดลองเปิดบุฟเฟต์ในร้านอาหารญี่ปุ่นภายในโครงการ ซึ่งทีมใช้โอกาสนี้เก็บทั้งยอดขายและข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อว่ารูปแบบดังกล่าวมีศักยภาพมากพอที่จะขยายเป็นธุรกิจในอนาคตหรือไม่

 “การเปิดบุฟเฟต์เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง ทั้งเพื่อเรียกลูกค้าและทดลองตลาด เราก็เก็บข้อมูลลูกค้า ยอดขาย และข้อมูลต่าง ๆ ในระบบ แล้วนำมาวิเคราะห์ต่อว่ากลุ่มนี้มีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจได้ไหม” คุณเนยอธิบาย

แนวคิดเดียวกันยังเกิดขึ้นกับการใช้พื้นที่ของร้าน หลังเปิดให้บริการไปแล้ว ทีมพบว่ามีลูกค้าติดต่อเข้ามาเพื่อขอถ่ายภาพ จัดงานเลี้ยงแบบส่วนตัว งานอิเวนต์ปิด หรืองานเปิดตัวสินค้า ทั้งที่ความต้องการเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรก

แทนที่จะยึดกับรูปแบบเดิม ทีมจึงนำพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงมาต่อยอดเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจ โดยคุณเนยเล่าว่า

“ตอนแรกยอมรับว่าเรายังไม่ได้มองภาพแบบนี้ แต่พอเปิดไปเรื่อย ๆ เราเริ่มเห็นศักยภาพจากการที่คนเข้ามาติดต่อขอใช้สถานที่ถ่ายภาพ หรือขอปิดร้านจัดอิเวนต์ เราก็เลยเอาจุดนี้มาต่อยอด”

จัดการปัญหาหลังบ้านด้วยการพัฒนาระบบ

จัดการปัญหาหลังบ้านด้วยการพัฒนาระบบ

บทเรียนจากการทดลองตลาดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้าร้าน เพราะเมื่อ The Ground Bangkok มีแบรนด์และทีมงานจำนวนมาก ความซับซ้อนของระบบหลังบ้านก็กลายเป็นอีกโจทย์ที่ต้องแก้ให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงแรกทีมเคยนำโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ แต่พบว่ายังไม่ตอบโจทย์รูปแบบการทำงานทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อพนักงานต้องเสียเวลากับขั้นตอนที่ซับซ้อน จนกระทบเวลาที่ควรใช้กับงานหลัก เช่น เชฟต้องเข้าไปจัดการข้อมูลหรือทำงานผ่านระบบเพิ่มเติม ทั้งที่ควรใช้เวลากับการเตรียมและควบคุมคุณภาพอาหาร ขณะที่พนักงานบริการก็ต้องแบ่งเวลาไปกับงานหลังบ้าน แทนที่จะได้ดูแลลูกค้าและพัฒนาทักษะการบริการอย่างเต็มที่

ด้วยความที่มีพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ คุณนอร์ทจึงเริ่มพัฒนาระบบ ERP ขึ้นมาเอง โดยลงไปดูการทำงานจริงของทั้งฝ่ายจัดซื้อ บัญชี และพนักงานหน้างาน เพื่อให้ระบบถูกออกแบบจากปัญหาของผู้ใช้งานจริง ไม่ใช่จากมุมของผู้พัฒนาเพียงอย่างเดียว

“ผมก็ไปเรียนรู้จากจัดซื้อ บัญชี แล้วก็ไปดูหน้างานด้วยว่าอะไรที่ตอบโจทย์เขา เราก็เขียนในสิ่งที่คนต้องการใช้จริง ๆ พอเจอว่าอะไรยังขาด ก็ค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ” คุณนอร์ทอธิบาย

ระบบที่พัฒนาขึ้นช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยให้การจัดการเอกสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดช่องว่างในการควบคุมกระบวนการทำงานของธุรกิจร้านอาหาร พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยในบางกระบวนการ โดยคุณนอร์ทระบุว่าหลังเริ่มใช้งาน พนักงานสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะระบบมีความซับซ้อนน้อยลง และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการร้านอาหารได้จากประสบการณ์ตรง

จากจุดนี้จึงเห็นอีกด้านของการสร้างไลน์ธุรกิจใหม่ว่า โอกาสไม่ได้มาจากการออกไปหาไอเดียใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำในธุรกิจของตัวเอง แล้วตั้งคำถามต่อไปว่า หากสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการดังกล่าวจะสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มอื่นได้ด้วยหรือไม่

เทคโนโลยีจะช่วยลดขั้นตอนและทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพขึ้น

ระบบช่วยให้ธุรกิจโต แต่ “บริการ” ทำให้ลูกค้ากลับมา

แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดขั้นตอนและทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพขึ้น แต่สำหรับธุรกิจร้านอาหาร อีกโจทย์ที่ระบบทดแทนไม่ได้คือ “การสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง”

แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ทั้ง 3 คนเห็นมาตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว คุณนอร์ทมองว่า หนึ่งในเหตุผลที่ร้านยังมีลูกค้าประจำต่อเนื่อง คือการให้ความสำคัญกับการบริการและสร้างความรู้สึกเป็นกันเองกับลูกค้า

“เราเห็นลูกค้าเป็นเหมือนครอบครัว พยายามให้เขารู้สึกว่าการมากินข้าวที่ร้านเหมือนกินข้าวที่บ้าน เราค่อนข้างให้ความสำคัญกับ Service Mind มาก เพราะนอกจากความอร่อยแล้ว การบริการก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของร้านอาหาร” คุณนอร์ทกล่าว

แนวคิดเดียวกันถูกนำมาใช้กับ The Ground Bangkok โดยทีมกำหนดให้การรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน หากเกิดปัญหา สิ่งแรกที่ต้องทำคือรับฟังและหาทางจัดการสถานการณ์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 3 คนยังลงมาพบปะและพูดคุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะสำหรับพวกเขา การบริการที่ดีไม่ได้เกิดจากมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการต้อนรับและจดจำด้วย เทคโนโลยีจึงช่วยให้หลังบ้านทำงานได้ดีขึ้น ขณะที่ประสบการณ์หน้าร้านยังต้องอาศัยคนเป็นผู้สร้าง

“เราต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าเราเป็นใคร เราทำอะไร 

แล้วเราจะไปทางไหน ธุรกิจถึงจะอยู่ได้”

คำพูดของคุณเนยสะท้อนแนวทางการเติบโตของ The Ground Bangkok ที่เริ่มจากการมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า ธุรกิจต้องการไปในทิศทางใด ก่อนนำประสบการณ์จากธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวมาเป็นฐานในการสร้างธุรกิจใหม่

ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้นำทักษะ ความสนใจ และมุมมองของตัวเองเข้ามาทดลองกับธุรกิจจริง ยังทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การทดลองตลาด ไปจนถึงการสร้างระบบหลังบ้านที่ตอบโจทย์การทำงาน

The Ground Bangkok จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของครอบครัว เพราะองค์ความรู้ ประสบการณ์ และนวัตกรรมที่เกิดจากการทดลองและพัฒนาภายในโครงการ สามารถต่อยอดกลับไปเสริมศักยภาพธุรกิจเดิมของครอบครัว และเปิดโอกาสสู่ธุรกิจใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333