“ออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม” กับเส้นทางธุรกิจเกษตรที่แม้ไม่ตั้งใจ แต่ไม่บังเอิญ
เส้นทางของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากวิชาบริหารธุรกิจฉันใด บางครั้งธุรกิจที่มั่นคงที่สุดก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำธุรกิจตั้งแต่แรกฉันนั้น
เรื่องราวของ “ออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม” (Organ by Smart Nine Farm) เริ่มต้นจากจุดที่เรียบง่ายของคนทำงานประจำคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนจบสายเกษตรโดยตรง ไม่ได้วางแผนที่จะมาเป็นเจ้าของฟาร์ม และไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจมาก่อน
คุณเต้ อัญชรี อัสววิมล ใช้เวลากว่า 10 ปีในวิชาชีพพยาบาล ก่อนจะหันมาปลูกผักออร์แกนิกด้วยเหตุผลเดียวคือ อยากมีผักที่ปลอดภัยไว้กินเอง ไม่มีแผนการตลาด ไม่มีเป้าหมายเรื่องรายได้ แต่เมื่อผักที่ปลูกเริ่มมีคนรอบตัวมาขอซื้อ คำถามต่าง ๆ จึงค่อย ๆ เกิดขึ้น เช่น ถ้าจะขาย ควรขายอย่างไร ราคาเท่าไร และอะไรคือสิ่งที่ควรยึดเป็นหลัก?
ธุรกิจ Longevity ที่ยืนระยะด้วยคุณภาพ ไม่เร่งยอดขาย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง Longevity หรือการใช้ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแพทย์หรือการดูแลสุขภาพเชิงรักษาอีกต่อไป แต่ขยายมาสู่เรื่องอาหาร วัตถุดิบ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
สำหรับออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากการตามเทรนด์ แต่เป็นผลจากพื้นฐานชีวิตของผู้ก่อตั้ง คุณเต้ใช้เวลากว่า 10 ปีในวิชาชีพพยาบาล ทำให้เข้าใจดีว่าสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องของอาหารคลีนหรืออาหารรสจืด แต่คือการเลือกวัตถุดิบที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และกินได้จริงอย่างต่อเนื่อง
จากจุดเริ่มต้นของการปลูกผักออร์แกนิกเพื่อกินเอง แนวคิดเรื่อง Longevity จึงค่อย ๆ ถูกถักทอเข้าไปในทุกกระบวนการของฟาร์ม ตั้งแต่การปลูก การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการตัดสินใจว่าจะ “ขายหรือไม่ขาย” ผักที่ไม่ผ่านมาตรฐานของฟาร์ม
แนวคิดนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของการทำธุรกิจในเวลาต่อมา เมื่อคุณเต้มองว่าการปลูกผักไม่ใช่แค่การผลิตอาหาร แต่คือการสร้างวัตถุดิบที่คนสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยและสม่ำเสมอในระยะยาว
จุดเปลี่ยนจากการปลูกเพื่อกินเอง สู่การคิดเป็นระบบก่อนลงมือขาย
แม้คุณเต้จะย้ำอยู่เสมอว่าไม่ได้มองตัวเองเป็นนักธุรกิจ แต่กระบวนการตัดสินใจในช่วงเริ่มต้นกลับสะท้อนวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ SME ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการคิดเป็นระบบก่อนลงมือขายจริง
เมื่อผักที่ปลูกเริ่มมีคนขอซื้อ สิ่งแรกที่คุณเต้ทำไม่ใช่การตั้งราคาตามความรู้สึก แต่เป็นการออกไปสำรวจตลาดด้วยตัวเอง เธอเล่าว่า “เราเริ่มจากเข้าไปสำรวจชั้นวางสินค้าในห้างสรรพสินค้า ว่าผักออร์แกนิกแต่ละชนิดเขาขายราคาเท่าไร” เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างราคาในตลาด ก่อนจะย้อนกลับมาประเมินต้นทุนของตัวเองในฐานะผู้ผลิตโดยตรง
ทั้งนี้ จุดแข็งของฟาร์มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นคือการควบคุมซัปพลายเชนทั้งหมดด้วยตัวเอง เป็นทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เมื่อไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ราคาขายจึงตั้งอยู่บนต้นทุนและโครงสร้างการผลิตของฟาร์ม
และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การปลูกผักเพื่อกินเองค่อย ๆ ขยับสู่การเป็นธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ แม้ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่แรก แต่คุณเต้ก็เลือกที่จะ “คิดแบบนักธุรกิจ” ตั้งแต่ก้าวแรกโดยไม่รู้ตัว
เมื่อผักไม่ได้มาตรฐาน การไม่ขายคือทางเลือกเดียว
หากจะชี้ให้เห็นหัวใจหลักของออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม กลยุทธ์ที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่เรื่องของการขยายยอดขายหรือการเพิ่มช่องทางจำหน่าย แต่คือการยึดคุณภาพเป็นจุดตั้งต้นของทุกการตัดสินใจ แม้ว่าจะต้องแลกกับรายได้ในระยะสั้นก็ตาม
แนวคิดที่คุณเต้เรียกเล่น ๆ ว่า “พรากผู้เยาว์” เป็นการเล่นคำเพื่อสื่อถึงการตัดผักก่อนอายุเต็ม ซึ่งช่วยควบคุมรสชาติและคุณภาพให้สม่ำเสมอ โดยคุณเต้อธิบายว่า
“ผักอายุเต็มมีความเสี่ยงที่จะขม เหมือนที่เคยเจอคือลูกค้าบอกว่ากรีนโอ๊คขม เรดโอ๊คขม คอสขม ทั้งที่ในความเป็นจริง ผักไม่ควรมีรสขม”
แทนที่จะยอมรับปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ แต่คุณเต้ตัดสินใจกลับมาทำการบ้านใหม่ทั้งหมด ทั้งการให้น้ำ การควบคุมความชื้น และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตัดผัก เธอไม่ได้พึ่งพาสูตรสำเร็จใด ๆ เพียงแค่ทดลองซ้ำ ๆ และบันทึกผลอย่างต่อเนื่อง จนสามารถระบุช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผักแต่ละชนิดได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยประสบการณ์ตรงจากแปลงผัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอผักคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน สิ่งที่ฟาร์มเลือกทำคือ “ไม่ขาย” โดยไม่มีข้อยกเว้น
“ถ้าผักขมเราไม่ขาย ตัดทันที QC แล้วไม่ผ่าน เราไถกลบกลับคืนสู่แปลงเพื่อเป็นปุ๋ย”
แม้การตัดสินใจไถกลบผลผลิตแทนการนำออกขายอาจดูสวนทางกับตรรกะทางธุรกิจในระยะสั้น แต่ในระยะยาว นี่คือการลงทุนกับความเชื่อมั่นของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากฟาร์มเลือกปกป้องมาตรฐานของตัวเองมากกว่าการเร่งสร้างรายได้
นอกจากนี้ ตลอดช่วงเริ่มต้น คุณเต้ยังลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่การปลูก การสังเกต ไปจนถึงการชิมและประเมินคุณภาพ จนทุกวันนี้ เธอเล่าว่า “แค่เราเห็นลักษณะใบผัก เราก็รู้เลยว่าผักชนิดนี้รสชาติเป็นอย่างไร อร่อยหรือไม่อร่อย ขมหรือไม่ขม”
วิธีคิดเช่นนี้ทำให้คุณภาพของผักไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงหรือฤดูกาล แต่เกิดจากระบบการดูแลที่ถูกออกแบบจากประสบการณ์จริงในแปลง สำหรับออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม จึงไม่ใช่แค่การปลูกผักให้ดีขึ้น แต่คือการสร้างมาตรฐานคุณภาพที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อฟาร์ม
รายได้ไม่ต้องหวือหวา แต่ต้องเพียงพอต่อการใช้ชีวิตจริง
ในช่วงที่ธุรกิจยังอยู่ในระยะเริ่มต้น การเติบโตของออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์มอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยยอดขายก้อนใหญ่หรือการขยายตัวแบบก้าวกระโดด หลังจากทำผักอย่างเดียวอยู่ประมาณ 3 ปี คุณเต้ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากจะยึดการปลูกผักเป็นอาชีพหลัก รายได้ควรมีลักษณะอย่างไร
“ถ้าเราจะทำเป็นอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเองจากการปลูกผัก เราจะต้องมีรายได้ที่แน่นอนตลอดทั้งเดือน”
ดังนั้น คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การขายให้ได้มากที่สุดในช่วงสั้น ๆ แต่คือการทำให้รายได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จึงนำไปสู่การวางแผนการปลูกเป็น “รอบสัปดาห์” เพื่อให้มีเงินหมุนเข้าทุกสัปดาห์ตลอดทั้งเดือน
ผลลัพธ์ในช่วงเริ่มต้นคือรายได้เฉลี่ยประมาณ 70,000–100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคุณเต้ย้ำชัดว่าเป็นตัวเลขก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการเลี้ยงตัวเอง และสามารถต่อยอดได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว คุณเต้ยังมีเงินเหลือสำหรับนำกลับมาพัฒนาฟาร์มต่อ โดยเริ่มจากแปลงดินแบบพื้นฐาน ก่อนจะค่อย ๆ ลงทุนยกแคร่และสร้างโรงเรือนเมื่อเห็นปัญหาและข้อจำกัดของระบบการปลูกแบบเดิม
เมื่อระบบการผลิตเริ่มนิ่งและควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจึงนำไปสู่การเปิดร้านขายผักหน้าสวนในปีถัดมา และต่อยอดสู่การเป็นร้านอาหารในที่สุด
ผักจากแปลงเดียวกัน ที่ต่อยอดได้หลายทาง
ในช่วงแรก คุณเต้ตั้งใจเปิดร้านขายผักหน้าสวนเพื่อจำหน่ายผลผลิตโดยตรงให้ผู้บริโภค โดยยังไม่ได้มีแผนจะทำร้านอาหารอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาซื้อผักอย่างต่อเนื่อง เสียงสะท้อนที่ได้ยินบ่อยคือ “อยากมีเมนูง่าย ๆ ให้ลองชิมจากวัตถุดิบในแปลง” จุดเล็ก ๆ นี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสู่ร้านอาหารในเวลาต่อมา
เมื่อระบบการปลูกเริ่มนิ่งและควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ ออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์มก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายผักสดเพียงเท่านั้น แต่ยังค่อย ๆ ต่อเติมมูลค่าของผลผลิตผ่านการออกแบบโมเดลธุรกิจที่เชื่อมทุกจุดเข้าด้วยกัน จากแปลงผักมาสู่จานอาหาร และไปจนถึงปลายทางคือผู้บริโภคโดยตรง
หัวใจของโมเดลนี้อยู่ที่การจัดสรรผลผลิตอย่างชัดเจน โดยคุณเต้อธิบายว่า “ตอนนี้ผักที่เข้าไปในครัวจะอยู่ที่ประมาณ 60% อีก 40% สำหรับขายหน้าร้าน”
ผักส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในร้านอาหาร โดยยึดเมนูจากผักที่ปลูกได้ในแต่ละช่วง ขณะที่ผักอีกส่วนหนึ่งถูกนำมาจำหน่ายตรงให้แก่ผู้บริโภคในรูปแบบผักสด ผ่านร้านขายผักหน้าสวนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับฟาร์ม
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้แตกต่างคือ การที่ผู้บริโภคสามารถ “เห็นที่มา” ของวัตถุดิบได้ด้วยตาตัวเอง
“สวนของเราอยู่หลังร้านเลยค่ะ ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปดูวัตถุดิบที่เขากินได้” คุณเต้กล่าว
อย่างไรก็ดี การเปิดให้ลูกค้าเห็นแปลงจริงไม่ได้ถูกออกแบบเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นผลลัพธ์ของความมั่นใจในกระบวนการผลิต เมื่อผู้บริโภคได้เห็นขั้นตอนการปลูก และรู้ว่าผักที่อยู่ในจานหรือในถุงมาจากไหน ความเชื่อใจก็เกิดขึ้นทันที
การสร้างความเชื่อมั่น คือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงสุดของธุรกิจ
เมื่อธุรกิจเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์มแตกต่างจากฟาร์มผักทั่วไปไม่ใช่เพียงเรื่องคุณภาพของผลผลิต แต่คือ “ระดับความเชื่อมั่น” ที่ผู้บริโภคมีต่อผู้ผลิตโดยตรง
กลุ่มลูกค้าหลักของฟาร์มมีลักษณะเฉพาะอย่างเด่นชัด ได้แก่ กลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งและกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบมากกว่าราคา ความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารทางการตลาด หรือการใช้คำว่า “ออร์แกนิก” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกระทำที่สม่ำเสมอและซื่อสัตย์ในทุกขั้นตอนของการทำงาน
ทั้งนี้ ฟาร์มยังได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand อย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบันมีพืชผักที่ได้รับการรับรองแล้วจำนวน 31 ชนิด จากพืชผักที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 40 ชนิด
ทั้งหมดนี้ทำให้ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำว่า “ออร์แกนิก” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และความซื่อสัตย์ที่ฟาร์มเลือกยึดเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Longevity ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความยั่งยืนในระยะยาว
ดังนั้น ออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์มจึงเลือกที่จะปฏิเสธการขายเมื่อสินค้าหรือวัตถุดิบไม่ผ่านมาตรฐาน แม้จะเป็นสิ่งที่ลูกค้ารออยู่ก็ตาม โดยหลักการเดียวกันนี้ถูกใช้กับทั้งผักที่ปลูกเองและวัตถุดิบจากเครือข่ายเกษตรกร หากตรวจพบความผิดปกติ ฟาร์มจะไม่รับเข้าระบบอย่างเด็ดขาด
หากเป็นมุมมองของผู้ประกอบการบางราย การตัดสินใจเช่นนี้อาจหมายถึงการเสียโอกาสทางรายได้ในระยะสั้น แต่สำหรับคุณเต้มองว่า ในระยะยาว สิ่งนี้กลับสร้างผลลัพธ์ที่มีมูลค่าสูงกว่า นั่นคือความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ และการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
“พอขายดี ความโลภมาในทันที ความซื่อสัตย์หาย อันนี้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการทำธุรกิจ”
ประโยคนี้คือบทสรุปที่ชัดที่สุดของเส้นทางธุรกิจ ออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม เพราะตลอดการเติบโต ธุรกิจนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความท้าทายของ SME ไม่ได้อยู่แค่ช่วงเริ่มต้น แต่เกิดขึ้นอย่างจริงจังในวันที่ “ขายดี” และมีโอกาสขยายเร็ว
แนวคิด Longevity ของออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์มไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้บริโภคปลายทาง แต่ขยายไปถึงความมั่นคงของเกษตรกรในเครือข่าย ฟาร์มเลือกทำงานกับเกษตรกรจำนวนไม่มาก แต่ให้ราคาที่เป็นธรรม และไม่ต่อรองต้นน้ำ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถอยู่ได้จริงในระยะยาว โดยไม่ต้องเร่งปริมาณหรือแลกคุณภาพกับรายได้
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ฟาร์มไม่ได้ตั้งต้นจากการขยายขนาดหรือการเร่งสร้างรายได้ หากเลือกสร้างระบบเล็ก ๆ ที่แม่นยำ ตั้งแต่การปลูก การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการตั้งราคา การค่อย ๆ เติบโตเช่นนี้ทำให้ธุรกิจเข้าใจต้นทุนจริงของตัวเอง ทั้งต้นทุนการผลิต เวลา และแรงงาน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการตัดสินใจในทุกกระบวนการ
อีกบทเรียนหนึ่งที่ชัดเจนไม่แพ้กัน คือการไม่ยอมแลกมาตรฐานกับยอดขาย แม้ในช่วงที่ความต้องการของตลาดสูง เพราะสำหรับออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม ความซื่อสัตย์ถือเป็นเงื่อนไขในการอยู่รอดของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มลูกค้าหลักคือคนที่เลือกซื้อจากความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์เป็นหลัก
กรณีศึกษาของออแกน บายสมาร์ทไนน์ฟาร์ม จึงสะท้อนชัดว่า ธุรกิจ SME ที่ยืนระยะได้ ไม่จำเป็นต้องเติบโตจากความเร็วหรือความหวือหวา เพียงแค่เติบโตจากการเข้าใจต้นทุนจริง การวางระบบอย่างมีวินัย และการยืนหยัดในความซื่อสัตย์ของตนเอง แม้ในวันที่ธุรกิจกำลังไปได้ดีที่สุด