ปั้นธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพสัญชาติไทยสู่ 30 ประเทศ ด้วยโมเดล OEM
SME KnowledgeSME Sharing

ปั้นธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพสัญชาติไทยสู่ 30 ประเทศ ด้วยโมเดล OEM

9 เม.ย. 2569
|
18

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของทรัพยากรทางการเกษตรสูงที่สุดในโลก ตั้งแต่ผลไม้เมืองร้อน พืชหัว ไปจนถึงพืชท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละภูมิภาค หากมองในมิติของซัปพลาย ประเทศไทยแทบไม่เคยขาดศักยภาพ แต่ในมิติของ Value Creation หรือการสร้างมูลค่าเพิ่ม กลับยังมีช่องว่างที่ผู้ประกอบการจำนวนมาก “ยังไม่สามารถเข้าถึงได้”

Pain Point ที่แท้จริงของอุตสาหกรรมอาหารไทยจึงไม่ใช่การขาดแคลนวัตถุดิบ แต่คือการขาดการแปรรูปเชิงกลยุทธ์ที่สามารถยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ ทั้งในแง่ของรสชาติ คุณภาพ มาตรฐาน และที่สำคัญคือ ความต้องการของผู้บริโภคในระดับสากล

แนวคิดนี้เองที่เป็นจุดตั้งต้นของธุรกิจหนึ่งที่ไม่ได้เริ่มจากความเชี่ยวชาญด้านอาหาร แต่เริ่มจาก “การมองเห็นโอกาส” ในสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม จากนักวิจัยที่ลงพื้นที่และเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สู่การสร้างโรงงานแปรรูปอาหารกลุ่มขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เช่น เผือกทอด ถั่วอบ และผลไม้อบแห้ง ที่สามารถส่งออกไปกว่า 30 ประเทศ

และนี่คือเรื่องราวของ “บริษัท พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ด จำกัด” ภายใต้การนำของ คุณโบว์ ภัทรพร จิรัญญกุล ธุรกิจ SME ไทยที่เลือกต่อยอดคุณค่าและคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคา และใช้กลยุทธ์ OEM เป็นสะพานสู่ตลาดระดับสากล

S  23928872

มองเห็นโอกาสในผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ก่อนลงมือสร้างธุรกิจจริง

เส้นทางของพี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ด เริ่มจากสายตาที่มองเห็นโอกาสในสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม โดยคุณโบว์มีพื้นฐานเป็นนักวิจัยด้านนโยบายเศรษฐกิจ เคยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของประเทศ ต้องลงพื้นที่ไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ได้เห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม OTOP ที่มีความหลากหลาย แต่ยังขาดการต่อยอดเชิงธุรกิจอย่างจริงจัง

“เราได้เห็นว่าแต่ละจังหวัดก็มีสินค้า OTOP ที่เกี่ยวกับการเกษตร เยอะมาก เลยคิดว่าจริง ๆ น่าจะนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าได้อีก” 

แม้ในช่วงแรกจะยังเป็นเพียงไอเดียที่ยังไม่ได้ลงมือทำทันที แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่อคุณโบว์มีช่วงเวลาว่างจากงานประจำ และได้นำ “สูตรเผือกฉาบ” ของครอบครัวมาทดลองพัฒนาเป็นสินค้า โดยเลือกใช้วัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างเผือกหอมจากจังหวัดสระบุรี มาสร้างความแตกต่างด้วยการตีความเมนูดังกล่าวใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น เปลี่ยนจากขนมที่หวานจัดให้มีรสชาติหวานเค็มเล็ก ๆ ชิ้นบางๆ ทานง่าน ดูรักสุขภาพ

คุณโบว์เริ่มทดลองตลาดแบบง่าย ๆ ด้วยการฝากขายตามร้านค้า ซึ่งได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย “พอเราไปลองขาย ปรากฏว่าขายดีมาก ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ว่าเราควรจะจริงจังกับสิ่งนี้” คุณโบว์เสริม

ดังนั้น คุณโบว์จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจากการผลิตในบ้าน สู่การก่อตั้งโรงงานขนาดเล็ก และเติบโตอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันนี้ พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดกลายเป็นผู้ผลิตที่ส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก และเป็นเบื้องหลังของแบรนด์ระดับสากลจำนวนมาก นอกจากการรับผลิตในรูปแบบ OEM บริษัทฯ ยังมีแบรนด์ของตัวเอง เช่น Veganic ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมขบเคี้ยวจากผักและพืชหัว และ Kinnergy แบรนด์ขนมเพื่อสุขภาพที่เน้นโปรตีน เช่น กราโนล่าและถั่วอบ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเริ่มต้นธุรกิจที่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องเริ่มแบบยิ่งใหญ่ เพียงแค่เข้าใจทรัพยากรที่มีอยู่ และกล้าที่จะลงมือทำให้เร็วกว่าใคร

Veganic

ใช้โมเดลธุรกิจ OEM เป็นแกนหลัก และขยายสู่การเป็น Global Supply Chain

ในขณะที่ธุรกิจอาหารหลายแห่งเลือกสร้างแบรนด์เป็นจุดเริ่มต้น พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดก็เริ่มต้นจากการพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ของตัวเองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตและเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและการสร้างแบรนด์ บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจ OEM มากขึ้น และใช้โมเดลนี้เป็นแกนหลักในการขยายธุรกิจ

“การสร้างแบรนด์ต้องใช้ต้นทุนด้านการตลาดสูง ซึ่งในช่วงนั้นทำให้หลายธุรกิจต้องเผชิญปัญหาด้านกระแสเงินสด แต่เราไม่ได้อยากเจ๊ง ก็เลยต้องพยายามปรับเปลี่ยนทิศทาง และเริ่มต้นโมเดล OEM เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้”

ต้องบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกทาง เพราะเมื่อเริ่มรับผลิตให้ลูกค้า พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดก็สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการเป็นแค่โรงงานทั่วไป ปัจจุบัน โมเดลธุรกิจของพี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดมีรายได้หลักมาจากการรับผลิตสินค้า ส่งออกประมาณ 70% และอีก 30% เป็นตลาดในประเทศ 

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดแตกต่างจากโรงงาน OEM ทั่วไป คือ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “ผู้ผลิต” แต่เป็น “พาร์ตเนอร์” ที่สำคัญช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสินค้าและเติบโตในตลาดได้จริง

หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาดมากกว่าการผลิตตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติ คุณภาพ และความรวดเร็วในการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ชัดเจนคือความยืดหยุ่นในการรับผลิต โดยเฉพาะการกำหนดขั้นต่ำในการสั่งผลิต (MOQ) ที่ต่ำกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างมาก แนวทางนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถเข้าถึงการผลิตในระดับโรงงานได้

“MOQ ของเราเริ่มต้นแค่ประมาณหนึ่งร้อยกิโล ซึ่งจริง ๆ ใช้เงินทุนแค่หลักหมื่นก็สามารถเริ่มทำแบรนด์ได้”

ความยืดหยุ่นนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงให้กับลูกค้าในการทดลองตลาด และทำให้พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่ SME ไปจนถึงแบรนด์ระดับสากล

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้า โดยให้คำแนะนำตั้งแต่การเลือกสินค้า การวิเคราะห์เทรนด์ ไปจนถึงการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและช่องทางการจำหน่าย 

ด้วยแนวทางนี้ ทำให้พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดสามารถก้าวข้ามบทบาทของโรงงาน OEM ทั่วไป และพัฒนาไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตในไทยกับตลาดระดับโลกได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน

8 D33 F152 5777 465 D 8 F58 82 A4 B2809689

เทรนด์อาหารโลกกำลังเปลี่ยน และคนที่ “เห็นก่อน” เท่านั้นที่จะได้เปรียบ

จากประสบการณ์ที่พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดทำงานกับลูกค้าทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมอาหารไม่ได้แข่งขันกันแค่ที่ความอร่อยอีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่การแข่งขันด้านสุขภาพและความเข้าใจผู้บริโภค เทรนด์แรกที่ชัดที่สุดคือการเติบโตของกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่เน้นโปรตีน และลดการบริโภคของทอด 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ได้เลิกกินขนม แต่กำลัง “เลือกมากขึ้น” ว่าขนมที่กินต้องให้คุณค่าอะไรกับร่างกาย บริษัทจึงเริ่มพัฒนาสินค้าในกลุ่มโปรตีน เช่น ถั่ว ธัญพืช รวมถึงปรับกระบวนการผลิตจากการทอด ไปสู่การอบหรือการใช้เทคโนโลยีอย่างการทอดสุญญากาศ (Vacuum Frying) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทอดในอุณหภูมิต่ำกว่าการทอดทั่วไป ช่วยลดการดูดซับน้ำมัน และยังคงสี รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของวัตถุดิบได้ดีกว่า เพื่อตอบโจทย์สุขภาพตั้งแต่ก่อนที่ตลาดในประเทศจะเปลี่ยน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่ง Insight สำคัญที่หลายธุรกิจมองข้าม คือ รสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน การทำสินค้าแบบเดียวขายทั้งโลกจึงไม่ใช่คำตอบ

คุณโบว์อธิบายว่า “แต่ละประเทศมีความชอบในการกินที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก บางประเทศก็จะนิยมรสหวานมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องปรับสูตรให้เหมาะกับแต่ละตลาด”

นอกจากนี้ เทรนด์ที่กำลังมาแรงในระดับโลก โดยเฉพาะฝั่งยุโรปและอเมริกา คือการมุ่งสู่อาหารธรรมชาติ 100% หรือที่เรียกว่า Clean Label ไม่ใส่สารเติมแต่ง ไม่ใช้สารกันเสีย แม้จะเป็นโอกาสใหม่ แต่ก็เป็นความท้าทายสำหรับผู้ผลิต เพราะการไม่ใช้สารเติมแต่งหมายถึงการที่จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สามารถรักษาคุณภาพ รสชาติ และอายุสินค้าได้โดยไม่พึ่งสารช่วยเหลือ

เมื่อมองภาพรวม อุตสาหกรรมอาหารกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความเข้าใจผู้บริโภคสำคัญพอ ๆ กับความสามารถในการผลิต และธุรกิจที่สามารถมองเทรนด์ล่วงหน้า พร้อมปรับสินค้าได้ทัน จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

027 A1 Baf F19 D 4 C30 A166 235 A9 De F26 Ba

เมื่อต้นทุน ซัปพลายเชน และการแข่งขันโลก กลายเป็นโจทย์ที่เลี่ยงไม่ได้

พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดเติบโตในฐานะผู้ผลิตที่ส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน เบื้องหลังการขยายธุรกิจกลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งในหลายกรณีไม่สามารถพึ่งพาแหล่งผลิตวัตถุดิบภายในประเทศได้อีกต่อไป

“ผลไม้บางชนิดที่เป็นวัตถุดิบหลัก เช่น มะม่วง มะพร้าว จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพราะราคาถูกกว่า อีกทั้งผลผลิตในประเทศมีไม่มากพอกับความต้องการ” คุณโบว์กล่าว

นั่นสะท้อนให้เห็นว่า ความได้เปรียบด้านทรัพยากรของไทยในอดีตกำลังลดลง และถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันด้านต้นทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะเดียวกัน ปัญหาในมิติของซัปพลายเชนก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ ในช่วงที่เกิดข้อจำกัดด้านการขนส่งหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศ

“จากเดิมเรานำเข้าผ่านชายแดนได้เลย แต่เมื่อด่านปิด ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปผ่านท่าเรือ ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงขึ้น”

การเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที ขณะที่ราคาขายไม่สามารถปรับขึ้นได้ตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระดับการแข่งขัน ภาพของอุตสาหกรรมอาหารเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนและทรัพยากร

“ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า แล้วทรัพยากรก็ยังสมบูรณ์กว่าด้วย” คุณโบว์เสริม

สิ่งนี้ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องคุณภาพสินค้า แต่รวมถึงโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทัน

นอกจากนี้ อุปสรรคจากกฎระเบียบระหว่างประเทศ (Trade Barrier) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การส่งออกซับซ้อนมากขึ้น คุณโบว์อธิบายว่าการส่งสินค้าเข้าไปจีนต้องมีการขึ้นทะเบียน ซึ่งใช้เวลานานมาก จนกลายเป็นข้อจำกัดทางการค้าอย่างหนึ่ง

เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ความท้าทายของธุรกิจอาหารในวันนี้ไม่ได้มาจากการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“การทำ OEM ทำให้เราได้เจอลูกค้าที่หลากหลาย 

และเป็นเหมือนการลับคมตัวเองไปในตัว”

ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดของเส้นทางพี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ด เพราะสิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้เติบโต ไม่ใช่แค่การมีสินค้า หรือมีโรงงาน แต่คือ “การเรียนรู้จากตลาดจริง” อย่างต่อเนื่อง

การทำ OEM ได้กลายเป็นพื้นที่ให้ธุรกิจได้เผชิญกับโจทย์ที่หลากหลาย จากลูกค้าหลากหลายประเภท หลายประเทศ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้บริษัทพัฒนาได้ทั้งในมิติของสินค้า กระบวนการผลิต และความเข้าใจตลาดโลก

สำหรับ SME นี่คือบทเรียนสำคัญว่า การเติบโตของธุรกิจอาจไม่ได้เกิดจากการคิดถูกตั้งแต่วันแรก แต่เกิดจากการ “ได้ลงมือทำ” และ “เรียนรู้ให้เร็วพอ” จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

เพราะในโลกธุรกิจ ไม่มีโมเดลสำเร็จรูปสำหรับทุกคน แต่ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตได้ คือธุรกิจที่สามารถลับคมตัวเองได้ตลอดเวลา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พี เอส เอ็น อินเตอร์ฟู้ดเป็นหนึ่งในผู้เล่นไทยที่สามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารระดับโลกได้อย่างแข็งแรง

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333