นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ความงามระดับโลก กับการ Transform เพื่ออนาคต
SME KnowledgeSME Sharing

นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ความงามระดับโลก กับการ Transform เพื่ออนาคต

4 ส.ค. 2569
|
24

เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผู้บริโภคคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นแท่งลิปสติก ตลับแป้ง ตลับคุชชั่น หรือกระปุกครีม คือบทบาทของผู้ผลิตไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี นั่นคือ “บริษัท ฮูเวอร์อุตสาหกรรม (ประเทศไทย) จำกัด” หรือ Thai Hoover ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในไทย เอเชีย และยุโรป ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานกว่า 1,400 คน

จุดแข็งของ Thai Hoover อยู่ที่ความสามารถในการควบคุมกระบวนการผลิตแบบครบวงจรในโรงงานเดียว ตั้งแต่การนำเม็ดพลาสติกมาผสมสี รีดพลาสติก ขึ้นรูป ทำอโนไดซ์ ประกอบชิ้นส่วน ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่ง คุณทิพย์นภา ดำรงวัฒนโภคิน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจ อธิบายว่า กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่หลายโรงงานอาจแบ่งเป็นหลายส่วน แต่สำหรับ Thai Hoover ลูกค้าสามารถทำงานกับผู้ผลิตรายเดียวได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ภายใต้การดูแลของคนรุ่นที่ 3 โจทย์ของ Thai Hoover ในวันนี้คือการรักษาคุณภาพที่ลูกค้าแบรนด์ระดับโลกเชื่อมั่น พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงาม ตั้งแต่ความต้องการด้าน Sustainable Packaging, Low Carbon Aluminium, Refillable Packaging ไปจนถึง Digital Transformation ที่ต้องพัฒนาทั้งระบบการทำงานและคนในองค์กรไปพร้อมกัน

คุณทิพย์นภา ทายาทรุ่นที่ 3 ของ Thai Hoover ผู้เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้ปรับตัวสู่มาตรฐานการผลิตยุคใหม่

“Thai Hoover” ธุรกิจครอบครัว 50 ปี ผลิตบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในโรงงานเดียว

Thai Hoover ก่อตั้งขึ้นในปี 2515 ก่อนส่งต่อการบริหารจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่งคุณทิพย์นภา ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เข้ามาร่วมบริหารงานกับคุณพ่อเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน

บริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกระปุกครีม แท่งลิปสติก ตลับแป้ง ตลับคุชชั่น หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับอายแชโดว์ โดยใช้วัตถุดิบตั้งแต่พลาสติก พลาสติกรักษ์โลก อะลูมิเนียม ไปจนถึงโลหะบางประเภท พร้อมจุดแข็งด้านการผลิตแบบครบวงจรในโรงงานเดียว

ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ Thai Hoover พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ทั้งดีไซน์ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต

คุณทิพย์นภาอธิบายว่า “เราเริ่มตั้งแต่เม็ดพลาสติกที่ยังไม่มีสี เอามาผสมสี รีดพลาสติก ขึ้นรูป ทำอโนไดซ์ และประกอบ จนเป็นแพ็กเกจจิ้งที่เสร็จแล้ว”

ความครบวงจรนี้เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ Thai Hoover แตกต่างจากผู้ผลิตทั่วไป เพราะกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่บางกรณีอาจต้องแยกออกเป็นหลายโรงงาน สามารถบริหารจัดการได้ภายในโรงงานเดียวของ Thai Hoover ทำให้ลูกค้าสามารถทำงานกับผู้ผลิตรายเดียว และยังช่วยให้บริษัทควบคุมมาตรฐานการผลิตได้ต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ การบริหารกระบวนการผลิตไว้ภายในโรงงานเดียว ยังช่วยให้ Thai Hoover สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การขึ้นรูป การประกอบ ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยเฉพาะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน 

"หลายโรงงานอาจแบ่งกระบวนการผลิตออกเป็นหลายส่วน แต่ของเรา ผลิตที่เดียว ลูกค้ามาหาเราก็ไม่ต้องไปทางอื่น จบที่เราได้เลย"

อย่างไรก็ตาม Thai Hoover ไม่ได้ผลิตเนื้อเครื่องสำอาง เพราะมองว่าเป็นอีกองค์ความรู้หนึ่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บริษัทจึงเลือกโฟกัสในสิ่งที่ตนเองถนัด คือการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง พร้อมทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านเนื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยเสนอโซลูชันแก่ลูกค้าเมื่อจำเป็น

“เรามีการจับมือกับบริษัทที่เขาทำตัวเนื้อผลิตภัณฑ์มาตลอดตั้งแต่เริ่ม ถ้าลูกค้าเดินมาหาเรา เราก็จะแนะนำได้ว่ามีโรงงานไหนที่ทำตัวเนื้อได้”

แนวทางนี้ทำให้ Thai Hoover เติบโตจากการสร้างความแข็งแกร่งในจุดที่เป็นความเชี่ยวชาญหลัก และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในส่วนอื่น เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ครบขึ้น โดยไม่ทำให้ธุรกิจหลุดจากแกนความสามารถเดิมขององค์กร

บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง กับรายละเอียดที่ตอบโจทย์แบรนด์ Luxury

รายละเอียดของวัสดุ ผิวสัมผัส และกลไกการใช้งาน คือส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค

ในฐานะผู้ผลิตที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ความงามระดับโลก Thai Hoover มองว่าบรรจุภัณฑ์คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ช่วยบอกตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ ตั้งแต่น้ำหนักในมือ ความแน่นของชิ้นงาน ความลื่นของกลไก หรือแม้กระทั่งเสียงที่เกิดขึ้นขณะเปิด ปิด หรือหมุนใช้งาน

จุดเด่นของ Thai Hoover จึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตชิ้นงานตามแบบเท่านั้น แต่รวมถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานและรายละเอียดของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ เพราะในตลาดความงามระดับพรีเมียม รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างน้ำหนัก ความแน่น เสียง กลไกการหมุน หรือความเสถียรของชิ้นงาน ล้วนมีผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้า

คุณทิพย์นภาอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างสินค้ากลุ่ม Mass กับ Luxury สามารถรับรู้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่หยิบขึ้นมาใช้งาน

“ลิปสติกแบรนด์ Mass บรรจุภัณฑ์มักจะเบากว่า มีความแน่นหนาน้อยกว่า แต่ถ้าเป็นแบรนด์ Luxury จับขึ้นมาก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าพรีเมียมกว่า”

ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากดีไซน์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ด้วย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Luxury ที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนจำนวนมากเพื่อสร้างสัมผัสและฟังก์ชันการใช้งานตามที่แบรนด์ต้องการ

“ถ้าเป็นแบรนด์ Luxury กว่าจะประกอบขึ้นมาเป็นลิปสติกแท่งหนึ่งได้ จะมีประมาณ 20 พาร์ต”

เมื่อโครงสร้างของบรรจุภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้น กระบวนการควบคุมคุณภาพก็ต้องละเอียดมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนทำงานได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ เพราะสำหรับสินค้ากลุ่ม Luxury ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังเพียงรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานในทุกรายละเอียด

"สมมติว่าหมุนขึ้นมาแล้วมีเสียงสากเกิน ถ้าเป็นแบรนด์ Luxury ลูกค้าไม่เอาแล้ว หรือหมุนขึ้นมาแล้วเหนียวเกินก็ไม่ได้ เพราะฟังก์ชันถือเป็นส่วนสำคัญของการขาย”

ด้วยเหตุนี้ จุดแข็งของ Thai Hoover จึงรวมถึงการควบคุมคุณภาพในรายละเอียดที่ผู้บริโภคอาจไม่ทันสังเกต แต่แบรนด์ให้ความสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่ความรู้สึกขณะใช้งาน ไปจนถึงความทนทานหลังผ่านการขนส่งและการใช้งานจริง

ก่อนส่งออก Thai Hoover มีห้อง QC สำหรับทดสอบสินค้าในหลายรูปแบบ เช่น Transportation Test ที่จำลองแรงสั่นสะเทือนระหว่างการขนส่ง การทดสอบแรงกระแทกเพื่อดูว่าบรรจุภัณฑ์จะทนต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ รวมถึง Drop Test เพื่อดูผลลัพธ์เมื่อลิปสติกหรือบรรจุภัณฑ์เกิดการตกหล่น

“เรามีแผนก QC คอยทำหน้าที่เทสต์สินค้าทุกครั้งก่อนส่งออก ไม่ว่าจะเป็น Transportation Test หรือ Drop Test ว่าถ้าทำลิปสติกตกแล้วจะเป็นอย่างไร”

รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับแบรนด์ Luxury วัดกันที่ความสามารถในการทำให้คุณภาพของสินค้าแต่ละล็อตนิ่งพอที่จะรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ Thai Hoover เลือกวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้ผลิตที่แข่งขันด้วยคุณภาพ และความเข้าใจในมาตรฐานของแบรนด์ระดับโลก

ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่สะท้อนความสำคัญของดีไซน์ วัสดุ และรายละเอียดการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้จากตัวสินค้า

เมื่อความยั่งยืน (Sustainability) กลายเป็นกติกาใหม่ของโลกธุรกิจ

หลังจากคุณภาพและฟังก์ชันเป็นพื้นฐานสำคัญของบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง อีกโจทย์ที่ผู้ผลิตต้องเตรียมพร้อมมากขึ้นคือเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าหลักของ Thai Hoover จำนวนไม่น้อยอยู่ในตลาดยุโรป ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และข้อมูลด้าน Carbon Footprint อย่างจริงจังมากขึ้น

คุณทิพย์นภายกตัวอย่างว่า บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางในกลุ่มพรีเมียมจำนวนมากมีส่วนประกอบของอะลูมิเนียม เพราะช่วยสร้างความรู้สึกมีน้ำหนักและดูพรีเมียม แต่เมื่อยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับข้อกำหนดด้านคาร์บอนมากขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องมองวัตถุดิบชนิดเดียวกันในมุมใหม่

“ถ้าเป็นทางยุโรป จะซีเรียสมากในเรื่องการใช้วัตถุดิบ อย่างอะลูมิเนียมก็จะต้องเป็น Low Carbon Aluminium ต้องระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม มีการใช้ Carbon Footprint เท่าไร”

สำหรับแบรนด์จำนวนมาก การเลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนมากขึ้นยังมาพร้อมต้นทุนที่สูงกว่า ทางเลือกที่จับต้องได้ในระยะสั้นจึงอาจเริ่มจากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้งานซ้ำหรือเติมใหม่ได้ เช่น Refillable Packaging ที่ให้ผู้บริโภคซื้อเฉพาะตัวรีฟิล แทนการซื้อบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งชิ้นทุกครั้ง

ความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์สะท้อนความสามารถในการผลิตที่รองรับความต้องการของแบรนด์ในหลายระดับตลาด

อีกแนวทางหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ Mono Material หรือการออกแบบให้บรรจุภัณฑ์ใช้วัสดุชนิดเดียวมากที่สุด เพื่อลดความยุ่งยากในการคัดแยกและช่วยให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

สำหรับ Thai Hoover การปรับตัวด้าน Sustainability จึงเกิดขึ้นทั้งในระดับสินค้าและระดับโรงงาน ทีมดีไซน์ต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น ขณะเดียวกันโรงงานเองก็ต้องลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต เช่น การเปลี่ยนระบบไฟให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น การเริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ที่ทำได้ และการพัฒนาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนในระดับสากล ทั้งจาก CDP และ EcoVadis โดยล่าสุด Thai Hoover ได้รับ EcoVadis ระดับ Silver ประจำปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าแบรนด์ระดับโลก

“ตอนนี้ยุโรปซีเรียสว่าตัวโรงงานเราเองก็ต้องดำเนินการตามแนวทางความยั่งยืนด้วย นั่นหมายความว่าเราต้องลดการปล่อยคาร์บอนด้วย ไม่ใช่แค่ในขั้นตอนปลายน้ำ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการผลิตเลย”

ประเด็นนี้ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้ผลิตไทยอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน หากผู้ผลิตยังต้องการอยู่ในซัปพลายเชนของแบรนด์ระดับโลกต่อไป การเตรียมข้อมูลด้านคาร์บอน การเลือกวัตถุดิบที่สอดคล้องกับข้อกำหนด และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นงานที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้ตลาดบังคับแล้วค่อยปรับตัว

Thai Hoover เข้าร่วมงาน COSMOPACK เพื่ออัปเดตทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ความงาม และติดตามแนวโน้มด้าน Sustainable Packaging ที่กำลังเป็นมาตรฐานสำคัญของตลาดโลก

Digital Transformation ที่ยากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ "คน"

นอกจากการปรับตัวด้านความยั่งยืนแล้ว อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ Thai Hoover ต้องเผชิญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการทำงานขององค์กร เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้นในยุคที่ข้อมูลและการตัดสินใจเกิดขึ้นแทบจะเรียลไทม์

สำหรับคุณทิพย์นภา การทำ Digital Transformation ในธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ต้องเริ่มจากการปรับระบบการทำงานพื้นฐานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลแทนแฟ้มเอกสาร การนำระบบ ERP เข้ามาช่วยบริหารข้อมูล การใช้ Manufacturing Data เพื่อวิเคราะห์การทำงาน ไปจนถึงการใช้ QR Code ในการจัดการสต๊อกและติดตามข้อมูลสินค้า

“ด้วยความที่องค์กรดำเนินงานมากว่า 50 ปี ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่คือการทำให้คนในองค์กรค่อย ๆ ปรับตัวและเห็นประโยชน์ของเครื่องมือใหม่ในการทำงานจริง”

ปัจจุบัน Thai Hoover จึงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน หลายกระบวนการกำลังค่อย ๆ ถูกปรับจากวิธีทำงานแบบเดิมเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น แต่สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวระบบ คือการทำให้พนักงานเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นอย่างไร

“ถ้าถามว่าอยู่เฟสไหน ก็ยังเป็นช่วงเริ่มต้นอยู่เลยค่ะ ตอนนี้เรายังค่อย ๆ ปรับวิธีการทำงาน และช่วยให้พนักงานเรียนรู้การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง”

หนึ่งในวิธีที่ Thai Hoover เลือกใช้เพื่อให้พนักงานเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่าน คือการนำ AI เข้ามาช่วยงานด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะการร่างอีเมลภาษาอังกฤษให้ลูกค้าต่างประเทศ จากเดิมที่พนักงานบางส่วนต้องให้ผู้บริหารช่วยตรวจหรือช่วยเกลาเนื้อหา การมีเครื่องมือ AI ทำให้ขั้นตอนบางอย่างเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เมื่อก่อนการส่งอีเมลใช้เวลาหนึ่งวัน หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ 5 นาทีเอง เราป้อนคำสั่งเข้าไปว่าเราอยากพูดแบบนี้ ช่วยเกลาออกมาให้หน่อยว่าควรเป็นอย่างไร”

อย่างไรก็ตาม คุณทิพย์นภาย้ำกับทีมเสมอว่า การใช้ AI ต้องมาพร้อมการตรวจสอบและการตัดสินใจของคน เพราะข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือเหล่านี้ยังต้องผ่านการกลั่นกรองก่อนนำไปใช้จริง

“เวลาใช้เครื่องมือ AI เราจะต้องไม่มองว่า AI เป็นหัวหน้าเรา แต่ต้องมองว่า AI เป็นลูกน้องที่ช่วยทำงานให้เรา เวลา AI ส่งข้อมูลอะไรมา ไม่ใช่ว่าเชื่อแล้วส่งต่อทันที แต่ต้องตรวจสอบและกลั่นกรองก่อนทุกครั้ง”

บทเรียนของ Thai Hoover จึงแสดงให้เห็นว่า Digital Transformation สำหรับธุรกิจที่เติบโตมาหลายรุ่นคือการออกแบบจังหวะการเปลี่ยนผ่านให้เหมาะกับคนในองค์กร เพราะหากระบบใหม่เดินเร็วเกินกว่าคนจะตามทัน การลงทุนอาจไม่สร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ในทางกลับกัน หากพนักงานเห็นประโยชน์จากเครื่องมือใหม่และค่อย ๆ ใช้งานได้จริง การเปลี่ยนผ่านก็มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนกว่า

ตัวอย่างผลงานบรรจุภัณฑ์ของ Thai Hoover ที่ครอบคลุมหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลิปสติก ตลับ และบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการของแบรนด์ในหลายตลาด

จากวิกฤตวัตถุดิบ สู่บทเรียนเรื่องการจัดซื้อและการบริหารซัปพลายเชน

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ Thai Hoover ในช่วงที่ผ่านมา คือการรับมือกับความผันผวนของวัตถุดิบ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงเรื่องต้นทุน แต่กระทบถึงความต่อเนื่องในการผลิต เพราะในบางช่วงตลาดอยู่ในภาวะขาดแคลนจนการมีงบประมาณไม่ได้หมายความว่าจะสามารถซื้อวัตถุดิบได้ตามต้องการ

คุณทิพย์นภาเล่าว่า วิกฤตครั้งนั้นทำให้บริษัทเห็นชัดว่าการจัดซื้อแบบเดิมที่อาศัยความคุ้นเคยกับคู่ค้ารายเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จากที่ซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดิมมานานหลายปีโดยไม่ได้เปรียบเทียบราคาอย่างจริงจัง บริษัทจึงต้องปรับวิธีทำงานใหม่ทั้งระบบ

เมื่อราคาวัตถุดิบเปลี่ยนเร็วขึ้น ฝ่ายจัดซื้อจึงต้องติดตามราคาถี่ขึ้น เปรียบเทียบผู้ขายหลายราย และมองหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทมีทางเลือกมากขึ้น ไม่พึ่งพาซัปพลายเออร์รายใดรายหนึ่งมากเกินไป

“เราให้แผนกจัดซื้อเช็กราคาแบบจริงจัง มีการติดตามราคาทุกสัปดาห์ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อมูลจากผู้จำหน่ายหลายราย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น”

ความท้าทายครั้งนั้นรุนแรงกว่าการปรับขึ้นราคาปกติ เพราะในบางช่วงพลาสติกขาดแคลนจริง และราคาปรับขึ้นสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

“ขาดจริง ๆ ขาดขนาดที่ว่าเรามีเงินก็ซื้อไม่ได้ ตอนนั้นตัวพลาสติกถึงซื้อได้ก็ได้ในราคาที่แพงขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นนอกจากเราจะต้องหาแหล่งใหม่ ๆ เพื่อเปรียบเทียบราคาแล้ว ยังต้องตามสต๊อกของด้วย ทำให้เรามีการคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานมากขึ้น” คุณทิพย์นภาอธิบาย

ในมุมของ SME บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า ซัปพลายเชนที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการมีคู่ค้าประจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อมูลที่อัปเดต มีแหล่งจัดซื้อสำรอง มีระบบติดตามต้นทุน และมีการคาดการณ์วัตถุดิบล่วงหน้า เพราะเมื่อราคาหรือปริมาณสินค้าในตลาดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่เห็นข้อมูลก่อนและปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสรักษาความต่อเนื่องในการผลิตได้ดีกว่า

“เหตุผลที่แบรนด์จากยุโรปหรือญี่ปุ่นยังเลือกทำงานกับเรา คือเรื่องคุณภาพค่ะ 

เขายอมจ่ายเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพดี มั่นคง และเสมอต้นเสมอปลาย”

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวเมื่อกว่า 50 ปีก่อน จนถึงวันที่ Thai Hoover ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ทั้งความยั่งยืน Digital Transformation และความผันผวนของวัตถุดิบ จะเห็นได้ว่าแกนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตไม่ได้เปลี่ยนไป นั่นคือการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ และทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่าทุกล็อตการผลิตจะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

สำหรับ SME ไทย บทเรียนจาก Thai Hoover จึงเป็นการทำให้ “จุดแข็งเดิม” ยังแข็งแรงพอในวันที่ตลาดเปลี่ยนเร็วขึ้น หากคุณภาพคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกตั้งแต่แรก ธุรกิจก็ต้องรักษาคุณภาพนั้นให้ได้ พร้อมปรับระบบหลังบ้านให้รองรับต้นทุนใหม่ กติกาใหม่ และความคาดหวังใหม่ของลูกค้าระดับโลก

ธุรกิจที่เติบโตข้ามรุ่นได้อาจไม่ใช่ธุรกิจที่เปลี่ยนทุกอย่างเร็วที่สุด แต่คือธุรกิจที่รู้ว่าคุณค่าใดต้องรักษาไว้ และเรื่องใดต้องปรับให้ทันเวลา สำหรับ Thai Hoover คุณค่านั้นคือคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอ ซึ่งยังคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตไทยรายนี้ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ความงามระดับโลกได้จนถึงวันนี้

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333