ชวนรู้จักยาต้านไวรัสโควิด 3 ชนิด กับประสิทธิภาพพิชิตเชื้อร้าย
การค้นคว้ายาต้านไวรัสโควิด 19
ยาต้านไวรัส (Antivirals)
เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อไวรัสก่อโรค
จึงให้ยาหลังจากเกิดการติดเชื้อแล้วเพื่อใช้รักษาโรค
ต่างจากวัคซีนที่ออกฤทธิ์กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นโรค
ด้วยเหตุนี้ยาต้านไวรัสจึงไม่อาจใช้ทดแทนการให้วัคซีน
ยาต้านไวรัสออกฤทธิ์ขัดขวางการเจริญและการเพิ่มจำนวนของไวรัส
โดยยาอาจไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อาร์เอ็นเอพอลิเมอเรส
(RNA
polymerase หรือ RNA replicase) ซึ่งเอนไซม์นี้มีความสำคัญในการเพิ่มจำนวนไวรัส
หรือยาไปขัดขวางไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ภายในเซลล์โฮสต์ เช่นเซลล์ที่ทางเดินหายใจของคน
(การเจริญและการเพิ่มจำนวนของไวรัสเกิดขึ้นภายในเซลล์โฮสต์)
หรือยาทำให้เกิดการสร้างสารพันธุกรรมชนิดกลายพันธุ์ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้
หรือยาอาจออกฤทธิ์อย่างอื่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ไวรัสไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้
การระบาดของโควิด 19 ทำให้มีนักวิจัยหลายกลุ่มได้คิดค้นยาต้านไวรัสโควิด 19 ซึ่งการคิดค้นอาจเริ่มต้นจากสารชนิดใหม่และนำยาที่มีใช้อยู่แล้วมาศึกษาต่อยอดหลากหลายชนิด สำหรับยาต้านไวรัสโควิดที่ Bagkok Bank SME ได้นำมาให้ทราบ การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3 ยังคงดำเนินอยู่ และยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี ได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้วในบางประเทศ
ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme
1. กลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibodies)
- ยา ‘โมโนโคลนอลแอนติบอดี’ คืออะไร?
ยา ‘โมโนโคลนอลแอนติบอดี’ หรือยา ‘แอนติบอดีโคลนเดี่ยว’ เป็นยาชีววัตถุ (biological drugs หรือ biologics) ผลิตด้วยกรรมวิธีทางเทคโนโลยีชีวภาพ มีโครงสร้างเป็นสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีชนิดที่มีความจำเพาะในการจับกับอีพิโทป (epitope) บนผิวของโมเลกุลแอนติเจน (อีพิโทปเป็นชิ้นส่วนจำเพาะบนผิวของโมเลกุลแอนติเจนซึ่งรับรู้ได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกัน)
- การออกฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด 19
ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดีออกฤทธิ์จับกับอีพิโทปที่จำเพาะบนผิวของโมเลกุลแอนติเจน
ซึ่งได้แก่สไปก์โปรตีนหรือโปรตีนเอส (spike protein S) บนไวรัสโควิด 19 จึงขัดขวางการจับของสไปก์โปรตีนกับตัวรับชนิดเอซีอี 2 (angiotensin-converting
enzyme 2 receptor หรือ ACE2 receptor) บนเซลล์โฮสต์
(เช่นเซลล์ที่ทางเดินหายใจคน) ทำให้ไวรัสไม่สามารถเข้าสู่ภายในเซลล์โฮสต์
หรือยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีบางชนิดเมื่อจับกับอีพิโทปแล้ว ไม่ได้ขัดขวางการจับของสไปก์โปรตีนกับตัวรับชนิดเอซีอี
2 แต่ขัดขวางขั้นตอนการผ่านเซลล์เมมเบรน เมื่อไวรัสเข้าสู่ภายในเซลล์โฮสต์ไม่ได้จึงไม่อาจดำรงชีพได้
2. โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir)
ชื่ออื่น : MK-4482,
EIDD-2801 ของบริษัทเมอร์ค (Merck) ยานี้พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเอมอรี
(Emory University) ในประเทศสหรัฐอเมริกา เดิมพัฒนายานี้เพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่
ต่อมามีการศึกษาเพื่อใช้กับโควิด 19 โมลนูพิราเวียร์เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน
ผลิตในรูปยาแคปซูล ยาถูกดูดซึมดีจากทางเดินอาหาร
ยานี้อยู่ในรูปโพรดรัก (prodrug)
(โพร-ดรัก หมายถึงยาที่ยังไม่มีฤทธิ์หรือมีฤทธิ์เพียงเล็กน้อย)
ภายหลังรับประทานจึงถูกเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์คือ เอ็น-โฮดรอกซีไซทิดีน (N-hydroxycytidine
หรือ β-d-N4-hydroxycytidine หรือ NHC) ทำให้เอนไซม์อาร์เอ็นเอพอลิเมอเรสของไวรัสนำสารนี้ไปสร้างสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอชนิดกลายพันธุ์
ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้อีกต่อไป
3. ยาอื่นที่อยู่ในการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3
- ไนตาซอกซาไนด์ (nitazoxanide)
เป็นยาชนิดรับประทานที่มีใช้อยู่แล้ว
ใช้รักษาโรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากจุลชีพจำพวกปรสิตเซลล์เดียวกลุ่มโปรโตซัว (โรค cryptosporidiosis
และโรค giardiasis) โดยใช้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่
1 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่
ในการศึกษาเพื่อใช้กับผู้ป่วยโควิด 19 นั้น
ผลการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2 ในประเทศบราซิลที่ศึกษาในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18
ปีขึ้นไปจำนวน 392 คนที่มีอาการเล็กน้อย พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาไนตาซอกซาไนด์ 500
มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 5
วันช่วยทุเลาอาการได้ไม่แตกต่างจากยาหลอก แต่ปริมาณไวรัสในกลุ่มที่ได้รับยาพบน้อยกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างชัดเจน
และขนาดยาดังกล่าวมีความปลอดภัย
ส่วนการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3
เปรียบเทียบการใช้ยานี้กับยาหลอกในการรักษาผู้ป่วยมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางและมีอาการมาไม่เกิน
3 วัน โดยให้ยานี้ในขนาด 300 มิลลิกรัมในรูปยาเม็ดออกฤทธิ์เนิ่น (extended-release
tablets) รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 5 วัน
มีผู้ป่วยเข้าร่วมในการศึกษา 1,092 คน อายุตั้งแต่ 12
ปีขึ้นไป
ในเบื้องต้นประเมินผลในผู้ป่วย 379 คน
พบว่ายาช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ 85% ของผู้ป่วย (ความรุนแรงของโรคพบ 0.5%
ในกลุ่มที่ได้รับยาและพบ 3.6% ในกลุ่มยาหลอก) และผู้ป่วยทนต่อการใช้ยาได้ดี
ผลไม่พึงประสงค์ในกลุ่มที่ได้รับไนตาซอกซาไนด์พบไม่ต่างจากกลุ่มยาหลอก
มีเพียงอาการท้องเดินที่พบได้มากกว่า (3.4% เทียบกับ 2.2%)
แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
แหล่งอ้างอิง : https://pharmacy.mahidol.ac.th