PDPA กับธุรกิจไทย: เมื่อการคุ้มครองข้อมูลต้องเดินคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
SME KnowledgeSME Update

PDPA กับธุรกิจไทย: เมื่อการคุ้มครองข้อมูลต้องเดินคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

10 ก.ค. 2569
|
12

ธุรกิจจำนวนมากมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือ แต่กลับไม่กล้านำมาใช้

หน่วยงานภาครัฐจำนวนไม่น้อยมีข้อมูลมหาศาล แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้

ขณะที่ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI ประเทศไทยกลับเผชิญอีกโจทย์หนึ่ง คือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลสามารถถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าได้ โดยไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน

เพราะในวันที่ข้อมูลกำลังกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลมากหรือน้อย แต่อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเหมาะสม

นี่คือหนึ่งในโจทย์สำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในวันที่ข้อมูลกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในอดีต การเติบโตทางเศรษฐกิจอาศัยปัจจัยสำคัญอย่างเงินทุน แรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ท่าเรือ หรือระบบไฟฟ้า

แต่ในยุคดิจิทัล "ข้อมูล" กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกด้าน ตั้งแต่การค้าออนไลน์ การเงินดิจิทัล การแพทย์ การขนส่ง ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)

PDPA เกิดขึ้นเพื่ออะไร

PDPA มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ช่วยให้ประชาชนมีสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตนเองมากขึ้น และยกระดับมาตรฐานการจัดการข้อมูลของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

ในโลกที่ธุรกรรมออนไลน์และบริการดิจิทัลกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความเชื่อมั่นถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ หากประชาชนไม่มั่นใจว่าข้อมูลของตนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การใช้บริการดิจิทัลก็อาจชะลอตัวลง

ในมุมนี้ PDPA จึงไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัว แต่เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อต้นทุนของการปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มขึ้น

แม้ PDPA จะมีเป้าหมายที่สำคัญ แต่สำหรับธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะ SME การปฏิบัติตามกฎหมายกลับกลายเป็นต้นทุนรูปแบบใหม่

ผู้ประกอบการต้องจัดทำเอกสารและนโยบายความเป็นส่วนตัว ปรับปรุงระบบสารสนเทศ จัดเก็บหลักฐานการให้ความยินยอม เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพนักงาน

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ต้นทุนเหล่านี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงบประมาณด้านเทคโนโลยีและการกำกับดูแล แต่สำหรับ SME ที่มีทรัพยากรจำกัด ภาระดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่ต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นเมื่อข้อมูลไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

เมื่อ PDPA กลายเป็นอุปสรรคโดยไม่ตั้งใจ

แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะมุ่งคุ้มครองสิทธิของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรกลับตีความกฎหมายอย่างระมัดระวังเกินไป

ผลลัพธ์คือ หลายองค์กรเลือกที่จะ "ไม่แชร์ข้อมูล ไม่ใช้ข้อมูล" มากกว่าการเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย

รายงาน Digital Data Infrastructure Roadmap ของธนาคารโลกและ ETDA ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนข้อมูล แต่คือการที่ข้อมูลจำนวนมากยังไม่สามารถถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าได้อย่างเต็มที่

ข้อมูลในภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยยังคงถูกจัดเก็บแยกส่วนอยู่ในลักษณะ Data Silo หรือฐานข้อมูลที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อข้อมูลไม่สามารถไหลเวียนได้สะดวก การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาบริการใหม่ การสร้างนวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ก็มีข้อจำกัดตามไปด้วย

ที่สำคัญ ปัญหานี้ไม่ได้มีเพียงต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน แต่ยังมี "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" จากนวัตกรรม ผลิตภาพ และบริการใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้หากข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

ทำไมข้อมูลจึงมีคุณค่ามากกว่าที่คิด

ข้อมูลแตกต่างจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั่วไป

น้ำมันหนึ่งบาร์เรลถูกใช้แล้วหมดไป แต่ข้อมูลสามารถถูกนำมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง และในหลายกรณี ยิ่งมีการใช้งานมาก คุณค่าของข้อมูลกลับยิ่งเพิ่มขึ้น กล่าวคือ เมื่อมีข้อมูลมากขึ้น ระบบสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น เกิดการวิเคราะห์ที่แม่นยำขึ้น และสามารถพัฒนาบริการใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ระบบนำทาง การตรวจจับการทุจริตทางการเงิน การวิเคราะห์สุขภาพ หรือแม้แต่ AI ที่เรากำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

ในหลายกรณี ต้นทุนของการ "ไม่ใช้ข้อมูล" อาจสูงไม่แพ้ต้นทุนของการ "ใช้ข้อมูลผิด"

AI Economy ต้องการ Data Economy

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในการพัฒนา AI แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ AI ไม่ได้เติบโตจากอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว

AI ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาลในการเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาโมเดลให้มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ความสามารถในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องจึงกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

หากข้อมูลไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือองค์กรจำนวนมากเลือกที่จะไม่ใช้ข้อมูลเพราะความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ประเทศก็อาจสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนาคต

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยตรง

ในอนาคต ประเทศที่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และต่อยอด AI ได้เร็วกว่า อาจสามารถดึงดูดการลงทุน สร้างธุรกิจใหม่ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า

ขณะที่ประเทศที่ข้อมูลยังติดอยู่ในระบบปิดหรือถูกจำกัดการใช้งานมากเกินไป อาจเผชิญข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

ทำไม SME จึงได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถลงทุนในระบบบริหารจัดการข้อมูล จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และมีทีมงาน Cybersecurity รองรับได้

ในทางกลับกัน SME มักมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และความรู้เฉพาะทาง ทำให้ต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ามาก ขณะเดียวกัน SME ยังเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ลูกค้า การบริหารสต็อก การทำการตลาดดิจิทัล หรือการประยุกต์ใช้ AI

ในเศรษฐกิจยุคใหม่ ข้อมูลกำลังกลายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญไม่ต่างจากเงินทุนและแรงงาน

หาก SME ไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่อาจยิ่งกว้างขึ้นในอนาคต

หลายประเทศกำลังพยายามหาสมดุล

หลายประเทศเริ่มขยับจากแนวคิดที่เน้นการขออนุญาตทุกขั้นตอน ไปสู่แนวทางที่ให้ความสำคัญกับ "ความรับผิดชอบขององค์กร" (Accountability-Based Approach) มากขึ้น

แนวคิดนี้ไม่ได้ลดทอนความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูล แต่พยายามสร้างกลไกที่ทำให้ข้อมูลสามารถถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

สหภาพยุโรป: จากการคุ้มครองข้อมูลสู่การสร้างเศรษฐกิจข้อมูล

แม้ GDPR จะเป็นหนึ่งในกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดที่สุดในโลก แต่ในช่วงหลัง สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายเพิ่มเติม เช่น Data Governance Act และ Data Act เพื่อส่งเสริมการเข้าถึง การแบ่งปัน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างปลอดภัย

แนวคิดสำคัญคือ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังคงมีความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศก็ต้องสร้างกลไกที่ช่วยให้ข้อมูลสามารถไหลเวียนได้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนนวัตกรรม การแข่งขัน และการพัฒนา AI

สิงคโปร์: ความเป็นส่วนตัวและนวัตกรรมต้องไปด้วยกัน

สิงคโปร์เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะกฎหมาย PDPA ของสิงคโปร์ระบุเป้าหมายอย่างชัดเจนทั้งในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการสนับสนุนการใช้ข้อมูลเพื่อกิจกรรมทางธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพัฒนา Trusted Data Sharing Framework เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลระหว่างองค์กรอย่างปลอดภัย ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อพัฒนาสินค้า บริการ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยยังคงรักษาสิทธิของเจ้าของข้อมูลไว้

โจทย์สำคัญ คือ การออกแบบให้การคุ้มครองและการใช้ข้อมูลเดินไปพร้อมกัน

การออกแบบกฎระเบียบด้านข้อมูลเป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบง่าย

กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว แต่ก็อาจลดนวัตกรรมและการแข่งขัน ขณะที่การผ่อนคลายมากเกินไปก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนได้เช่นกัน

ดังนั้น เป้าหมายของนโยบายข้อมูลในอนาคตไม่ควรเป็นการเลือกระหว่าง "การคุ้มครองข้อมูล" กับ "การใช้ข้อมูล" แต่ควรเป็นการออกแบบระบบที่ทำให้ทั้งสองเป้าหมายสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะมี PDPA หรือไม่ แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูลสามารถถูกใช้ได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

ในอดีต ประเทศแข่งขันกันด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เงินทุน หรือแรงงาน แต่ในเศรษฐกิจดิจิทัล ความสามารถในการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน

เพราะข้อมูลที่ถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยแต่ไม่ถูกนำมาใช้ อาจไม่ต่างจากทรัพยากรที่มีค่า แต่ไม่เคยถูกนำมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจเลย

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333