Digital Business แนวทางและโมเดลธุรกิจดิจิทัลสำหรับ SME
SME KnowledgeSME Update

Digital Business แนวทางและโมเดลธุรกิจดิจิทัลสำหรับ SME

14 พ.ค. 2569
|
13

Digital Business หรือการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับแผนธุรกิจ เป็นกลยุทธ์การบริหารธุรกิจยุคใหม่ที่ SME ต่างให้ความสำคัญ เพื่อขยายฐานลูกค้า และลดต้นทุนในการดำเนินงาน ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานมีหลากหลายรูปแบบ โดยในบทความนี้จะพาทุกคนมาเจาะลึกการพลิกธุรกิจแบบดั้งเดิม มาสู่โมเดลธุรกิจดิจิทัล ด้วยการใช้เทคโนโลยีแบบง่าย ๆ เหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์

Digital Business ไม่ใช่แค่มีเพจ แต่คือการเปลี่ยนโมเดลรายได้ของธุรกิจ

Portrait Close up Smart Attractive Asian Business Female Smile With Confident Leadership Modern Office Background

หลายคนมักเข้าใจว่าการทำธุรกิจดิจิทัล (Digital Business) คือการทำเพจให้มีตัวตนบน Social Media เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วธุรกิจดิจิทัลเป็นการเปลี่ยนโมเดลของรายได้ โดยธุรกิจสามารถสร้างรายได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น แทนการพึ่งพาการขายสินค้า หรือบริการเพียงช่องทางเดียว ซึ่งมีการรับรายได้ในรูปแบบค่าโฆษณา ค่าสมัครสมาชิก ไปจนถึงการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายครั้ง

ประเภทของ Digital Business มีอะไรบ้าง?

โมเดลของ Digital Business มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น 

  • E-Commerce : โมเดลการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยขยายช่องทางเข้าถึงลูกค้า มาพร้อมกับระบบชำระเงินที่เบ็ดเสร็จในที่เดียว และมี Big Data สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า ซึ่ง Big data ถือเป็นข้อได้เปรียบในการวิเคราะห์ธุรกิจอย่างมาก เพราะมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่มากพอสำหรับคาดการณ์ความต้องการสินค้าในอนาคตได้

  • Subscription : เน้นสร้างรายได้จากการสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงบริการคุณภาพสูง ซึ่งธุรกิจที่ใช้โมเดลในรูปแบบดังกล่าว ช่วยให้คาดการณ์กระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น ผ่านการคำนวณจำนวนผู้ใช้บริการ โดยตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้โมเดลแบบ Subscription เช่น Netflix หรือ ธุรกิจผู้พัฒนา Generative AI อย่าง OpenAI เป็นต้น 

  • Marketplace : ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกันบนพื้นที่ดิจิทัล โดยจะจัดเก็บรายได้เป็นค่าธรรมเนียมต่อการซื้อรายครั้ง ตัวอย่างของธุรกิจกลุ่มดังกล่าว เช่น Airbnb, Grab, Shopee เป็นต้น

  • Freemium: กลยุทธ์การให้ใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานฟรีเพื่อสร้างฐานผู้ใช้งานในวงกว้าง ก่อนจะเสนออัปเกรดฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การใช้งาน Features ที่หลากหลายขึ้นในภายหลัง โดยตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้โมเดลดังกล่าว เช่น Spotify หรือ Canva เป็นต้น

  • Ad-supported : แพลตฟอร์มที่ให้ใช้งานฟรี แต่รับรายได้หลักมาจากค่าโฆษณา เช่น Facebook หรือ Youtube เป็นต้น

  • Digital Content : เป็นธุรกิจที่เน้นการขายสื่อทางด้านดิจิทัล โดยผู้ให้บริการสามารถรับรายได้ในรูปแบบทั้งการซื้อขาดเพียงครั้งเดียว และรายได้แบบต่อเนื่อง (recurring income) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายหนังสือ e-book ที่ผู้แต่งหนังสือสามารถรับรายได้จากการขายต่อเล่ม หรือรับรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ในหนังสือ เป็นต้น 

ธุรกิจที่มีตัวตนแค่บนออนไลน์ VS ทำ Digital Business ต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักเข้าใจว่าการมีเพจบน Social Media หรือมีร้านบนแพลตฟอร์ม E-commerce แล้ว จะถือว่าเป็น Digital Business ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เสมอไป เพราะธุรกิจที่แค่มีตัวตนทางออนไลน์ กับ Digital Business มีความแตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ระบบหลังบ้าน - ธุรกิจดิจิทัล จะเน้นใช้ระบบอัตโนมัติเป็นหลัก เช่น ใช้ Chatbot ในการตอบข้อสงสัยพื้นฐานของลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับการแก้ไขปัญหาในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่ธุรกิจที่แค่มีตัวตนทางออนไลน์จะยังใช้แอดมินที่เป็นแรงงานคนจัดการระบบต่าง ๆ อยู่ ซึ่งหากลูกค้าถามคำถามเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก แต่แอดมินมีเพียง 1 - 2 คน อาจไม่สามารถตอบคำถามลูกค้าได้ทัน สุดท้ายก็ต้องจ้างแอดมินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าได้รับการแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

  • การนำข้อมูลไปใช้งาน - ธุรกิจดิจิทัลจะใช้ข้อมูลของลูกค้าที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสร้างบริการที่ตอบโจทย์ในระดับรายบุคคล ในขณะที่ธุรกิจทั่วไปจะใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อการติดต่อสื่อสารเท่านั้น

  • การขยายขนาดธุรกิจ - การขยายขนาดของธุรกิจดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงานเสมอไป เพราะพนักงานจำนวนเท่าเดิม สามารถบริหารจัดการปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้ ด้วยโปรแกรมซอฟต์แวร์ แต่ถ้าเป็นธุรกิจทั่วไปที่ต้องการขยายขนาด เช่น ธุรกิจรับทำเฟอร์นิเจอร์ เมื่อมียอดสั่งจองมากขึ้น มักจะมีพนักงานเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับยอดสั่งซื้อของลูกค้าได้ทัน

4 โมเดลธุรกิจดิจิทัลยอดฮิตที่ SME ไทยเริ่มทำได้ทันที

การเป็น Digital Business ที่มีประสิทธิภาพ ควรเลือกโมเดลธุรกิจให้เหมาะสมกับสินค้าและบริการของตน โดย 4 โมเดลต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของโมเดลธุรกิจดิจิทัลที่ได้รับความนิยม และมีศักยภาพในการสร้างรายได้ในหลายอุตสาหกรรม

  • Recurring Income เปลี่ยนการขายครั้งเดียวเป็นระบบสมาชิก (Subscription) - ธุรกิจแบบดั้งเดิม มักประสบกับปัญหาลูกค้าไม่ยอมกลับมาซื้อซ้ำ ส่งผลทำให้มีรายได้ที่ไม่แน่นอน แต่โมเดลธุรกิจแบบดิจิทัล เราสามารถเปลี่ยนลูกค้าที่มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าเป็นครั้งคราว มาเป็นลูกค้าขาประจำได้ ผ่านระบบสมัครสมาชิก (Subscription) และจัดการเรียกเก็บเงินด้วยระบบ Automation ซึ่งจะช่วยลดภาระงาน และวางแผนบริหารกระแสเงินสดได้ในระยะยาว 

ซึ่ง SME สามารถเริ่มจากการออกแบบแพ็กเกจรายเดือนหรือบริการแบบสมาชิก และใช้ระบบชำระเงินอัตโนมัติเพื่อลดภาระงาน พร้อมช่วยให้บริหารรายได้ได้ต่อเนื่องมากขึ้น

  • Direct-to-Consumer (D2C) ตัดตัวกลางออกเพื่อเข้าถึงใจลูกค้าและ Data ที่แท้จริง - โมเดล D2C คือ โมเดลธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยตรง ผ่านร้านค้า, เว็บไซต์หรือผ่านแอปพลิเคชันของธุรกิจนั้น ๆ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ช่วยให้ธุรกิจเก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า และเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้ 

โดยข้อมูลที่ได้รับนี้สามารถนำไปเก็บไว้อย่างเป็นระบบในฐานข้อมูล Data warehouse และนักการตลาดสามารถนำข้อมูลที่ได้มาสร้างแคมเปญทางโฆษณา เพื่อนำเสนอสินค้าที่ตรงใจลูกค้าแบบรายบุคคลได้ สำหรับ SME สามารถสร้างช่องทางขายของตัวเองผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์ม e-Commerce ควบคู่กับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อนำไปทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคลและสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

  • Asset-Light Model เน้นการเชื่อมต่อและให้บริการผ่านแพลตฟอร์มโดยไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก - โมเดลธุรกิจ Asset - Light Model เน้นการบริหารโดยลดการถือครองสินทรัพย์ถาวร เช่น ลดการซื้อสินค้าคงคลัง โดยใช้ซอฟต์แวร์บริหารคลังสินค้า เพื่อให้เห็นข้อมูลสินค้าได้แบบเรียลไทม์ หรือผู้ให้บริการร้านอาหารในแพลตฟอร์ม Grab Food, Line man ก็สามารถขายอาหารทางออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องเช่าหน้าร้านจริง ๆ 

ซึ่งโมเดลธุรกิจดังกล่าวเหมาะกับกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Digital Nomad อย่างมาก เพราะสามารถบริหารงานได้ทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ โมเดลนี้สำหรับ SME เหมาะกับการลดต้นทุน โดยอาจใช้รูปแบบ dropship หรือ pre-order และใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยบริหารสินค้าและคำสั่งซื้อ โดยไม่ต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก

  • เปลี่ยนผู้ติดตามให้เป็นลูกค้าประจำด้วย Social Commerce - เป็นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง (เช่น TikTok Shop, Facebook หรือ LINE Shopping) ซึ่งรวมขั้นตอนการค้นหา การรีวิว ไปจนถึงการชำระเงินไว้ในที่เดียว 

โดยหัวใจสำคัญของ Digital Business แบบ Social Commerce คือการใช้ความคุ้นเคยส่วนบุคคล ในการเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้า โดย SME สามารถเริ่มจากการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ใช้ฟีเจอร์ขายของในแพลตฟอร์ม และสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้าในระยะยาว

Digital Trust ในยุค ESG ความเชื่อมั่นที่สร้างโอกาสในการขาย

Businessmen Elegant Suits Business Meeting Discussing New Project Office

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจดิจิทัล (Digital Business) เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การมีความรู้ ความเข้าใจในเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ Digital Trust ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดย Digital Trust คือ ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อบริการออนไลน์ของเราว่าสามารถใช้งานได้จริง และมีความโปร่งใส โดยองค์ประกอบของ Digital Trust มีดังต่อไปนี้ 

  • Security (ความมั่นคงปลอดภัย): การวางระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่เข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะทำงานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยจากการถูกบุกรุก ซึ่งเจ้าของธุรกิจสามารถสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ระบบออนไลน์ของตนเองได้ ผ่านการใช้งานระบบ Cloud ของ Digital Enabler ที่เป็นตัวอย่างของผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน เช่น AWS หรือ Microsoft Azure

  • Privacy (ความเป็นส่วนตัว): การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมายและจริยธรรม โดยลูกค้าต้องมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนจะไม่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือรั่วไหลไปสู่บุคคลภายนอก

  • Transparency (ความโปร่งใส): การเปิดเผยนโยบายและขั้นตอนการจัดการข้อมูลอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้ใช้งานรับทราบว่าข้อมูลของพวกเขาถูกจัดเก็บและนำไปใช้ทำอะไรบ้าง

  • Governance & Ethics (ธรรมาภิบาลและจริยธรรม): การมีหลักการกำกับดูแลที่ดี (Data Governance) และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรม เป็นส่วนสำคัญของหลัก ESG เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางดิจิทัลในทุกขั้นตอน

3 เช็กลิสต์สำคัญ ก่อนพาธุรกิจก้าวสู่ Digital Business

การนำองค์กรไปสู่ ธุรกิจดิจิทัล (Digital Business) จะต้องผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรใน 3 มิติหลัก เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

People 

องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงาน เพื่อให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องเสริมทักษะใหม่ทางด้านดิจิทัล ด้วยการให้ทุนการศึกษา หรือให้เงินสนับสนุนในการฝึกอบรมหลักสูตรเทคโนโลยีระยะสั้น และสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้พนักงานกลายเป็นกลไกหลักที่พร้อมใช้งานเทคโนโลยี 

Risk

เมื่อองค์กรเข้าสู่ Digital Business อย่างเต็มตัว ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ องค์กรควรมีมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วไหลที่เข้มงวด และระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการทำงานไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Digital Trust ให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าและบริการอีกด้วย

Investment

การลงทุนในเทคโนโลยีควรทำอย่างชาญฉลาด โดยเน้นเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันภายในองค์กร ซึ่งการวางแผนงบประมาณที่ชัดเจนจะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

Digital Business ไม่ใช่จุดหมาย แต่คือการเดินเกมระยะยาวของธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล (Digital Business) เจ้าของธุรกิจควรเลือกใช้ให้เหมาะกับบริบท SME และวางแผนพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการเริ่มต้นจากการปรับทัศนคติของบุคลากร และลงทุนในเทคโนโลยีที่สร้างประสิทธิภาพต่อองค์กรได้จริง อย่างไรก็ตามความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะหากข้อมูลของลูกค้ารั่วไหล ก็ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ด้วยเหตุนี้เจ้าของธุรกิจ ก็ควรวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เพื่อสร้าง Digital Trust ให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งาน ลูกค้า และคู่ค้าขององค์กร

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ต้องมีแอปของตัวเองไหม ถึงจะเป็น Digital Business?

ไม่จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชันเป็นของตัวเอง เพราะการเป็น Digital Business ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้น ๆ สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน เพื่อสร้างมูลค่าได้จริงหรือไม่ ซึ่ง SME ขนาดเล็กหลายราย ก็ถือว่าเป็น Digital Business ด้วยการใช้ Social Commerce เป็นแพลตฟอร์มการขายสินค้า และมีระบบซอฟต์แวร์ในการจัดการการเงิน, สต็อกสินค้า และระบบจัดการเงินเดือนพนักงานอยู่หลังบ้าน

ธุรกิจขนาดเล็กต้องทำ PDPA เท่าองค์กรใหญ่ไหม?

โดยปกติแล้วการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึก จะต้องมีขั้นตอนการดำเนินการที่สอดคล้องกับ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แต่ทั้งนี้ธุรกิจขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องทำ PDPA เต็มรูปแบบเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ 

ทำ Digital Business แล้วต้องลดคนจริงไหม?

การทำ Digital ไม่จำเป็นต้องลดคนเสมอไป เพราะเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในส่วนของงานที่ทำซ้ำ ๆ เช่น การคีย์ข้อมูล และพนักงานก็สามารถใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์หาข้อมูลค้าเชิงลึก หรือวางแผนกลยุทธ์การตลาด

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333