แตกไลน์สินค้า vs. บุกตลาดใหม่ เลือกเกมที่ใช่ให้ธุรกิจเติบโต
ในโลกธุรกิจจริง การขยายกิจการไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียว แต่ก็ไม่ใช่ทุกเส้นทางที่จะเหมาะสำหรับทุกองค์กรเช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจ ผู้บริหารจึงต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ปีนี้คุณจะเติบโตด้วยการ “ขายสินค้าใหม่ให้กับคนเดิม” หรือ “เอาสินค้าเดิมไปขายให้คนใหม่ ๆ” เพราะการเลือกให้ถูกทาง คือทางลัดสู่ความสำเร็จ ในขณะที่การเลือกผิดอาจหมายถึงการเสียโอกาสไปอย่างมหาศาล
บทความนี้จะพาคุณมากางแผนที่กลยุทธ์ ด้วยแนวคิด Ansoff Matrix เพื่อค้นหา Winning Zone ของธุรกิจคุณ พร้อมวิเคราะห์เงื่อนไขความพร้อมเชิงทรัพยากร และถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาธุรกิจไทยที่เลือกกลยุทธ์การขยายธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน โดยจะเน้นวิธีการที่ SME สามารถนำไปปรับใช้ต่อได้จริง
รู้จักกรอบแนวคิด Ansoff Matrix 4 ทิศทางการเติบโตของธุรกิจ ฉบับเข้าใจง่าย
Ansoff Matrix คือ กรอบแนวคิดสุดคลาสสิกที่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจผ่าน 2 แกนหลัก คือ สินค้า (เดิม/ใหม่) และตลาด (เดิม/ใหม่) เมื่อจับคู่กัน จะเกิดเป็น 4 ทิศทางการเติบโต ได้แก่
-
Market Penetration การเจาะตลาดเดิมให้ลึกขึ้น
-
Product Development การแตกไลน์สินค้า ขายให้ลูกค้าเดิม
-
Market Development การบุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าเดิม
-
Diversification การแตกไลน์ธุรกิจ บุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าใหม่
เพื่อเน้นไปที่บริบทของธุรกิจ SME บทความนี้โฟกัสกลยุทธ์ที่ทรงพลังและนำไปใช้ได้จริงมากที่สุด คือ Product Development และ Market Development พร้อมต่อยอดไปสู่ Diversification สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้าง S-Curve ใหม่อย่างจริงจัง
เส้นทางที่ 1: Product Development (การแตกไลน์สินค้าใหม่ ขายให้ลูกค้าเดิม)
การแตกไลน์สินค้า คือการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่จากความเข้าใจเชิงลึกของลูกค้าปัจจุบัน เพื่อเพิ่มมูลค่าตลอดอายุความสัมพันธ์ (Customer Lifetime Value: LTV) แทนที่จะวิ่งหาลูกค้าใหม่อย่างเดียว ฉะนั้น กลยุทธ์แตกไลน์สินค้าที่ดีจึงต้องเริ่มจาก Insight ไม่ใช่ไอเดียลอย ๆ
จุดแข็งเชิงโครงสร้าง
-
Trust พร้อมใช้งาน ลูกค้าเชื่อในแบรนด์อยู่แล้ว จึงสามารถลดแรงต้านการลองสินค้าใหม่ ๆ ได้
-
ต้นทุนการขายต่ำ เพราะใช้ฐานข้อมูลเดิม เช่น CRM, LINE OA หรือ Membership แทนการยิงแอดหาคนใหม่
-
Learning Loop เร็ว ฟีดแบ็กจากลูกค้าเดิมช่วยให้แบรนด์สามารถปรับสินค้าได้ไว ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น
กลยุทธ์การแตกไลน์สินค้า เหมาะกับใคร?
-
ธุรกิจที่มี Brand Loyalty สูง
-
ธุรกิจที่มี Data ลูกค้า และเข้าใจ Pain Point เชิงพฤติกรรม
-
ทีมที่มีความสามารถด้าน R&D และ Service Design
แนวทางการแตกไลน์สินค้าใหม่ให้สำเร็จ
-
ใช้ Map Customer Journey ปัจจุบัน เพื่อหา Pain Point หรือช่องว่างที่ลูกค้ายังต้องพึ่งพาอย่างอื่นอยู่ ซึ่งมักเป็นโอกาสของการแตกไลน์ธุรกิจหรือสินค้าใหม่
-
Co-create กับลูกค้าหลัก โดยดึงลูกค้าประจำหรือกลุ่ม Top User มาร่วมทดลองและให้ฟีดแบ็กตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการตลาด
-
ใช้ Bundle Strategy คือ นำสินค้าใหม่ไปขายพ่วงกับบริการหรือสินค้าหลักที่ลูกค้าคุ้นเคย เพื่อลดแรงต้านในการลองซื้อ และทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น
-
ทดลองแบบ MVP (Minimum Viable Product) โดยเปิดตัวเวอร์ชันที่จำเป็นก่อน เพื่อตรวจสอบ Demand จริง วัดผลจากยอดขายและฟีดแบ็ก แล้วค่อยตัดสินใจลงทุนต่อหรือปรับทิศทาง
เส้นทางที่ 2: Market Development (การขายสินค้าเดิมให้ลูกค้าใหม่)
การบุกตลาดใหม่ คือการนำสินค้าที่ “นิ่ง” และได้ผลตอบรับดีจากตลาดแล้วไปขายในพื้นที่ กลุ่มลูกค้า หรือช่องทางใหม่ ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ให้เต็มที่ โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนด้านการผลิต
จุดแข็งเชิงโครงสร้าง
-
Hero Product แข็งแรง คุณภาพและต้นทุนมีความเสถียร
-
กำไรเพิ่มตามปริมาณ ยิ่งขายมาก ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งต่ำ
-
โฟกัสชัด ไม่ต้องกระจายทรัพยากรไปพัฒนาสูตรใหม่
กลยุทธ์การบุกตลาดใหม่ เหมาะกับใคร?
-
ธุรกิจที่มีกำลังการผลิตเหลือ
-
ธุรกิจที่มีมาตรฐานคุณภาพรองรับ Modern Trade หรือการส่งออก
-
ทีมที่มีทักษะด้าน Sales, Distribution และ Partnership
แนวทางการบุกตลาดใหม่ให้สำเร็จ
-
Re-segment ตลาดใหม่ แยกลูกค้าใหม่ออกจากกลุ่มเดิมอย่างชัดเจน ทั้งกำลังซื้อ พฤติกรรมการตัดสินใจ และช่องทางที่เข้าถึง เพื่อไม่ใช้กลยุทธ์การขายแบบเดียวกับตลาดเดิม
-
Localize Message ปรับวิธีเล่าเรื่อง คุณค่า และเหตุผลในการซื้อให้ตรงกับบริบทของตลาดใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวสินค้า
-
เลือกช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงได้ไวและต้นทุนทดลองต่ำ เช่น Marketplace หรือพาร์ตเนอร์ค้าส่ง ก่อนจะขยายกิจการไปสเกลที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น
-
บริหาร Cash Flow วางแผนเงินสดให้รองรับรอบเครดิตและต้นทุนแฝงของตลาดใหม่ เพราะยอดขายโตแต่เงินไม่เข้า คือความเสี่ยงหลักของการบุกตลาดใหม่
เส้นทางที่ 3: Diversification (การแตกไลน์ธุรกิจ บุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าใหม่)
Diversification คือการแตกไลน์ธุรกิจใหม่โดยไม่พึ่งพารายได้เดิม เป็นเกมที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ถ้าประสบความสำเร็จ ผลตอบแทนก็สูงมากเช่นกัน หากธุรกิจเดิมของคุณเริ่มตัน หรือองค์กรต้องการ Disrupt ตัวเองก่อนถูกปัจจัยภายนอก Disrupt เส้นทางนี้ตอบโจทย์อย่างยิ่ง
จุดแข็งเชิงโครงสร้าง
-
ลดการพึ่งพาความเสี่ยงเดิม สร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาวะตลาด
-
โอกาสเติบโตแบบ Exponential ไม่ถูกจำกัดด้วยเพดานของตลาดเดิม
-
ดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ (Know-how, Data, Capital) มาต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างมูลค่าสูงกว่าเดิม
กลยุทธ์การแตกไลน์ธุรกิจ เหมาะกับใคร?
-
ธุรกิจที่ Cash Flow แข็งแกร่ง
-
ผู้บริหารที่สามารถยอมรับความไม่แน่นอนได้
-
ธุรกิจที่มีทีม Venture หรือ Innovation แยกจาก Core
แนวทางการแตกไลน์ธุรกิจให้สำเร็จ
-
แยกทีม–งบ–ตัวชี้วัด ออกจากธุรกิจหลัก ตั้งทีมและงบประมาณเฉพาะสำหรับธุรกิจใหม่ พร้อม KPI ที่เหมาะกับช่วงทดลอง
-
ทดสอบตลาดด้วย Digital Channel เช่น Marketplace, Social Media หรือ Influencer เพื่อพิสูจน์ Demand ที่แท้จริงก่อนลงทุนหนัก
-
กำหนด Kill Criteria หากไม่ถึงเป้า วางเงื่อนไขล่วงหน้าว่าถ้าไม่บรรลุเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนด จะหยุดหรือปรับทิศทางทันที เพื่อควบคุมความเสี่ยงและรักษาเงินสดขององค์กร
Checklist เจาะลึกธุรกิจคุณ ปีหน้าควรโตทางไหนดี?
ก่อนตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์การขยายธุรกิจ ผู้บริหารควรประเมินสภาพความพร้อมขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นทีม เงินสด โมเดลรายได้ หรือเพดานการเติบโตของธุรกิจเดิม เพราะการเลือกเส้นทางผิดจะไม่ได้ทำให้แค่ธุรกิจโตช้า แต่อาจส่งผลให้ธุรกิจเสียสมดุลทั้งระบบ
ตารางด้านล่างช่วยให้คุณมองเห็นภาพชัดขึ้นว่า วันนี้ธุรกิจของคุณเหมาะที่จะโตทางไหน โดยให้ประเมินแต่ละแถวตามความจริงของธุรกิจ แล้วดูว่าคอลัมน์ใด “ตรง” กับสภาพองค์กรมากที่สุด นั่นคือทิศทางที่ควรโฟกัสก่อน
|
คำถามประเมิน |
Product Development |
Market Development |
Diversification |
|---|---|---|---|
|
ทีมถนัดอะไร |
R&D / Service Design |
Sales / Distribution |
Strategy / Venture / Innovation |
|
ลูกค้าเดิม |
รักแบรนด์ ซื้อซ้ำสูง |
เริ่มอิ่มตัว |
ไม่ใช่ฐานหลักอีกต่อไป |
|
สินค้า |
ต่อยอดได้อีก |
นิ่ง แข็งแรง |
ต้องสร้างใหม่ |
|
กำลังผลิต |
จำกัด |
เหลือ |
ไม่เกี่ยวกับ Core เดิม |
|
Cash Flow |
พอหมุน |
แข็งแรงระดับขยายได้ |
แข็งแรงและรับความเสี่ยงได้ |
|
เป้าหมายการโต |
เพิ่ม LTV |
เพิ่ม Scale |
สร้าง S-Curve ใหม่ |
|
ระดับความเสี่ยง |
ต่ำ–กลาง |
กลาง |
สูง |
หากธุรกิจของคุณยังมีฐานลูกค้าที่แข็งแรง Product Development จะช่วยรีดมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่คุณถนัดอยู่แล้ว
หากสินค้าพิสูจน์ตลาดได้ชัดและกำลังผลิตพร้อม Market Development คือทางลัดสู่การขยายสเกล
แต่ถ้าธุรกิจเดิมเริ่มชนเพดาน และคุณมีเงินทุนพร้อมรับความเสี่ยง Diversification คือการลงทุนเพื่ออนาคต มากกว่าการไล่ยอดขายระยะสั้น
ทั้งนี้ SME ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ย่อมไม่ได้เก่งทุกทางพร้อมกัน แต่เลือกทางที่ “ได้เปรียบที่สุด” ในแต่ละช่วงเวลา แล้วโฟกัสให้เต็มที่ในเส้นทางนั้น
บทสรุป: เลือกสนามที่คุณ “ได้เปรียบ” แล้วไปให้สุด
ในความเป็นจริง ไม่มีโมเดลการเติบโตใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ มีเพียงกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับทรัพยากร โครงสร้าง และจังหวะขององค์กรในช่วงเวลาดังกล่าวมากที่สุดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการแตกไลน์สินค้า การบุกตลาดใหม่ หรือการกระจายความเสี่ยงด้วยการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง หากถูกใช้ในบริบทที่ถูกต้อง
ที่สำคัญคือการรู้จักตัวเองให้ชัด ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงตรงไหน มีข้อจำกัดอะไร และรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน เมื่อเลือก “สนาม” ที่คุณได้เปรียบแล้ว การทุ่มทรัพยากร โฟกัสทีม และวางระบบให้สอดคล้องกับกลยุทธ์นั้น จะให้ผลลัพธ์ดีกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน
สุดท้ายนี้ เลือกเส้นทางที่ใช่ในเวลาที่เหมาะ แล้วเดินให้สุดทางนั้น ธุรกิจจะไม่เพียงแค่โตไว แต่ยังแข็งแรงและพร้อมรับโอกาสใหม่ในระยะยาวอีกด้วย
ข้อมูลอ้างอิง
-
An introduction to Growth Strategy. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://kpmg.com/th/en/home/insights/2022/05/an-introduction-to-growth-strategy.html.
-
How to Choose The Right Growth Strategy. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://nhtechalliance.org/how-to-choose-the-right-growth-strategy/.
-
The Ansoff Matrix: A Tool for Business Growth. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://exitadvisory.com.au/the-ansoff-matrix-a-tool-for-business-growth/.
-
Market Expansion vs. Product Innovation: Best Growth Strategy. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://doubleironconsulting.com/market-expansion-versus-product-innovation/.