บทเรียนที่ล้มเหลวของเขต ศก.พิเศษไทย
ภายหลังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ร่วมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
(AEC) เมื่อต้นปี 2558 โดยมีเป้าหมาย คือ
การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ภายใต้การเคลื่อนย้ายสินค้าและปัจจัยการผลิตเสรี
นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อรองรับตลาดเออีซี
ด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมด้านเศรษฐกิจทุกด้าน
ทำให้กลุ่มชาติอาเซียนต้องเร่งตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวตะเข็บชายแดนเพื่อสร้างความโดดเด่นดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะสูง โดยรัฐบาลแต่ละประเทศมอบเงื่อนไขและสิทธิพิเศษด้านภาษีมากมาย
ที่ผ่านมาประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่คิดว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษมีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วในภูมิภาคอาเซียนมีเขตเศรษฐกิจพิเศษก่อตั้งขึ้นร่วมทั้งสิ้นกว่า 60 ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศ สปป.ลาว และกัมพูชา รวมกันถึง 42 แห่ง
ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลค์ Facebook bangkokbanksme
ประเทศที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นอันดับ
1 ของอาเซียน คือ สปป.ลาว ตั้งแต่ปี 2554 ทางรัฐบาล สปป.ลาว
มีนโยบายจัดตั้งทั้งหมด 40 แห่ง ซึ่งที่ผ่านมาประกาศอนุมัติดำเนินการแล้ว 10 แห่ง
ที่สำคัญ 9 ใน 11 แห่งนี้ ล้วนมีอาณาเขตติดประเทศไทย ทั้งสิ้น เช่น
1.เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน
2.เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อแตนแดนคา
3.เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคา
4.เขตเศรษฐกิจเฉพาะเวียงจันทน์-โนนทอง
5.เขตเศรษฐกิจเฉพาะเนละมิด
6.เขตเศรษฐกิจเฉพาะพูเขียว
7.เขตพัฒนารวมไซเสดถา
8.เขตเศรษฐกิจเฉพาะ บึงธาตุหลวง
9.เขตเศรษฐกิจเฉพาะลองแทงห์ และ
10.เขตเศรษฐกิจเฉพาะท่าแขก
ด้านประเทศไทยรั้งอันดับ 2
มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 แห่งที่ผ่านมติเห็นชอบจากรัฐบาล ประกอบด้วย
1.แม่สอด จังหวัดตาก
2.จังหวัดมุกดาหาร
3.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
4.คลองใหญ่ จังหวัดตราด
5.สะเดา จังหวัดสงขลา
6.แม่สาย เชียงแสน เชียงของ
จังหวัดเชียงราย
7.เมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
8.เมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
9.จังหวัดกาญจนบุรี และ สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส
ขณะที่กัมพูชา
มีเขตเศรษฐกิจติอชายแดนไทยประเทศละ 2 แห่ง
คือ
1.ปอยเปต Poipet Special Economic Zone ห่างจากชายแดนประเทศไทยที่จังหวัดสระแก้วเพียง
13 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมืองปอยเปต จังหวัดบันตันเมียนเจย
2.เกาะกง มีเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ 4 แห่ง ตั้งมา 8 ปีแล้ว แต่ไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อชายแดนไทย(จังหวัดตราด)มากนัก ยกเว้นเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกงที่ติดกับอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งที่นี่มีพื้นทีประมาณ 2,100 ไร่ มีโรงงานจากทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่นเข้าไปตั้งฐานการผลิตเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา ชิ้นส่วนรถยนต์ ส่วนประเทศเมียนมา มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเพียงแห่งเดียว คือ เมียวดี หรือ Myaowaddy Special Economic Zone ตรงข้ามอ.แม่สอดจ.ตาก ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเป็นรูปธรรม เพราะส่วนใหญ่มีเป้าหมายต้องการดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเชื่อมโยงการค้าตลาดโลก
ปัญหาหลักในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย
นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า
ปัญหาหลักๆที่ทำให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง ขับเคลื่อนได้ช้า
มาจากปัญหาหลักๆ คือ
1.กฎกระทรวงมหาดไทย
ที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 พ.ค.2560 ห้ามก่อสร้างอาคารต่างๆที่มีขนาดเกิน 500
ตารางเมตร ซึ่งมีประมาณ 4-5 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 4-5 แห่งที่ติดปัญหานี้
ซึ่งจะต้องรอกฎหมายผังเมืองออกมาจึงจะแก้ปัญหาได้ในระยะยาว
2.ในพื้นที่สร้างนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง ติดปัญหาชุมชน
ทำให้จัดหาที่ดินในการนำมาใช้ได้ล่าช้า เช่น นิคมฯแม่สอด จ.ตาก พึ่งจะแก้ปัญหาได้
ซึ่ง กนอ. ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี ในการพัฒนานิคมฯ จึงทำให้เอกชนเข้าไปลงทุนได้ช้า
3.ถนนในบางพื้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ
ซึ่งต้องใช้เวลา รวมทั้งยังมีปัญหาการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการเปิดด่านถาวร
4.ประกาศมาตรการสนับสนุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ) เป็นแบบต่ออายุปีต่อปี ซึ่งล่าสุดมาตรการส่งเสริมที่จะหมดอายุในปี 2560
บีโอไอ ก็ต่อให้อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดในปี 2561 ซึ่งควรจะปรับเป็นมาตรการระยะยาวมีอายุ
5 ปี
5.กฎระเบียบต่างๆยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น
รถขนส่งสินค้าข้ามไปเมียนมาจะต้องทำวีซ่า ต้องทำเป็นหนังสือผ่านแดน (Border Pass) ซึ่งจะเปิดทำการช่วง
8.30 น. แต่ด่านชายแดนเปิดทำการตั้งแต่ 05.30 น.
ทำให้มีรถบรรทุกจำนวนมากต้องไปจอดรอติดขัดที่ด่านชายแดน
รวมทั้งไทยยังไม่อนุญาตให้รถบรรทุกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา
ทำให้ต้องจอดขนถ่ายสินค้าเกิดความติดขัดหน้าด่าน ทำให้การจนส่งต่างๆยากลำบาก
6.ปัญหาการแลกเปลี่ยนเงินต่างชาติเป็นเงินบาท ไม่เป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ทำให้นักลงทุนต่างชาติแห่เข้าไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน
ก่อนหน้านี้ นายเกรียงไกร
เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า
สาเหตุหลักที่นักลงทุนต่างชาติและไทยเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนน้อย
เนื่องจากเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ยังไม่สามารถตอบโจทย์ของนักลงทุนได้ดีพอ
โดยเฉพาะในเรื่องของราคาค่าเช่าที่ดินที่ยังสูงเกินไป
เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านค่าเช่าที่ดินถูกและยังเปิดโอกาสให้ต่างชาติเช่านานถึง
99 ปี เหตุนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติรวมทั้งไทยหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน
จากปัญหาดังกล่าวทำให้การขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษตามตะเข็บบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นไปอย่างล่าช้า เช่น
เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร ไม่มีนักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุน หรือเข้าไปพัฒนาที่ดินในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
เป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง
ด้านนายสมศักดิ์ สีบุญเรือง เลขาธิการหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร ยอมรับว่าเป็นเพราะทำเลที่ตั้งไม่โดดเด่นนั้นเอง ทำให้กรมธนารักษ์เตรียมเปิดสรรหาผู้ลงทุนพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้อีกครั้ง หลังจากเปิดมา 2 ครั้งไม่มีคนสนใจ แต่หากครั้งนี้เอกชนยังเมินเฉยทางออกที่วางแผนไว้คือให้ทางเอกชนในท้องถิ่นเป็นผู้บริหารจัดการ หรืออาจจะให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อตอบสนองเป็นเขตปลอดภาษี โกดังคลังสินค้า และรองรับการเป็นท่าเรือบก
ลงทุนเพื่อนบ้านได้ประโยชน์มากกว่า
ไม่เพียงแต่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหารเท่านั้นได้พัฒนาเป็นไปด้วยความล่าช้า
จ.ตราด ตาก สระแก้ว และสงขลา ก็ไปไม่ถึงไหน
สาเหตุหลักเพราะนักลงทุนไทยและต่างชาติให้ความสนใจในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนน้อยมาก
เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นนของกลุ่มผู้ประกอบการชายแดนเองก็มองว่าการที่นักลงทุนไทยและต่างชาติออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพราะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากกว่า
ทั้งสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของประเทศเพื่อนบ้าน และการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากประเทศผู้นำเข้าต่างๆ รวมทั้งค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าลงทุนในประเทศไทย เช่น การลงทุนที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน แม้จะมีมาตรการส่งเสริมด้านต่างๆ แต่ก็ได้น้อยกว่าการไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน นี่คือจุดเสียเปรียบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทยยังสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้
เขตศก.พิเศษอิสกันดาร์มาเลเซียตัวแห่งความสำเร็จ
เขตเศรษฐกิจพิเศษอิสกันดาร์ มาเลเซีย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ในรัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซียที่ติดกับสิงคโปร์ โดยใช้เงินลงทุนไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและสิงคโปร์มาลงทุนด้วย โดยตั้งเป้าว่าพื้นที่นี้จะสามารถสร้างเงินให้ได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปีในอนาคตข้างหน้า
นี่คือบทเรียนการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของมาเลเชียที่ขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมที่กลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันควรนำเอาโมเดลดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องวางยุทธศาสตร์การบริหารการจัดการครอบคลุมทุกด้านเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกจะเข้าไปลงทุนด้วยถึงจะประสบความสำเร็จ