เจาะลึก Fluid Life Stages เมื่อลูกค้าไม่ใช้ชีวิตตามสเต็ปเดิมอีกต่อไป
SME KnowledgeSME Update

เจาะลึก Fluid Life Stages เมื่อลูกค้าไม่ใช้ชีวิตตามสเต็ปเดิมอีกต่อไป

31 ต.ค. 2569
|
18

เจาะลึก Fluid Life Stages เส้นทางชีวิตแบบใหม่

ภาพจำของเส้นทางชีวิตสูตรสำเร็จที่เรียนจบ ➔ ทำงาน ➔ แต่งงานเมื่ออายุ 30 ปี ➔ ซื้อบ้าน ➔ เกษียณวัย 60 ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยทางเลือก ผู้บริโภคเลือกที่จะฉีกตำราสเต็ปชีวิตเดิมทิ้ง แล้วลุกขึ้นมาออกแบบจังหวะชีวิตในแบบฉบับของตัวเองอย่างอิสระ

ปรากฏการณ์นี้คือแนวคิดเรื่อง Fluid Life Stages หรือภาวะที่ช่วงวัยและวิถีชีวิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จนทำให้ตารางชีวิตแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่เจ้าของธุรกิจ SME ต้องลุกขึ้นมาปรับมุมมองการตลาดครั้งใหญ่

เมื่อจังหวะชีวิตลูกค้าเปลี่ยน โอกาสที่ SME จะพลิกความคล่องตัวสู่ “ความได้เปรียบ”

การตลาดไม่จำกัดวัย โอกาสใหม่ SME

เมื่อสเต็ปชีวิตแบบเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์ผู้คน รายงานจาก Mintel และ BCG สะท้อนแนวโน้มของ “The Extended Middle” หรือช่วงกลางชีวิตที่ยาวนานขึ้น คนวัย 40–50 ปีจำนวนหนึ่งเริ่มต้นสิ่งใหม่ ขณะที่ Gen Z ก็เริ่มสร้างธุรกิจและออกแบบเส้นทางอาชีพของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย 

การแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วย “ช่วงอายุ” เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ เพราะคนวัยเดียวกันอาจมีไลฟ์สไตล์ ความต้องการ และเป้าหมายชีวิตแตกต่างกัน

สถิติสะท้อนความยืดหยุ่นของชีวิต (Fluid Life Stages) ในสังคมไทย

ปรากฏการณ์ความยืดหยุ่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับโลก แต่กำลังเปลี่ยนภาพรวมของสังคมไทยเช่นกัน เมื่อผู้คนเลือกที่จะ “ออกแบบจังหวะชีวิตของตัวเอง” มากกว่าจะเดินตามสเต็ปเดิมของสังคม ตัวเลขสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • การก้าวออกจากสเต็ปความสัมพันธ์แบบเดิม รูปแบบการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ของคนไทยมีความหลากหลายมากขึ้น โดยสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า การจดทะเบียนสมรสมีแนวโน้มลดลง ขณะที่การหย่าร้างเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ สัดส่วนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นจาก 24.6% ในปี 2565 เป็น 26.5% ในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นโอกาสให้ธุรกิจพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายยิ่งขึ้น

  • ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาชีวิต ความยืดหยุ่นนี้สะท้อนผ่านวิถีชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ในปี 2565 กลุ่มครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวและมีอายุต่ำกว่า 25 ปี มีสัดส่วนการอยู่อาศัยในห้องชุด เช่น อพาร์ตเมนต์ แฟลต หรือคอนโดมิเนียม อยู่ที่ 61.8% นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางกลุ่มยังเลือกนิยามคำว่า “ครอบครัว” ผ่านการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว รวมถึงให้ความสำคัญกับการวางแผนสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านการทำประกันชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย โดยไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวัยเกษียณ

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เปิดโอกาสทางการตลาดให้ SME ใช้ความคล่องตัวสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่คนเดียว ซึ่งมีรูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการที่แตกต่างจากครัวเรือนขนาดใหญ่ ขณะที่สินค้าและบริการบางประเภทในตลาดยังมุ่งตอบโจทย์ครอบครัวเป็นหลัก SME จึงสามารถพัฒนาสินค้าขนาดสำหรับ 1 คน (Single-Portion) บริการตามความต้องการ (On-Demand) หรือแพ็กเกจที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามจังหวะชีวิต เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และสร้างโอกาสเติบโตให้กับธุรกิจ

ตลาดยุค Fluid Life Stages จึงไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่คือตลาดในกระแสหลักที่พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจที่ปรับตัวไวและกล้าก้าวข้ามกรอบเรื่องอายุอย่างแท้จริง

จาก ‘Age’ สู่ ‘Moment & Mindset’ 4 มิติใหม่ของการเข้าใจผู้บริโภคยุคไร้กรอบ

4 มิติใหม่ของการเข้าใจผู้บริโภคยุค Fluid Life Stages

รู้หรือไม่? การแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วย “อายุ” เพียงอย่างเดียว อาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลจาก Amazon Ads พบว่า ผู้บริโภค 4 ใน 5 คนที่เข้าร่วมการสำรวจมองว่าทัศนคติและวิธีคิด (Mindset) สะท้อนตัวตนได้ชัดเจนกว่าอายุ อีกทั้งยังพบว่าผู้บริโภคมีความรู้สึกเชื่อมโยงกับกลุ่มหรือชุมชนที่ตนมีส่วนร่วมมากกว่าการเชื่อมโยงผ่านกลุ่มเจเนอเรชันเดียวกันถึง 2.2 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าใจผู้บริโภคไม่ควรจำกัดอยู่เพียงช่วงอายุ เพื่อก้าวทันพฤติกรรมผู้บริโภค SME จึงควรเปลี่ยนจากการมองแค่ “อายุ” มาทำความเข้าใจ “จังหวะชีวิต” และ “วิธีคิด” ของลูกค้า ผ่าน 4 มิติหลักต่อไปนี้

1. โฟกัส “จังหวะชีวิต” เลิกยึดติดกับตัวเลขอายุ

ในยุค Fluid Life Stages สเต็ปชีวิตไม่ได้ผูกติดกับอายุอีกต่อไป ลองนึกภาพคนวัย 40 ปีสองคน คนหนึ่งอาจกำลังหาซื้อของใช้ให้ลูกเล็ก ขณะที่อีกคนเลือกอยู่เป็นโสดและกำลังหาเฟอร์นิเจอร์เข้าคอนโดมิเนียมใหม่ ความต้องการของทั้งคู่จึงต่างกันสิ้นเชิง แบรนด์จึงควรเลิกตีกรอบลูกค้าด้วย “ปีเกิด” แล้วเปลี่ยนมาเจาะกลุ่มตาม “ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต” แทน เช่น การจัดเซ็ตสินค้าเจาะกลุ่มคนเพิ่งย้ายบ้านหรือคนเพิ่งมีลูก เพราะการนำเสนอสินค้าได้ตรงความต้องการกับจังหวะชีวิตขณะนั้น จะช่วยให้เจาะลูกค้าได้แม่นยำ และลดงบการตลาดที่สูญเปล่าได้มาก

2. ทลายกำแพงวัย สู่ยุค “การตลาดไม่จำกัดวัย”

อิทธิพลการซื้อไม่ได้ไหลจากผู้ใหญ่ไปหาเด็กเพียงทางเดียว แต่เกิดปรากฏการณ์ “Influence Up” ที่เด็กรุ่นใหม่เป็นผู้นำเทรนด์ให้ผู้ใหญ่ เช่น แบรนด์ Coach ที่เจาะกลุ่ม Gen Z แต่เกิด Halo Effect ดึงดูดยอดขายให้โตขึ้นในทุกวัย SME จึงควรทำการตลาดไม่จำกัดวัย ออกแบบสินค้าและพื้นที่ (เช่น เสื้อผ้า คาเฟ และของแต่งบ้าน) ให้คนทุกวัยสามารถใช้งานและแชร์ประสบการณ์ร่วมกันได้ โดยไม่จำกัดตัวเองอยู่กับกลุ่มอายุใดกลุ่มหนึ่ง

3. ยกระดับการดูแลตัวเอง สู่พลังงานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

แนวคิด Longevity กำลังได้รับความนิยมในยุค

แนวคิด Longevity หรือการมีอายุยืนยาว กำลังเปลี่ยนจากเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ มาเป็นการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยเน้นการป้องกันโรค เพิ่มพลังงาน และรักษาคุณภาพชีวิต งานวิจัยของ BCG ชี้ว่า ผู้บริโภค 3 ใน 4 มองว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งที่สำคัญ นี่จึงเป็นโอกาสให้ SME พัฒนาสินค้าและบริการที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพได้ง่ายและเหมาะกับชีวิตประจำวันมากขึ้น

SME สามารถต่อยอดโอกาสนี้ผ่านอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ ไปจนถึงบริการที่ช่วยดูแลสุขภาพได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนวัตกรรมราคาแพงหรือซับซ้อน

4. มัดใจลูกค้าด้วย “ความผูกพันและทัศนคติที่ตรงกัน”

เมื่อผู้บริโภคเปิดรับความสัมพันธ์รูปแบบใหม่มากขึ้น การสร้างความผูกพันทางอารมณ์จึงสำคัญขึ้นตามไปด้วย โดยรายงานของ Mintel ปี 2026 ชี้ว่า ผู้คนมองหาความสัมพันธ์จากความสนใจร่วมกัน การดูแลสัตว์เลี้ยง และการดูแลตัวเอง นี่จึงเป็นโอกาสให้ SME สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าจากคุณค่าที่มีร่วมกันได้

  • สร้างพื้นที่ให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง SME อาจสร้างคอมมิวนิตีหรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ลูกค้ามาพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์ร่วมกับแบรนด์

  • สื่อสารอย่างจริงใจและใส่ใจ ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การสื่อสารอย่างจริงใจและใส่ใจแบบมนุษย์ จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีกับแบรนด์ได้มากกว่าการแข่งขันด้วยโปรโมชันเพียงอย่างเดียว

กรณีศึกษา SMARTTERRA พลิกนวัตกรรมธรรมชาติบำบัด ตอบโจทย์ “วิถีชีวิตคนเมือง” ยุคไร้กรอบอายุ

แนวคิด Longevity กำลังได้รับความนิยมในยุค

จากธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์จัดการเอกสาร (Document Automation System) ที่ทำมานานกว่า 20 ปี “บริษัท ฉลาด อินโนเวชั่น จำกัด” ได้ปรับตัวเมื่อเทคโนโลยีเดิมถึงจุดอิ่มตัว สู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์อย่าง “SMARTTERRA” ตู้เลี้ยงต้นไม้ระบบนิเวศอัจฉริยะ (IoT)

กลยุทธ์ที่ SMARTTERRA เลือกใช้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง โดยแบรนด์ไม่ได้มองลูกค้าผ่านกรอบของอายุ แต่เลือกที่จะเจาะอินไซต์จากวิถีชีวิตจริง ผ่านแนวทางที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ก้าวข้าม “การแบ่งกลุ่มลูกค้า” แบบเดิม แบรนด์ไม่ได้ตีกรอบลูกค้าว่าต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีเวลาว่าง หรือวัยรุ่นที่ตามเทรนด์ แต่กำหนด Buyer Persona จาก “วิถีชีวิต” โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมิเนียมมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ ที่โหยหาธรรมชาติเพื่อผ่อนคลายจิตใจ แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่มีเวลาดูแล ทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉาเมื่อไม่อยู่บ้าน

นวัตกรรมตอบโจทย์การตลาดไม่จำกัดวัย

  • นวัตกรรมตอบโจทย์การตลาดไม่จำกัดวัย เปลี่ยนการปลูกต้นไม้ที่ยุ่งยากให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านระดับพรีเมียมที่ใครก็ใช้งานได้ ด้วยระบบหมุนเวียนน้ำที่ทำให้ฝนตกเป็นเม็ด ระบบลมระบายความชื้นที่ช่วยให้ตู้ใสไร้ฝ้าและป้องกันเชื้อรา พร้อมจำลองแสง สี และเสียงธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ทำให้ SMARTTERRA สามารถขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ อีกทั้งยังสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย โดยตู้เปล่ามีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 15,900 บาท และมีตัวอย่างลูกค้าบางรายที่นำไปจัดสวนหรือตกแต่งเพิ่มเติมตามหลักฮวงจุ้ย จนมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 บาท สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล

3 กลยุทธ์สำหรับ SME เข้าถึงลูกค้าในยุค Fluid Life Stages

การรับมือกับเทรนด์ Fluid Life Stages และเศรษฐกิจคนโสด (Solo Economy) ไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาล เพียงแค่พลิกมุมมองการแบ่งกลุ่มลูกค้า ให้ตรงกับจังหวะชีวิตจริงของผู้บริโภค โดย SME สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ผ่าน 3 กลยุทธ์ ดังนี้

1. สร้าง Buyer Persona ใหม่ เจาะลึกความต้องการ แทนการยึดติดกับตัวเลขอายุ

เลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายกว้าง ๆ แบบเดิม (เช่น ชาย/หญิง อายุ 25–35 ปี) แล้วเปลี่ยนมาสร้าง Buyer Persona จากเหตุการณ์เปลี่ยนผ่านในชีวิต (Life Transitions) แทน

  • ตัวอย่าง เปลี่ยนจาก “คนวัย 28 ที่หาของแต่งบ้าน” มาเป็นกลุ่ม “The Solo Re-starter” (คนที่ต้องการรีสตาร์ตชีวิต) ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคน Gen Z ที่เพิ่งย้ายเข้าคอนโดมิเนียม หรือคนวัย 40+ ที่แยกมาอยู่คนเดียว

2. กลยุทธ์ Product Bundling นำเสนอแพ็กเกจสินค้าตาม “จังหวะชีวิต”

แทนที่จะจัดโปรโมชันตามเทศกาลเพียงอย่างเดียว ลองจัดชุดสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกค้า เช่น “ชุดเริ่มต้นชีวิตในคอนโดมิเนียม” หรือ “ชุดของใช้สำหรับอยู่คนเดียว” เพื่อช่วยให้ลูกค้าซื้อของที่จำเป็นได้ครบในครั้งเดียว

แนวทางนี้ช่วยให้ SME เปลี่ยนจากการขายสินค้าเป็นชิ้น ๆ ไปสู่การนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ชีวิต และยังเข้าถึงลูกค้าต่างวัยที่มีความต้องการเหมือนกันได้

3. สร้างโซลูชันตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่

Fluid Life Stages และเศรษฐกิจคนโสด (Solo Economy)

เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตมีความหลากหลายมากขึ้น SME สามารถมองหา “ปัญหาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน” แล้วพัฒนาสินค้าหรือบริการเข้ามาช่วยแก้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด เช่น

  • อยู่คนเดียว พื้นที่น้อย: พัฒนาอาหารพร้อมปรุงสำหรับ 1 มื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด หรือเฟอร์นิเจอร์พับเก็บได้สำหรับคอนโดมิเนียมและห้องขนาดเล็ก

  • กินและเที่ยวคนเดียว: ร้านอาหารอาจเพิ่มที่นั่งเดี่ยวพร้อมปลั๊กไฟ หรือธุรกิจท่องเที่ยวออกแบบแพ็กเกจสำหรับคนเดินทางคนเดียว โดยไม่คิดค่าพักเดี่ยวเพิ่ม

  • มีสัตว์เลี้ยงแต่เวลาจำกัด: พัฒนาสินค้าและบริการสำหรับคนที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัว เช่น อาหารหรือของใช้คุณภาพสูง รวมถึงบริการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบเรียกใช้ตามต้องการ

  • อยู่คนเดียวแต่ไม่อยากทำทุกอย่างเอง: พัฒนาบริการรายครั้ง เช่น แม่บ้าน ช่างซ่อม หรือบริการส่งของ เพื่อช่วยลดภาระงานในชีวิตประจำวัน

พลิกข้อได้เปรียบ SME ด้วยการตลาดที่เข้าใจ “ชีวิต” มากกว่า “อายุ”

ในยุคที่ผู้บริโภคออกแบบชีวิตได้อย่างอิสระ เทรนด์ Fluid Life Stages ทำให้การมองลูกค้าผ่าน “อายุ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป นี่จึงเป็นโอกาสที่ SME สามารถใช้ความคล่องตัวปรับมุมมองมาทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านจังหวะชีวิตและวิธีคิด พร้อมทดลองสร้าง Buyer Persona แบบใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ซึ่งหาก SME ค่อย ๆ นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ แบรนด์ไม่เพียงจะตอบโจทย์ลูกค้าที่มีกำลังซื้อได้อย่างแม่นยำ แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ครองใจผู้บริโภค และเปิดประตูสู่โอกาสการเติบโตของธุรกิจได้

ข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). เครื่องชี้ภาวะสังคม พ.ศ. 2568.

  2. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). Solo Economy: เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในยุคอยู่คนเดียว.

  3. ธนาคารกรุงเทพฯ. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 จาก https://www.bangkokbanksme.com/sme-insights/mega-trends/sme-series-solo-economy.

  4. Amazon Ads. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 จาก https://advertising.amazon.com/library/expert-advice/connections-beyond-generation.

  5. The Internationalist. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 จาก https://www.internationalistmagazine.com/gen-more-signals-how-multigenerational-marketing-is-becoming-a-brand-advantage/.

  6. Boston Consulting Group. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 จาก  https://www.bcg.com/publications/2026/five-consumer-shifts-reshaping-growth.

  7. ธนาคารกรุงเทพฯ. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 จาก https://www.bangkokbanksme.com/sme-knowledge/sme-sharing/smartterra.

  8. Mintel. (2025). Mintel Announces 2026 Global Consumer Predictions.
    https://www.mintel.com/press-centre/mintel-announces-2026-global-consumer-predictions/

  9. MARKETECH APAC. Consumers to blur age boundaries, seek emotional connection, and push back against algorithms by 2030: report.
    https://marketech-apac.com/consumers-to-blur-age-boundaries-seek-emotional-connection-and-push-back-against-algorithms-by-2030consumers-to-blur-age-boundaries-seek-emotional-connection-and-push-back-against-algorithms-by-2030/

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333