บริหาร 'ข้อมูลขยะอาหาร’ ในโรงงาน สู่แต้มต่อทางธุรกิจในสายตาคู่ค้ารายใหญ่
SME KnowledgeSME Update

บริหาร 'ข้อมูลขยะอาหาร’ ในโรงงาน สู่แต้มต่อทางธุรกิจในสายตาคู่ค้ารายใหญ่

14 ส.ค. 2569
|
25

ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหาร เกษตรแปรรูป หรือซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้โรงแรม และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ 

คุณอาจเคยมองว่า “ขยะอาหาร” (Food Waste)  ในไลน์การผลิตเป็นเพียง “ต้นทุนที่ต้องตัดทิ้ง” แต่ในวันนี้ บริบทการค้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขยะเหล่านั้นกำลังกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจในรูปแบบของข้อมูล (Data) ที่สามารถใช้เป็นใบเบิกทางที่บริษัทคู่ค้ารายใหญ่ให้ความสนใจ และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

1 (2)

ทำไม ‘ดาต้าขยะอาหาร’ ในโรงงานของคุณ กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของห้างค้าปลีก?

ปัจจุบัน ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกกำลังยกระดับมาตรฐานคู่ค้าด้วยเกณฑ์ความยั่งยืน (ESG) อย่างเข้มงวด ด้วย 3 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

  1. เป้าหมายระดับประเทศ : ภาครัฐไทยโดย กรมควบคุมมลพิษ ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะอาหารของประเทศ ในการลดสัดส่วนขยะอาหารในขยะมูลฝอยจาก 39% ให้เหลือไม่เกิน 28% ภายในปี 2570 ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคการผลิตและโรงงานอาหาร ในประเทศ

  2. แรงขับเคลื่อนจากโมเดิร์นเทรดไทย: ในงาน Asia Environmental and Waste Management Expo 2026 ที่ผ่านมา ตัวแทนจาก CP AXTRA (Makro และ Lotus’s)  ประกาศชัดเจนว่า พร้อมเปิดประตูรับและสนับสนุนซัพพลายเออร์ต้นทางที่มีระบบข้อมูลการจัดการขยะที่โปร่งใส เพื่อลดความสูญเสียในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน

  3. มาตรฐานระดับโลก: รายงานจาก Consumer Goods Forum (CGF) ระบุว่าบริษัทค้าปลีก และผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลกที่เข้าร่วมเครือข่าย สามารถลดความเข้มข้นของขยะอาหารลงได้ถึง 22% ผ่านการสร้างระบบวัดผลและรายงานข้อมูลที่โปร่งใส

พลิกความท้าทายให้เป็น “จุดขายเชิงกลยุทธ์” 

การทำ Sustainability สำหรับ SME ในข้อนี้ ไม่ใช่เรื่องของการลงทุนทำเพื่อภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลต่อมูลค่าทางธุรกิจและการ ลดต้นทุนโรงงาน 3 ด้านหลักๆ คือ

  1. การบริหารต้นทุน และทรัพยากร (Cost Efficiency): ขยะอาหารในโรงงานคือเงินทุนที่สูญเสียไป การหันมาตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลจะทำให้คุณเห็น “จุดรั่วไหล” ในไลน์ผลิต เช่น เครื่องจักรตรงไหนที่ทำวัตถุดิบเสียหายบ่อย หรือช่วงเวลาใดที่มีของเสียมากที่สุด ทำให้สามารถแก้ไขได้ตรงจุด และลดต้นทุนได้จริง

  2. การรักษา และขยายโอกาสทางการค้า (Supply Chain Readiness): เมื่อห้างค้าปลีกรายใหญ่เริ่มคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีแนวคิด ESG โรงงาน SME ที่ไม่มีระบบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ขยะอาหาร และการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ อาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกคู่ค้าของบางองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น 

  3. การสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า (Partner Trust): การมีข้อมูลเชิงลึก (Insight) ไปคุยกับจัดซื้อของห้างใหญ่ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และช่วยยกระดับสถานะของคุณจาก "ผู้ผลิตสินค้า" สู่ "พันธมิตรเชิงกลยุทธ์" ที่ห้างใหญ่ต้องการตัว

เจาะลึก 3 หมวดหมู่ขยะอาหารที่โรงงานต้องจำแนก

อ้างอิงแนวทางจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) การจัดเก็บข้อมูลขยะอาหารให้ได้ประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควรแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก:

  1. Pre-consumer Waste (ขยะก่อนการผลิต): ขยะที่เกิดจากวัตถุดิบที่เสียหายตั้งแต่กระบวนการรับเข้า การจัดเก็บในห้องเย็นที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือความเสียหายระหว่างการขนส่ง

2 (1)

2.Production Waste (ขยะระหว่างกระบวนการแปรรูป): เศษวัตถุดิบจากการปอก หั่น ตกแต่ง หรือข้อผิดพลาดจากเครื่องจักรในไลน์ผลิต รวมถึงสินค้าสำเร็จรูปที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ตก QC)

3

3.Post-consumer Waste / Surplus Food (อาหารส่วนเกินหลังการผลิต): สินค้าที่ผลิตเสร็จสมบูรณ์แต่ไม่สามารถจัดจำหน่ายได้ทันตามอายุของผลิตภัณฑ์ (Shelf Life) หรือบรรจุภัณฑ์ชำรุดเสียหายก่อนส่งมอบ

4

สัญญาณว่าโรงงานยังไม่ความพร้อมด้าน Food watse Data

  • ไม่มีตัวเลขขยะอาหารรายวัน

  • ไม่รู้ว่าของเสียเกิดจากขั้นตอนไหน

  • ไม่มีผู้รับผิดชอบข้อมูล

  • ไม่มีการติดตามแนวโน้มย้อนหลัง

  • ไม่มีเอกสารประกอบเมื่อคู่ค้าขอข้อมูล

แนวทางที่ SME นำไปปรับใช้ได้ทันที

เจ้าของธุรกิจสามารถวางระบบจัดเก็บข้อมูลได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนระบบราคาแพง ดังนี้

1. Daily Tracking (บันทึกประจำวัน):

จัดเตรียมเครื่องชั่งดิจิทัลและถังแยกขยะ 3 สีตามหมวดหมู่ข้างต้นในไลน์ผลิต กำหนดให้พนักงานชั่งและบันทึกลง Excel หรือ Google Sheets ทุกวันก่อนปิดกะ (ระบุ: วันที่, แผนกที่เกิด, น้ำหนัก, และสาเหตุ)

2. Data Profile (สะสมฐานข้อมูลสร้างจุดขาย):

รวบรวม และสรุปข้อมูลเหล่านี้เป็นรายเดือนเพื่อดูแนวโน้มย้อนหลังติดต่อกัน 3 - 6 เดือน เมื่อตัวเลขเริ่มนิ่ง ให้ใช้ข้อมูลชุดนี้เป็น “จุดขายเชิงกลยุทธ์” ในการเจรจาต่อสัญญาหรือนำเสนอสินค้าใหม่กับจัดซื้อ เพื่อโชว์มาตรฐานการควบคุมความสูญเสียที่เหนือกว่าคู่แข่ง

3. Process Optimization (นำข้อมูลมาพัฒนาโรงงาน): 

วิเคราะห์สถิติเพื่อแก้ปัญหา เช่น หากพบว่าขยะ 70% เกิดจากขั้นตอนการตัดแต่งด้วยมือ สามารถจัดเวิร์กชอปปรับปรุงทักษะแรงงาน หรือปรับสเปกการซื้อวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนได้ทันที

เช็กลิสต์ความพร้อมและข้อควรระวังสำหรับ SME

สิ่งสำคัญที่สุดที่ SME ต้องพึงระวังในการบริหารจัดการข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อยื่นแสดงต่อบริษัทคู่ค้า ซึ่งมีข้อจำกัด และเกณฑ์ตรวจสอบความพร้อมที่ละเลยไม่ได้ดังนี้

  • ห้ามปรับแต่งตัวเลข (Data Integrity) ห้ามแต่งตัวเลขในระบบ เพื่อให้ดูว่าโรงงานมีขยะน้อยเด็ดขาด เนื่องจากคู่ค้ารายใหญ่หรือห้างโมเดิร์นเทรดมักจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญ (Auditor) เข้ามาสุ่มตรวจหน้างานจริง (Site Visit) หากตรวจสอบแล้วพบข้อมูลเท็จ อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคู่ค้าได้ ความโปร่งใสและการแสดงแนวทางแก้ไขต่างหากคือสิ่งที่คู่ค้าต้องการเห็น

  • โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลมีความสม่ำเสมอ และตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) ตรวจสอบระบบหลังบ้านว่าพนักงานมีการชั่ง และจดบันทึกทุกวันจริงหรือไม่ ระบบข้อมูลต้องไม่ขาดช่วง เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อจัดซื้อขอดูข้อมูลย้อนหลัง โรงงานจะมีเอกสารหลักฐานพร้อมแสดงอย่างเป็นระบบ และควรมีกระบวนการทวนสอบข้อมูลเป็นระยะ และสามารถย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของข้อมูลได้

  • มีการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของพนักงานในสายการผลิตอย่างทั่วถึง การเก็บข้อมูลขยะอาหารจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากพนักงานหน้างานมองว่าเป็นภาระ ผู้ประกอบการต้องชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์ในการทำงาน และสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการแยกประเภทขยะอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดเก็บดาต้า

บทสรุปเชิงกลยุทธ์ จาก SME Club by Bangkok Bank

ในบริบทของการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น การจัดการและติดตามข้อมูลขยะอาหารกำลังกลายเป็นประเด็นที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ ทั้งในมุมของการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร และการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า

การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Factory) จะช่วยคุณอุดรอยรั่วของต้นทุนภายใน และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้พัฒนากระบวนการทำงาน ลดความสูญเสีย และสื่อสารความโปร่งใสให้คู่ค้าเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยความสม่ำเสมอในวันนี้ จะเปลี่ยนข้อมูลขยะหลังบ้านให้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง และล็อกความสัมพันธ์กับคู่ค้ารายใหญ่ได้อย่างเหนียวแน่นและยั่งยืน

 

Sources: 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333