เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด: SMEs ไทยจะปรับตัวอย่างไรในโลกที่กฎการค้าเปลี่ยนไป
SME KnowledgeSME Update

เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด: SMEs ไทยจะปรับตัวอย่างไรในโลกที่กฎการค้าเปลี่ยนไป

7 ส.ค. 2569
|
31

ในอดีต คำว่า "ความยั่งยืน" (Sustainability) หรือ ESG (Environmental, Social and Governance) มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ หรือเป็นแนวคิดที่องค์กรนำมาใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากยังเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะมีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน บุคลากร และองค์ความรู้
 
แต่วันนี้ ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียง "คุณค่าที่ควรมี" หากกำลังกลายเป็น "เงื่อนไขของการทำธุรกิจ" ที่ถูกกำหนดผ่านกฎหมาย มาตรการทางการค้า และเงื่อนไขของสถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วโลก
 
โลกกำลังเปลี่ยนจาก "การทำ ESG เพราะอยากทำ" ไปสู่ "การทำ ESG เพราะจำเป็นต้องทำ" และสำหรับ SMEs ไทย การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว
 
🌍 คลื่นกฎระเบียบใหม่ กำลังเปลี่ยนกติกาการค้าโลก
 
หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกฎการค้าอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น
 
• Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าบางประเภทต้องรายงานและรับภาระต้นทุนคาร์บอน
• EU Deforestation Regulation (EUDR) ที่กำหนดให้สินค้าบางประเภทต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า
• Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ที่กำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
• รวมถึงข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องรายงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
แม้มาตรการเหล่านี้จะดูเหมือนมุ่งเป้าไปยังบริษัทขนาดใหญ่หรือผู้ส่งออกโดยตรง แต่ผลกระทบกลับส่งต่อมายังผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของบริษัทเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน พิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบ หรือประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน ก็จำเป็นต้องขอข้อมูลเดียวกันจากคู่ค้าทุกระดับ หาก SMEs ไม่สามารถจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวได้ ก็อาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ แม้จะไม่เคยส่งออกสินค้าเองก็ตาม
 
ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่งอาจไม่ได้ส่งสินค้าไปยุโรปโดยตรง แต่หากเป็นผู้ผลิตให้บริษัทที่ส่งออก บริษัทนั้นก็อาจขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการใช้พลังงานจากซัพพลายเออร์ทุกราย หากไม่สามารถจัดเตรียมข้อมูลได้ ก็อาจเสียโอกาสในการเป็นคู่ค้า แม้ว่าสินค้าจะยังมีคุณภาพและแข่งขันด้านราคาได้ก็ตาม
 
นั่นหมายความว่า ความยั่งยืนกำลังกลายเป็น "ใบเบิกทาง (Business Passport) " สู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
 
💰 ไม่ใช่แค่การค้า แต่ยังส่งผลต่อการเข้าถึงเงินทุน
 
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านการค้าเท่านั้น ภาคการเงินเองก็เริ่มนำหลัก ESG มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้น สถาบันการเงินหลายแห่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการบริหารความเสี่ยงของกิจการ
 
สำหรับหลายสถาบันการเงิน ข้อมูลด้าน ESG กำลังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงของธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ของกิจการ
 
SMEs ที่มีการจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือมีแผนลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ จึงมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) หรือแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสมมากกว่า ขณะที่ธุรกิจที่ไม่มีข้อมูลรองรับอาจเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในอนาคต
 
⚠️ทำไมการปรับตัวจึงเป็นเรื่องยากสำหรับ SMEs
 
แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน แต่การลงมือทำกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้าน
 
ประการแรก คือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทั้งเงินทุน บุคลากร และองค์ความรู้เฉพาะทาง SMEs ส่วนใหญ่ไม่มีฝ่าย ESG หรือทีมงานที่รับผิดชอบโดยตรงเหมือนองค์กรขนาดใหญ่
 
ประการที่สอง คือ ต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเครื่องจักร การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์ หรือการจัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนต้องใช้เงินลงทุน ขณะที่หลายธุรกิจยังมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง
 
นอกจากนี้ แต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมยังใช้มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นจากเรื่องใด และข้อมูลแบบใดที่ลูกค้าหรือคู่ค้าต้องการจริง
 
🚀 SMEs ควรเริ่มต้นอย่างไร
 
แม้การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอาจดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน การเริ่มต้นจากเรื่องที่วัดผลได้และสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจทันที จะช่วยลดต้นทุนและสร้างความพร้อมสำหรับกฎระเบียบในอนาคต
 
1️⃣ ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจ
 
เริ่มจากการสำรวจว่าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมใด และมาตรการด้านความยั่งยืนเรื่องใดจะส่งผลกระทบมากที่สุด เช่น โรงงานเหล็ก ปูนซีเมนต์ หรืออะลูมิเนียม ควรให้ความสำคัญกับการจัดการคาร์บอน ขณะที่ธุรกิจอาหาร เกษตร หรือไม้ ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ
 
การรู้ว่าประเด็นสำคัญของธุรกิจคืออะไร จะช่วยให้ลงทุนได้ตรงจุดและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
 
2️⃣เริ่มจากโครงการที่ช่วยลดต้นทุน
 
การสร้างความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่ควรเริ่มจากสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ประหยัดพลังงาน การซ่อมบำรุงเครื่องจักรเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า การลดของเสียในกระบวนการผลิต หรือการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
เมื่อธุรกิจสามารถลดต้นทุนได้จริง ก็จะมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการลงทุนด้านความยั่งยืนในระยะต่อไป และทำให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ
 
3️⃣ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและพันธมิตร
 
SMEs ไม่จำเป็นต้องเดินเพียงลำพัง แต่สามารถใช้ประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน มหาวิทยาลัย หรือบริษัทขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหลายแห่งมีโครงการอบรม เครื่องมือประเมิน และเงินสนับสนุนสำหรับการปรับตัวด้าน ESG
 
การทำงานร่วมกับเครือข่ายเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการเรียนรู้และทำให้การปรับตัวเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
 
4️⃣จัดเก็บข้อมูลและสร้างความโปร่งใส
 
ปัจจุบัน สิ่งที่คู่ค้าต้องการไม่ใช่เพียงคำประกาศว่าธุรกิจดำเนินงานอย่างยั่งยืน แต่คือข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
 
ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มจัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น การใช้ไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิง ปริมาณของเสีย การรีไซเคิล และแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง
 
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการตอบแบบสอบถามของลูกค้า การขอรับรองมาตรฐานต่าง ๆ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวในอนาคต
 
🌱 จาก "ภาระ" สู่ "โอกาส" ของ SMEs ไทย
 
กฎระเบียบด้านความยั่งยืนอาจเพิ่มต้นทุนและภาระให้กับผู้ประกอบการในระยะสั้น แต่หากมองในระยะยาว นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
 
SMEs ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ จะสามารถรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าเดิม ขยายโอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น
 
ในทางกลับกัน ธุรกิจที่รอจนกฎระเบียบมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ อาจต้องเผชิญต้นทุนการปรับตัวที่สูงกว่า สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่
 
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความแตกต่างระหว่าง SMEs ที่แข่งขันได้กับ SMEs ที่แข่งขันลำบาก อาจไม่ได้อยู่ที่ขนาดของกิจการ แต่อยู่ที่ว่าใครเริ่มปรับตัวก่อน
 
ท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม หากกำลังกลายเป็นภาษากลางของการค้าโลก ธุรกิจที่สามารถสื่อสารด้วย "ภาษา" นี้ได้ ย่อมมีโอกาสเข้าถึงตลาด เงินทุน และพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า และมีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงในเศรษฐกิจยุคใหม่

เรื่อง: กรรวี วงษ์ศิริเลิศ Economist, BBL Research

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333