ปลดล็อก "ตำรับยาและสารสกัดโบราณ" ด้วยผลวิจัย ยกระดับภูมิปัญญาชาวบ้านสู่ทรัพย์สินทางปัญญา
ประเทศไทยมีภูมิปัญญาด้านสารสกัดสมุนไพรจำนวนมากที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นตำรับยาโบราณ สูตรเครื่องดื่มสมุนไพร หรือวิธีสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรและพืชท้องถิ่น แต่สำหรับการทำธุรกิจในตลาดปัจจุบัน ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างในระยะยาว
สิ่งที่ช่วยเปลี่ยน “สูตรที่มีเรื่องราว” ให้กลายเป็น “ทรัพย์สินทางธุรกิจ” คือการนำความรู้เหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการวิจัย ทดสอบในห้องแล็บ และการวางแผนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับภูมิปัญญาให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ เพิ่มความได้เปรียบทางการค้า และป้องกันการทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบ
สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยภูมิปัญญาโบราณ
ตำรับยาไทยโบราณมีคุณค่าทั้งในเชิงเรื่องราวความเก่าแก่ วัฒนธรรม และผลลัพธ์การใช้งาน แต่เมื่อเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ ผู้บริโภค คู่ค้า และหน่วยงานที่กำกับดูแล มักต้องการข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น
-
ส่วนประกอบสำคัญ
-
ปริมาณสารออกฤทธิ์
-
ความปลอดภัย
-
ความคงตัว
-
ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
หากสูตรจากสารสกัดสมุนไพรยังคงอยู่ในรูปแบบการบอกต่อ โดยไม่มีการบันทึกที่มาและไม่มีผลทดสอบรองรับ ธุรกิจอาจประสบปัญหาในการสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงอาจปกป้องความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ได้ยาก เมื่อมีคู่แข่งพัฒนาสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
การจดสิทธิบัตรไม่ได้หมายความว่าสูตรดั้งเดิมทุกสูตรจะสามารถจดได้ทันที เพราะสิทธิบัตรมีไว้คุ้มครองการประดิษฐ์หรือกระบวนการที่เข้าเกณฑ์ ดังนั้น SME ต้องระบุให้ได้ว่า สิ่งใดคือภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม และสิ่งใดคือองค์ความรู้หรือกระบวนการใหม่ที่เกิดจากการวิจัยทดลองจนได้เป็นสูตรเฉพาะเป็นของตนเอง
ตลาดโลกเปิดรับสารสกัดจากธรรมชาติมากขึ้น
โอกาสของผู้ประกอบการไม่ได้มีแค่ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาหารสุขภาพ เครื่องสำอาง เวชสำอาง อาหารเสริม และการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ
โดยข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ตลาดสารสกัดจากสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 29,863 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 53,434 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.2% ต่อปี โดยสารเคอร์คูมินจากขมิ้นชันเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง
ขณะที่ MarketsandMarkets ประเมินว่าตลาดวัตถุดิบที่สกัดมาจากพืชและสมุนไพรทั่วโลกจะมีมูลค่าเพิ่มจาก 108,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 เป็น 161,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 หรือเติบโตเฉลี่ย 7.3% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตเร็ว
ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ตลาดทั่วโลกไม่ได้มองสมุนไพรเป็นเพียงวัตถุดิบที่ราคาเข้าถึงได้ง่าย แต่ต้องการสารสกัดที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ
บทเรียนจากธุรกิจต้นแบบที่ SME ประยุกต์ใช้ได้
Case 1: SK-II จากการตั้งข้อสังเกต สู่ส่วนผสมกรรมสิทธิ์ระดับโลก
กรณีของ SK-II เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ข้อสังเกตจากสิ่งรอบตัวและกระบวนการหมักแบบดั้งเดิมสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมได้ โดยเรื่องราวของแบรนด์เริ่มจากการสังเกตว่าคนงานในโรงหมักสาเกที่แม้จะอายุเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีมือที่ดูนุ่มและเรียบเนียน นักวิจัยจึงเริ่มศึกษายีสต์จากกระบวนการหมัก จนพัฒนาส่วนผสมที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์เรียกว่า “PITERA™”
โดยทางแบรนด์ได้ระบุว่า PITERA™ เป็นส่วนผสมกรรมสิทธิ์ที่คัดเลือกจากยีสต์มากกว่า 350 ชนิด และมีสารอาหารรองมากกว่า 50 ชนิด เช่น วิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโน
จุดสำคัญของกรณีนี้ไม่ใช่เพียงการค้นพบสารสกัด แต่คือการนำองค์ความรู้เข้าสู่กระบวนการวิจัย ควบคุมคุณภาพ สร้างความแตกต่างผ่านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นการสร้างจุดแข็งให้แบรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
ในทางธุรกิจ SME ไม่จำเป็นต้องทำตามโมเดลของแบรนด์ระดับโลกทั้งหมด แต่สามารถนำแนวคิดเดียวกันมาปรับใช้ได้ เช่น การตัดสินใจว่าผลิตภัณฑ์ใดควรยื่นขอสิทธิบัตร และผลิตภัณฑ์ไหนควรรักษาไว้เป็นความลับทางการค้า
Case 2: ขมิ้นชัน จากสมุนไพรพื้นบ้านสู่งานวิจัยทางคลินิก
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ยาขมิ้นชัน (Turmeric หรือ Curcumin) จากสมุนไพรพื้นบ้านของไทย ที่ทางจุฬาฯ ได้ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม ทำการวิจัยและคิดค้นนวัตกรรม นำขมิ้นชันไปผ่านการตากแห้ง บดผง และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแคปซูล จากนั้นจึงนำมาวิจัยเทียบกับยากลุ่ม Proton Pump Inhibitor (PPI)
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลจากการวิจัยสรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากขมิ้นชันมีผลลัพธ์ในการบรรเทาอาการของผู้ป่วยบางกลุ่มใกล้เคียงกับการรักษามาตรฐานภายใต้เงื่อนไขการศึกษา อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรใช้ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
โดยสิ่งที่นำไปคุ้มครองไม่ใช่เพียงคำว่า “ขมิ้นชัน” แต่เป็นการพัฒนาสารสกัด องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนขึ้น เพื่อนำไปสู่การวางจำหน่ายในตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ ThaiCureMin
SME ไทยเริ่มปลดล็อกภูมิปัญญาตระกูลตัวเองได้อย่างไร?
ภูมิปัญญาที่อยู่ในครอบครัวหรือชุมชนอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ หากผู้ประกอบการนำมาจัดระบบ ตรวจสอบ และพัฒนาด้วยกระบวนการวิจัยที่เหมาะสม โดยสามารถเริ่มวางแผนได้ตามขั้นตอนดังนี้
เริ่มจากรวบรวมตำรับยาโบราณของครอบครัว
เริ่มต้นด้วยการรวบรวมตำรับยาโบราณหรือสูตรสารสกัดสมุนไพรที่มีอยู่ในครอบครัวและชุมชนให้ละเอียด เพื่อให้ตรวจสอบที่มาและนำไปศึกษาต่อได้ โดยข้อมูลที่ควรรวบรวม ได้แก่
-
ที่มาของตำรับ: ใครเป็นผู้ถ่ายทอด ได้รับความรู้มาอย่างไร และเป็นองค์ความรู้ของครอบครัวหรือใช้ร่วมกันในชุมชน
-
ส่วนประกอบ: ชื่อวัตถุดิบ ส่วนที่นำมาใช้ แหล่งที่มา และสัดส่วนของแต่ละชนิด
-
วิธีเตรียม: ขั้นตอนการผลิต ระยะเวลา อุณหภูมิ และเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
-
วิธีใช้และประวัติการใช้งาน: รูปแบบการใช้และข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ โดยแยกประสบการณ์ดั้งเดิมออกจากผลที่ผ่านการทดสอบแล้ว
เมื่อรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ผู้ประกอบการสามารถนำชื่อวัตถุดิบ สูตร หรือกระบวนการที่เกี่ยวข้องไปสืบค้นในระบบค้นหาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (https://search.ipthailand.go.th/) เพื่อดูว่ามีสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรที่ประกาศแล้วใกล้เคียงกับแนวคิดของตนหรือไม่ ผลการค้นหาจะช่วยให้เห็นว่ามีเรื่องใดที่ควรศึกษาเพิ่มเติมก่อนวางแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์
หากตำรับนั้นเป็นภูมิปัญญาร่วมของชุมชน ควรพูดคุยกับผู้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องสิทธิ การอนุญาตให้นำไปใช้ และการแบ่งปันผลประโยชน์ เมื่อข้อมูลและข้อตกลงชัดเจนแล้ว จึงนำตำรับไปปรึกษาห้องแล็บ มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานวิจัย เพื่อทดสอบคุณสมบัติของวัตถุดิบ วิเคราะห์สารสำคัญ ตรวจสอบความปลอดภัย และประเมินความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
มองหาแหล่งทุนวิจัยภาครัฐ
การทำ R&D ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของ SME เพียงฝ่ายเดียว ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบแหล่งทุนสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ซึ่งมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มสตาร์ตอัป Smart SME และกิจการเพื่อสังคม
โดย NIA มีกลไกสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทดสอบกับกลุ่มลูกค้า การวิเคราะห์ทดสอบ การพัฒนามาตรฐาน และการขยายผลเชิงพาณิชย์ โดยรูปแบบและวงเงินสนับสนุนจะแตกต่างกันไปตามประเภทโครงการและประกาศในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับผู้ประกอบการที่มีตำรับสมุนไพรอยู่แล้ว อาจเริ่มจากการจัดทำข้อเสนอโครงการให้ชัดเจนว่า ต้องการแก้ปัญหาอะไร จะพัฒนาสารสกัดหรือกระบวนการใด ต้องการทดสอบเรื่องใด และผลลัพธ์จะนำไปใช้ในเชิงธุรกิจอย่างไร
พิจารณาจดสิทธิบัตรกระบวนการ
การสร้างชื่อแบรนด์และจดเครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยคุ้มครองชื่อ โลโก้ และภาพจำของผลิตภัณฑ์ที่เปรียบเสมือนทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจ แต่ในกรณีที่ SME พัฒนาวิธีสกัด สูตรตำรับ หรือกระบวนการผลิตใหม่ ควรพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการยื่นขอสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรหรือไม่ เนื่องจากสิทธิบัตรต้องมีคุณสมบัติด้านความใหม่ ขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น หรือรายละเอียดทางเทคนิคตามที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างสิ่งที่อาจนำมาประเมิน ได้แก่
-
กระบวนการสกัดที่ช่วยเพิ่มปริมาณสารสำคัญ
-
วิธีทำให้สารสกัดมีความคงตัว
-
สูตรตำรับที่มีองค์ประกอบเฉพาะ
-
มีเทคโนโลยีการกักเก็บสารสำคัญ
การมีลักษณะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความคุ้มครองทันที ผู้ประกอบการควรนำข้อมูลผลการพัฒนาและงานที่ค้นพบก่อนหน้านี้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อประเมินความแตกต่างและเลือกประเภทคำขอที่เหมาะสม หากจะยื่นคำขอ เอกสารหลักที่ควรเตรียมตามแนวทางของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่
-
แบบคำขอ: กรอกข้อมูลผู้ยื่นและข้อมูลการประดิษฐ์ตามแบบที่กรมกำหนด
-
รายละเอียดการประดิษฐ์: อธิบายงานที่มีอยู่เดิม สิ่งที่พัฒนาขึ้น และวิธีการประดิษฐ์ให้ชัดเจน
-
ข้อถือสิทธิ: ระบุขอบเขตของการประดิษฐ์ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง
-
บทสรุปการประดิษฐ์: สรุปลักษณะสำคัญของสิ่งที่พัฒนาขึ้น
-
รูปเขียนและเอกสารอื่น ๆ หากมี: เช่น ภาพประกอบ หนังสือโอนสิทธิ หรือหนังสือมอบอำนาจ
เมื่อยื่นคำขอแล้ว ผู้ประกอบการต้องติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนของประเภทคำขอที่เลือก โดยดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ทางการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (https://www.ipthailand.go.th/th/คู่มือ-คำแนะนำ-ขั้นตอน-สิทธิบัตร/item/ขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตร.html)
ทั้งนี้ การคุ้มครองไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียว ธุรกิจอาจจดเครื่องหมายการค้าสำหรับชื่อผลิตภัณฑ์ ขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรสำหรับส่วนที่พัฒนาขึ้น และเก็บข้อมูลการผลิต ส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยในคำขอ เป็นความลับทางการค้า โดยพิจารณาให้เหมาะกับข้อมูลแต่ละส่วน
จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่โอกาสธุรกิจใหม่ และก้าวต่อไปของ SME
ตำรับยาโบราณและสารสกัดสมุนไพรไม่ใช่เพียงมรดกจากคนรุ่นก่อน แต่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ได้ เมื่อมีการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบด้วยวิทยาศาสตร์ ควบคุมมาตรฐานการผลิต และวางแผนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม
สำหรับ SME การจดสิทธิบัตรควรเริ่มคิดตั้งแต่ช่วงเก็บข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่รอจนสินค้าพร้อมวางตลาดแล้วค่อยดำเนินการ โดยต้องพิจารณาให้ครบทั้งสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และความลับทางการค้า
เมื่อดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ภูมิปัญญาโบราณของครอบครัวก็จะสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า สร้างโอกาสในการอนุญาตใช้สิทธิ การร่วมลงทุน และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง
-
Herbal Extract Market (2024 - 2030). สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 จาก https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/herbal-extract-market-report
-
Nutraceutical Ingredients Market. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 จาก https://www.marketsandmarkets.com/Market-Reports/nutraceutical-ingredient-market-1319.html
-
ขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 จาก https://ipthailand.go.th/th/คู่มือ-คำแนะนำ-ขั้นตอน-สิทธิบัตร/item/ขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตร.html
-
Discover PITERA™. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 จาก https://www.sk-ii.com/pages/all-about-pitera
-
Curcumin and proton pump inhibitors for functional dyspepsia: a randomised, double blind controlled trial. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 จาก https://ebm.bmj.com/content/28/6/400
-
การสนับสนุนด้านการเงิน. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 จาก https://www.nia.or.th/service/financial-support