ปั้นธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนให้โดนใจนักท่องเที่ยวสาย Unseen
SME KnowledgeSME Update

ปั้นธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนให้โดนใจนักท่องเที่ยวสาย Unseen

28 มี.ค. 2569
|
36

ในโลกที่ทุกอย่างถูกทำให้เข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้ว แผนที่บอกทางได้แม่นยำ รีวิวบอกได้หมดว่าควรกินอะไร พักที่ไหน และโซเชียลมีเดียก็ทำให้สถานที่หนึ่งดังได้เพียงข้ามคืน สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ กลับไม่ใช่ “ที่ที่ทุกคนรู้จัก” แต่เป็น “ที่ที่ยังไม่มีใครไปถึง”

และนี่คือจุดเปลี่ยนของเทรนด์ท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน ที่นักเดินทางจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับประสบการณ์แบบเดิม ๆ ว่า สรุปแล้ว การเดินทางที่ดี คือการไปตามลิสต์ยอดนิยมของคนอื่น หรือคือการค้นพบสิ่งที่เป็นของตัวเองกันแน่?

พฤติกรรมการท่องเที่ยวจึงค่อย ๆ เคลื่อนจาก Mass Tourism ไปสู่ Meaningful Travel กล่าวคือ นักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมองหา “ความรู้สึก” ที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ เช่น ความเงียบที่ไม่ต้องแชร์กับใคร ความเรียบง่ายที่ไม่ถูกจัดฉาก และความจริงใจที่ไม่ต้องผ่านการตกแต่ง

สำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน นี่คือโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่สามารถยกระดับธุรกิจจาก Local Offering ไปสู่ Global Appeal ด้วยการเปลี่ยนจากจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ให้กลายเป็น Hidden Gem ที่นักท่องเที่ยวสาย Unseen ตั้งใจออกตามหา

นักท่องเที่ยวสะพายเป้เดินสำรวจหมู่บ้านท้องถิ่น สะท้อนเทรนด์ท่องเที่ยวชุมชนแบบ Hidden Gems

ทำธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน ให้เป็น Hidden Gem ตามเทรนด์ท่องเที่ยว

การจะเป็น Hidden Gem ได้นั้น ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนต้องสามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย ในเทรนด์ท่องเที่ยวปัจจุบัน นักเดินทางไม่ได้มองหาความสมบูรณ์แบบเชิงกายภาพอีกต่อไป แต่กำลังมองหาความ “เรียล” ที่สามารถเชื่อมโยงกับตัวตนของพวกเขาได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การตกแต่งหรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ แต่คือการดึงแก่นแท้ของพื้นที่นั้น ๆ ออกมา แล้วออกแบบให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสอย่างเป็นธรรมชาติ

แนวคิดดังกล่าวสามารถแตกออกเป็น 3 แกนสำคัญที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้จริง ได้แก่

The Beauty of Imperfection: ความไม่สมบูรณ์แบบที่สร้างมูลค่า

ในยุคที่ทุกอย่างถูกทำให้สมบูรณ์แบบเกินจริงผ่านเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ความไม่สมบูรณ์แบบกลับกลายเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนถึง “ความเป็นของจริง” ที่ไม่สามารถจำลองได้

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นข้อจำกัด เช่น ความเรียบง่ายของสถานที่ ความไม่เป๊ะของงานฝีมือ หรือรสชาติอาหารที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล สามารถนำมาชูเป็นจุดขายได้ หากนำเสนออย่างเหมาะสมกับบริบท

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่การปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ควบคุม แต่คือการเลือกที่จะรักษาสิ่งที่เป็นตัวตนเอาไว้ พร้อมกับปรับเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อมาตรฐานพื้นฐาน เช่น ความสะอาด ความปลอดภัย หรือความสะดวกในการเข้าถึง

Story living: เปลี่ยนจากการเล่าเรื่อง มาเป็นการให้ลูกค้า “เข้าไปอยู่ในเรื่อง”

หนึ่งในข้อจำกัดของการท่องเที่ยวแบบเดิมคือ การที่นักท่องเที่ยวเป็นเพียง “ผู้รับสาร” พวกเขาอาจได้รับข้อมูลหรือฟังเรื่องราว แต่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น

ในขณะที่แนวโน้มใหม่ของเทรนด์ท่องเที่ยวกำลังมุ่งไปสู่การสร้างประสบการณ์ร่วมที่นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่ดูหรือฟัง แต่ได้ “ลงมือทำ” และ “ใช้ชีวิตร่วม” กับพื้นที่นั้นจริง ๆ เช่น จากการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว อาจขยายไปสู่การพาลูกค้าไปเก็บวัตถุดิบ เตรียมอาหาร และลงมือปรุงร่วมกับเจ้าของพื้นที่ โดยอาจมีการอธิบายที่มาของวัตถุดิบ ความเชื่อท้องถิ่น หรือเรื่องราวของครอบครัวที่สืบทอดกิจกรรมนั้นมาควบคู่ไปด้วย เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้มีความลึกและน่าจดจำยิ่งขึ้น

นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมทำอาหาร สะท้อนประสบการณ์แบบมีส่วนร่วมในธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน

Micro-Influencer Connection: กลยุทธ์การเข้าถึงผ่านความน่าเชื่อถือเฉพาะกลุ่ม

ในอดีต การทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวมักพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง แต่ปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวสาย Unseen ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือมากกว่าความดังของตัวบุคคล

Micro-Influencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มียอดผู้ติดตามราว 10,000 – 100,000 คน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้ เนื่องจากผู้ติดตามมักมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel

การทำงานร่วมกับ Micro-Influencer ที่มีความสอดคล้องกับตัวตนของธุรกิจ จะช่วยให้การสื่อสารมีความเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างคอนเทนต์ได้ “ใช้ชีวิตจริง” ในพื้นที่ แทนการกำหนดเนื้อหาแบบโฆษณา

นักท่องเที่ยวสะพายเป้สำรวจเมืองเก่า เสน่ห์ของธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนแบบ Hidden Gems

กลยุทธ์ขยายธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อธุรกิจสามารถสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ “ขยายผล” (Scale) อย่างมีทิศทาง เพราะสำหรับเทรนด์ท่องเที่ยวปัจจุบัน การเติบโตไม่ได้วัดจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณภาพของประสบการณ์และความยั่งยืนของระบบโดยรอบด้วย

Neighbor Collaboration: จากธุรกิจเดี่ยว สู่ “ระบบนิเวศการท่องเที่ยว”

แนวทางที่สอดคล้องกับเทรนด์ท่องเที่ยวยุคใหม่ คือ การสร้าง Ecosystem ที่แต่ละธุรกิจในชุมชนมีบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน แล้วเชื่อมต่อกันเป็นประสบการณ์เดียว

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวเข้าพักกับโฮมสเตย์แห่งหนึ่ง แต่รับประทานอาหารที่ร้านในชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มหัตถกรรม และซื้อของฝากจากกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้ในชุมชน แต่ยังช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวให้ครบวงจรมากขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาการพักยาวขึ้น และโอกาสในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Digital Footprint: ทำให้ “Hidden” แต่ยัง “ค้นหาได้”

แม้ Hidden Gem จะมีเสน่ห์จากความลึกลับ แต่ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนยังคงต้องถูกค้นพบได้ในโลกดิจิทัล โดยนักท่องเที่ยวสาย Unseen จะค้นหาผ่านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น รีวิว แผนที่ และคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริง ดังนั้น การมี Digital Footprint ที่ถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ เช่น การปัดหมุดบน Google Maps ให้ตรง การใส่รายละเอียดที่ครบถ้วน รวมถึงการมีภาพถ่ายและรีวิวที่สื่อถึงประสบการณ์จริงมากกว่าภาพโฆษณา

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือการใช้ User-generated Content (UGC) ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่นักท่องเที่ยวสร้างขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอ หรือรีวิว เพราะเนื้อหาเหล่านี้มีระดับความน่าเชื่อถือสูง และสอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคยุคใหม่

Limited Edition Experiences: ใช้ “ความหายาก” สร้างมูลค่า

หนึ่งในกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่คือการสร้างความรู้สึกพิเศษผ่านข้อเสนอที่มีข้อจำกัด (Scarcity) โดยสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน สิ่งนี้สามารถทำได้โดยการออกแบบประสบการณ์ที่ไม่ได้มีให้ตลอดเวลา เช่น กิจกรรมเฉพาะฤดูกาล หรืออีเวนต์ที่จัดเพียงเดือนละครั้ง ตัวอย่างเช่น ดินเนอร์กลางทุ่งนาที่จัดเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกในบางวัน หรือเวิร์กช็อปที่เปิดรับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าเป็นโอกาสพิเศษที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไป ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริการ และสร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับสิ่งที่มีจำนวนจำกัดมากกว่าสิ่งที่หาได้ตลอดเวลา

นักท่องเที่ยวถือแผนที่สำรวจเส้นทางในชนบท แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ท่องเที่ยวแบบใหม่

ก้าวต่อไปของคุณ

เมื่อเข้าใจทั้งมิติของพฤติกรรมนักท่องเที่ยว การออกแบบประสบการณ์ และแนวทางการขยายธุรกิจแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดคือการมองหาคุณค่าใหม่ ๆ ในสิ่งเดิมที่อาจถูกมองข้ามมานาน เช่น อะไรคือสิ่งที่มีเฉพาะที่นี่ และไม่สามารถลอกเลียนได้ หรืออะไรคือกิจกรรมเล็ก ๆ ที่สามารถเปิดให้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมได้ จากนั้นเลือกเพียงหนึ่งสิ่งที่มีศักยภาพมากที่สุด แล้วนำมาออกแบบเป็น Micro-Experience ที่มีโครงสร้างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่หรือซับซ้อน แต่ควรเริ่มจากสิ่งที่ “ทำได้จริง” และสามารถทดสอบกับนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กก่อน เพื่อเก็บข้อมูล ปรับปรุง และพัฒนาให้ตอบโจทย์มากขึ้น

เมื่อ Micro-Experience นี้เริ่มสร้างความประทับใจได้ ธุรกิจสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างแพ็กเกจ การเชื่อมโยงกับคนในชุมชน หรือการขยายผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับทิศทางของเทรนด์ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัวมากกว่าความแมส

ท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตของธุรกิจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการ “พยายามเป็นเหมือนใคร” แต่ขึ้นอยู่กับการ “เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองมี” และนำเสนอออกมาในรูปแบบที่มีคุณค่านั่นเอง

ข้อมูลอ้างอิง

  1. 8 good tourism trends for 2025. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 จาก https://goodtourisminstitute.com/library/good-tourism-trends-2025/. 

  2. The benefits of tourism for rural community development. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 จาก https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10064601/. 

  3. Understanding Local Tourism Trends for Businesses. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 จาก https://thecoastalconcierge.com/local-tourism-trends-for-businesses/. 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333