ผ่ากระแส ‘บิตคอยน์ทัวร์ลง’ เกิดอะไรในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี
SME KnowledgeSME Update

ผ่ากระแส ‘บิตคอยน์ทัวร์ลง’ เกิดอะไรในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

27 พ.ค. 2564
|
0

ปรากฏการณ์ตลาดสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ที่ได้สร้างความตื่นตระหนกต่อนักลงทุนทั่วโลก โดยมูลค่าเหรียญสกุลบิตคอยน์ (Bitcoin) ลงไปเกือบต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30% ขณะที่สกุลอีเทอร์ (Ether) ลงไปต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ร่วงลงมากถึง 40% 

เรื่องนี้มองว่า ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าลดลงมาก เกิดขึ้นจากความกังวลว่าการทำธุรกรรมด้วยคริปโตฯ จะไม่เป็นผลดีต่อระบบการเงินของแต่ละประเทศ และอาจจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายทางการเงิน รวมทั้งเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ นั่นจึงทำให้รัฐบาลประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ออกโรงวางมาตรการจนเห็นเป็นเหตุการณ์ ทัวร์ลง นับตั้งแต่กรณีรัฐบาลกลางของหลายๆ ประเทศ ไปจนถึงเจ้าพ่อนวัตกรรมอย่าง อีลอน มัสก์ ที่ออกโรงกระทุ้งหนักกว่าใคร 

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐ ได้ออกมาตรการกำหนดให้ผู้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านคริปโตฯ มูลค่ามากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 310,000 บาท) จะต้องรายงานกับทางกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา (IRS) 

โดยกระทรวงการคลังสหรัฐแถลงการณ์ว่า คริปโตเคอร์เรนซีมักเป็นแหล่งเลี่ยงหนีภาษี จึงเป็นสาเหตุให้ ประธานาธิบดีสหรัฐโจ ไบเดนต้องการให้กรมสรรพากรทราบ ถึงมูลค่าและการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล 

ตามด้วยรัฐบาลจีน ซึ่ง หลิว เหอรองนายกรัฐมนตรีจีน ได้แถลงการณ์ว่า ประเทศจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมกิจกรรมการขุดและการซื้อ-ขายบิตคอยน์อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 จีนออกกฏหมายควบคุมตลาดคริปโตฯ ด้วยการห้ามสถาบันการเงินและระบบชำระเงินออนไลน์ ไม่ให้บริการคริปโตฯ  

ก่อนหน้านั้นจีนได้แบนการระดมทุนแบบดิจิทัล การเสนอขายดิจิทัลโทเคน รวมทั้งเคยออกคำสั่งปิดแพลตฟอร์มเทรดดิ้งคริปโตฯ ของจีนเอง ขณะที่อีกด้านธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้คิดค้นเงินหยวนดิจิทัลหยวนชื่อ  ‘ซีบีดีซี’  (Central Bank Digital Currency-CBDC) ออกมาให้ประชาชนทดลองใช้ตามเมืองต่าง และเตรียมจะใช้ในงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง ช่วงปี 2022  

ไม่เพียงเท่านั้น แนวโน้มกระแสการออกกฎหมายเพื่อควบคุมคริปโตฯ จะแพร่กระจายออกไปยังประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็น ตุรกีออกกฎหมายแบนการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เกาหลีใต้ออกกฎหมายให้แพลตฟอร์มขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนจริง  อินเดียและซาอุดิอาระเบียเตรียมออกกฎหมาย ซึ่งอาจมีมาตรการสูงสุดห้ามทำธุรกรรมกับสินทรัพย์ที่เป็นคริปโตฯ ทั้งหมด 

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ ที่เคยสนับสนุนคริปโตฯ ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีไม่สนับสนุนแล้ว เช่น  อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา อิงค์ ที่เคยประกาศให้สามารถใช้คริปโตฯ ซื้อรถยนต์เทสลา ก็ได้ระงับโครงการไปชั่วคราว อ้างว่าเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม 

ด้าน เจพี มอร์แกน รายงานว่า ตามสัญญาซื้อขายฟิวเจอร์ส ผู้ลงทุนสถาบัน (Institutional investors)  ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น ได้หันกลับไปซื้อทองคำแทนบิตคอยน์ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองว่า คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเพียงกระแสแต่ไม่ได้รับการยอมรับให้นำมาใช้ทำธุรกรรมแทนเงิน 

ขณะที่มุมมองของ ฮาร์ชิทะ ระวัต’  นักวิเคราะห์วอลล์สตรีท เบิร์นสไตน์ ระบุว่า กฏหมายจากรัฐบาลหลายประเทศ ซึ่งมุ่งเข้าควบคุมคริปโตเคอร์เรนซี อาจจะทำให้มูลค่าและกิจกรรมการเทรดดิ้งคริปโตฯ ลดลง 

ซึ่งก่อนหน้านี้ ข้อมูลจาก coinmarketcap.com ระบุว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่า 2.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 40% ในจำนวนนี้มาจากบิตคอยน์ โดยคาดว่าปัจจุบันมีจำนวนสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นนับหมื่นสกุล 

ส่วนในประเทศไทยเอง เริ่มมีผู้สนใจเงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นปี 2564 มีจำนวนบัญชีซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นจาก 150,000 บัญชี มาเป็น 600,000 บัญชี 

ทั้งยังมีผู้ประกอบการบางรายเริ่มสนับสนุนการใช้ เช่น เมเจอร์ ซินีเพล็กซ์เพิ่งเปิดโครงการ ทดลองรับแลกตั๋วหนังด้วยสกุลเงินดิจิทัลร่วมกับพาร์ตเนอร์ คือ ซิปเม็กซ์ (Zipmex) แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล และ แรพิดซ์ (Rapidz) ผู้ให้บริการระบบบริหารการรับแลกสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ทว่ายังไม่ได้เริ่มดำเนินการก็เกิดภาวะตลาดพังทลายเสียก่อน 

ฉะนั้นเป็นที่น่าจับตามองว่า จากนี้อนาคตสกุลเงินดิจิทัลจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333