Biometrics คืออะไร? ทางเลือกใหม่แทน Password ในโลกดิจิทัล
Biometric คือการใช้ลักษณะเฉพาะทางกายภาพ หรือพฤติกรรมของมนุษย์มาแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลเพื่อยืนยันตัวตน โดยเป็นระบบที่อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากข้อมูล Biometric มีทั้งลายนิ้วมือและโครงสร้างใบหน้ามีความซับซ้อน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ทำให้ช่วยลดปัญหาการคุกคามทางไซเบอร์ต่อผู้ประกอบการ ของธุรกิจ SME ในด้านการเสริมความปลอดภัยของการยืนยันตัวตนเช่น ใช้ระบบสแกนใบหน้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในธุรกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าหรือลูกค้า เป็นต้น
นอกจากนี้ระบบ Biometric ยังมีประโยชน์กับธุรกิจ SME ในด้านการนำข้อมูลของลูกค้าที่จัดเก็บได้ ไปวิเคราะห์หาโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจอีกด้วย
เจาะ 2 ระบบ Biometrics ยอดฮิต
การเลือกเทคโนโลยี Biometric ที่เหมาะสมกับลักษณะงานเป็นเรื่องสำคัญ โดยปัจจุบันมีระบบ Biometric authentication ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยอยู่ 2 รูปแบบ ซึ่งได้แก่ 1.ระบบสแกนลายนิ้วมือ และ 2.ระบบสแกนใบหน้า โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanners)
ระบบสแกนลายนิ้วมือเป็นเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาประหยัด เหมาะสำหรับการใช้งาน เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูล Data warehouse ของธุรกิจ SME หรือใช้งานเพื่อตรวจสอบเวลาเข้างานของพนักงาน ซึ่งหลักการทำงานของระบบสแกนลายนิ้วมือคือการตรวจจับลักษณะลายนิ้วมือระยะใกล้ที่เป็นข้อมูลเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล
2. ระบบสแกนใบหน้า (Facial Recognition)
ระบบสแกนใบหน้าเป็น Biometric authentication ขั้นสูงที่ตรวจสอบถึงโครงสร้างใบหน้า เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการใช้งานเพื่อยืนยันตัวตนในบางระบบ ซึ่งระบบสแกนใบหน้าสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายงาน ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมการเงิน หรือติดตั้งในพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
เทคโนโลยี Biometric ช่วยธุรกิจ SME ได้อย่างไรบ้าง?
ในยุคที่ SME ต้องแข่งขันทั้งด้านต้นทุน ความเร็ว และความน่าเชื่อถือ การบริหาร “ตัวตนของผู้ใช้งาน” (Identity) กลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า หรือพาร์ตเนอร์ ดังนั้น เทคโนโลยี Biometric เช่น การสแกนลายนิ้วมือ ใบหน้า หรือเสียง จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ทำให้การยืนยันตัวตน “แม่นยำ สะดวก และช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัย” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของธุรกิจในหลายมิติ เช่น
ลดต้นทุนการบริหาร
SME มักมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร การใช้ Biometric สามารถช่วยลดต้นทุนที่มองไม่เห็นได้หลายจุด เช่น
-
ลดภาระงาน IT ในการจัดการรหัสผ่านหรือรีเซ็ตบัญชีผู้ใช้งาน
-
ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและจัดการบัตรพนักงาน
-
ลดความสูญเสียจากความผิดพลาดบางประเภท
แม้จะมีค่าเริ่มต้นในการติดตั้งระบบ แต่ในระยะยาวช่วยให้ต้นทุนการดำเนินงานนิ่งและควบคุมได้ง่ายขึ้น
ลดความเสี่ยงจากการทุจริต และเพิ่มความโปร่งใส
หนึ่งในปัญหาที่ SME พบได้บ่อย คือการควบคุมภายใน เช่น
-
การลงเวลาแทนกัน
-
การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
-
การใช้บัญชีร่วมกัน
Biometric ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะใช้ “ตัวตนจริง” ในการยืนยัน ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ชัดเจน ส่งผลให้การบริหารงานมีความโปร่งใสมากขึ้น และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดงาน Manual
การใช้ระบบ Biometric ในงานประจำวัน เช่น
-
ลงเวลาเข้า-ออกงาน
-
ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงระบบหรือพื้นที่
-
ยืนยันตัวตนก่อนทำรายการสำคัญ
ช่วยลดขั้นตอนที่ต้องใช้คน และลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้มากขึ้น
ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience)
สำหรับธุรกิจที่มีช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน Biometric สามารถช่วยให้
-
การล็อกอินเร็วขึ้น
-
การทำธุรกรรมสะดวกขึ้น
-
ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน
ช่วยลดขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ โดยสามารถใช้การยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์แทนการกรอกรหัสผ่านในบางกรณี ส่งผลให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการกลับมาใช้บริการซ้ำ
รองรับการเติบโต และการขยายธุรกิจในอนาคต
เมื่อ SME เริ่มเติบโต ระบบที่ใช้ต้องสามารถขยายตามธุรกิจได้ โดย Biometric สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ได้ เช่น
-
ระบบ HR และ Payroll
-
ระบบ CRM และฐานข้อมูลลูกค้า
-
ระบบ e-Commerce หรือ Mobile Application
ทำให้ธุรกิจสามารถต่อยอดบริการใหม่ หรือขยายช่องทางได้ โดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด
สร้างความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจให้ลูกค้า
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น การมีระบบยืนยันตัวตนที่มีมาตรฐาน เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจ ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่า
-
ข้อมูลของตนได้รับการปกป้อง
-
ระบบมีความน่าเชื่อถือ
-
ธุรกิจมีความเป็นมืออาชีพ
ซึ่งสิ่งนี้มีผลต่อทั้งการตัดสินใจซื้อ และความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
เสริม Digital Trust และสอดคล้องกับแนวโน้ม ESG
Biometric ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Digital Trust โดยเฉพาะในด้าน
-
Security: ระบบปลอดภัย ลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล
-
Privacy: จัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม
-
Governance: มีระบบควบคุมและตรวจสอบได้
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ESG ที่องค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญ และอาจกลายเป็น “ข้อได้เปรียบ” ของ SME ในการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์หรือขอสินเชื่อในอนาคต
ป้องกันเงินหายด้วย Biometric กฎใหม่โอนเงินที่ควรรู้
ในยุค Digital Transformation ที่ทุกคนต่างใช้เทคโนโลยีเพื่อทำธุรกรรมการเงินอย่างแพร่หลาย มิจฉาชีพก็ได้พัฒนาภัยทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น หลอกให้ผู้ใช้งานสมาร์ตโฟนติดตั้งแอปดูดเงิน หรือส่ง SMS ที่เป็นลิงก์ปลอมเพื่อควบคุมสมาร์ตโฟนของเหยื่อจากระยะไกล หรือแม้กระทั่งใช้เสียงปลอมจากเทคโนโลยี AI เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการเงิน และธุรกิจธนาคารอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ ในกรณีที่มีการโอนเงินเกินกว่า 50,000 บาทต่อครั้ง หรือยอดสะสมการโอนต่อวันเกินกว่า 200,000 บาท จะต้องยืนยันตัวตนด้วยระบบไบโอเมตริกซ์ (Biometric) เช่น การสแกนใบหน้าเพื่อช่วยเสริมความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนที่รัดกุมมากขึ้น ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ธุรกิจ SME ให้ทางอ้อม โดยลูกค้ามั่นใจได้มากขึ้นว่าเมื่อโอนเงินให้แก่ร้านค้า SME แล้ว จะเป็นบัญชีของทางร้านค้า SME จริง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้งานในขั้นตอนการยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรม
Biometric กับ PDPA ข้อมูลอ่อนไหวที่ SME ต้องรู้ก่อนขอความยินยอม
ภายใต้กฎหมาย PDPA ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (Biometric) จัดเป็นกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (Sensitive Data) ที่ต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนก่อนจัดเก็บและใช้งาน โดยแนวทาง SME เก็บข้อมูลให้ปลอดภัยบนโลกออนไลน์ อย่างเป็นระบบตามกฎหมาย PDPA มีดังต่อไปนี้
-
ความยินยอมและวัตถุประสงค์: การใช้ข้อมูล Biometric ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขความปลอดภัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล และแจ้งวัตถุประสงค์การใช้งานข้อมูลอย่างชัดเจน ว่าจะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้งานอะไรบ้าง โดยที่ผู้เก็บข้อมูลไม่สามารถใช้ข้อมูล นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงไว้
-
ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน: ผู้จัดเก็บข้อมูลต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เช่น การปกปิดข้อมูล (Data Masking) หรือ การเข้ารหัส (Encryption)
-
การทำลายข้อมูล: เมื่อข้อมูลหมดความจำเป็น ผู้จัดเก็บข้อมูลจะต้องลบข้อมูลออกจากทุกแหล่งจัดเก็บอย่างถาวร
3 ข้อควรระวัง เมื่อใช้ Biometrics ในธุรกิจยุคดิจิทัล
ถึงแม้ว่าการใช้งานเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ (Biometric) จะช่วยป้องกันภัยทุจริตทางการเงินจากมิจฉาชีพได้ในระดับหนึ่ง แต่มิจฉาชีพก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อเจาะข้อมูลของธุรกิจ SME ผ่านระบบของ Biometric ซึ่ง 3 แนวทางดังต่อไปนี้ จะช่วยให้ธุรกิจ SME ป้องกันภัยจากมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
1. ใช้งานผ่านแอปทางการเท่านั้น
การใช้แอปพลิเคชันเพื่อจัดการการเงิน การบัญชีของธุรกิจ ควรใช้งานแอปพลิเคชันที่อยู่ในแพลตฟอร์ม Play Store หรือ App Store เท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยข้อมูลทางการเงินและเงินในบัญชี, การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแอปพลิเคชันจะอยู่ในแพลตฟอร์ม Play Store หรือ App Store แล้วก็จริง แต่ก็อาจมีแอปปลอมหลุดรอดเข้ามาได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรตรวจสอบรายชื่อของผู้พัฒนาว่ามีความน่าเชื่อถือจริงหรือไม่
2. ระวังภัยการปลอมแปลงตัวตน
ในบางกรณี เทคโนโลยี AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอเลียนแบบใบหน้าบุคคลได้ ดังนั้นองค์กรควรอัปเดตระบบตรวจจับความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการยืนยันตัวตน
3. กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานในองค์กรให้ชัดเจน
ความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลไม่ได้มาจากบุคคลภายนอกเสมอไป เพราะบุคคลภายในองค์กรก็อาจทำข้อมูลของบริษัทรั่วไหลได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมิจฉาชีพสามารถเข้าถึงข้อมูลในองค์กรได้จากการหลอกให้พนักงานกดลิงก์ ที่เข้ามาทาง Email เพื่อให้ติดตั้งโปรแกรม Ransomware ด้วยเหตุนี้ธุรกิจ SME จึงควรจำกัดสิทธิ์การใช้งาน (Access Control) ให้แก่เฉพาะบุคคลที่จำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญของบริษัทเท่านั้น เพื่อป้องกันภัยจากซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ที่อาจเข้ามาโจมตีผ่านเครื่องของพนักงาน
Biometric เทคโนโลยีที่ช่วยให้ SME เติบโตได้ในระดับสากล
จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ (Biometric) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ SME หลัก ๆ 2 ประการ ได้แก่
1. การเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น จากเดิมการเข้าถึงพื้นที่สำคัญต้องใช้ลูกกุญแจที่มีโอกาสเสี่ยงสูญหาย แต่การใช้ระบบสแกนใบหน้า หรือระบบสแกนลายนิ้วมือ จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้
2. การนำข้อมูลของลูกค้าที่จัดเก็บได้ ไปวิเคราะห์หาโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่าเดิม
ซึ่งหากธุรกิจใดที่นำเทคโนโลยี Biometric เข้ามาใช้ในการบริหารงาน ก็จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี มีมาตรฐานในระดับสากลมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจแบบไหนควรเริ่มใช้ Biometrics ก่อน?
หากเป็นธุรกิจที่มีพนักงานจำนวนมาก หรือมีเอกสารสำคัญที่ต้องจัดเก็บ ถือเป็นธุรกิจกลุ่มแรกที่ควรใช้งานระบบไบโอเมตริกซ์ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจคลังสินค้า เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ระบบ Biometric เพื่อควบคุมเวลาการเข้าออกของพนักงาน และป้องกันสินค้าสูญหาย เป็นต้น
SME ต้องลงทุนสูงไหมในการใช้ Biometrics?
เทคโนโลยี Biometric เป็นเทคโนโลยีที่ลงทุนไม่สูง เพราะสามารถเข้าถึงได้ผ่านการใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม เช่น สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต นอกจากนี้เครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือเครื่องสแกนใบหน้า มีราคาถูกลงมาก ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก สามารถยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสำนักงานได้ ไม่แพ้ธุรกิจขนาดใหญ่
Biometrics จะช่วยธุรกิจในเชิงรายได้ได้อย่างไร?
เทคโนโลยี Biometric ช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าส่งหรือค้าปลีก ได้นำระบบสแกนใบหน้าเข้ามาใช้งาน เพื่อคำนวณว่าแต่ละวันมีลูกค้าเข้ามาในร้านเท่าไหร่ รวมทั้งเก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าใหม่ กับลูกค้าเก่าว่าแตกต่างกันอย่างไร และนำข้อมูลที่ได้ไปจัดโปรโมชัน หรือนำเสนอสินค้าใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนั้น