Biophilic Design วิธีปรับออฟฟิศให้ดูแลสุขภาวะทางใจของพนักงาน
SME KnowledgeSME Update

Biophilic Design วิธีปรับออฟฟิศให้ดูแลสุขภาวะทางใจของพนักงาน

26 ส.ค. 2569
|
29

โต๊ะทำงาน แสงสว่าง อากาศ เสียง และพื้นที่พักสายตาอาจดูเป็นเรื่องของการจัดออฟฟิศ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พนักงานต้องสัมผัสหลายชั่วโมงในแต่ละวัน เมื่อธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับ “Workplace Wellness” หรือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนสุขภาวะ พื้นที่สำนักงานจึงสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือดูแลคนควบคู่กับสวัสดิการรูปแบบอื่นได้

แนวคิด Workspace as a Wellness Service (WaaWS) มองพื้นที่ทำงานเสมือน “บริการ” ที่องค์กรจัดให้พนักงานทุกวันที่เข้ามาทำงาน ตั้งแต่การเข้าถึงแสงธรรมชาติ อากาศที่เหมาะสม พื้นที่สำหรับใช้สมาธิ ไปจนถึงมุมที่ช่วยให้หยุดพักจากหน้าจอชั่วคราว แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับ Wellbeing คือ สุขภาวะโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ และประสบการณ์ในการใช้ชีวิต ไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคเพียงอย่างเดียว

พนักงานออฟฟิศยืดแขนพักระหว่างทำงานในพื้นที่ Workplace Wellness

Link

เมื่อสิ่งแวดล้อมทางกายภาพกลายเป็นสวัสดิการเชิงรุกของพนักงาน

ในหลายองค์กร พื้นที่ทำงานเริ่มถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของพนักงานในแต่ละวัน การออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับลักษณะงานจึงช่วยลดปัญหาที่พนักงานต้องเจอซ้ำ ๆ ระหว่างวัน เช่น แสงสะท้อนหน้าจอ เสียงรบกวน หรือพื้นที่พักที่ไม่เพียงพอ และทำให้การใช้งานสำนักงานสะดวกขึ้น

ภาวะพนักงานหมดไฟ (Burnout) ไม่ได้เกิดจากหน้าจอหรือออฟฟิศเพียงปัจจัยเดียว

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดภาวะพนักงานหมดไฟ (Burnout) ไว้ในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับที่ 11 (ICD-11) ในฐานะปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (Occupational Phenomenon) ไม่ใช่ภาวะทางการแพทย์ โดยอธิบายว่า Burnout เป็นผลจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม และมีลักษณะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้สึกหมดพลังหรืออ่อนล้า การรู้สึกห่างเหินจากงานหรือมีทัศนคติเชิงลบต่องานมากขึ้น และความรู้สึกว่าความสามารถในการทำงานลดลง

อย่างไรก็ตาม ภาวะพนักงานหมดไฟ (Burnout) ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว WHO ระบุว่าสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมสามารถสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตของพนักงานได้ โดยยกตัวอย่างปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาระงานที่มากเกินไป จำนวนพนักงานไม่เพียงพอ ชั่วโมงทำงานที่ยาวหรือไม่ยืดหยุ่น การควบคุมงานที่จำกัด บทบาทหน้าที่ที่ไม่ชัดเจน การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนสภาพการทำงานทางกายภาพที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะสม

ประเด็นสุขภาพจิตในที่ทำงานยังมีผลต่อธุรกิจในวงกว้าง โดย WHO ประเมินว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีวันทำงานสูญเสียจากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลรวมประมาณ 12,000 ล้านวัน และสร้างความสูญเสียด้านผลิตภาพให้แก่เศรษฐกิจโลกราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ต้นทุนที่เกิดจากภาวะพนักงานหมดไฟ (Burnout) หรือสภาพสำนักงานโดยตรง แต่สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพจิตของคนทำงานเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการทำงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ด้วยเหตุนี้ SME จึงควรออกแบบ Workplace Wellness อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาระงาน ชั่วโมงทำงาน การสนับสนุนจากหัวหน้างาน ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่พนักงานต้องใช้งานทุกวัน มองสิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการดูแลคน มากกว่าจะเป็นวิธีแก้ภาวะหมดไฟเพียงลำพัง

เปลี่ยนพื้นที่ที่มีอยู่ให้เป็น “สวัสดิการเชิงรุก”

SME อาจแข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่ด้วยโบนัส ประกัน หรือสวัสดิการราคาแพงได้จำกัด แต่พื้นที่สำนักงานเป็นทรัพยากรที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว การปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการทำงานจึงสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการเชิงรุก ที่ช่วยดูแลประสบการณ์ของพนักงานในแต่ละวันได้

หนึ่งในแนวทางที่นำมาประยุกต์ได้คือ Biophilic Design หรือการออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านแสงธรรมชาติ ต้นไม้ วิวภายนอก วัสดุ รูปทรง หรือการจัดพื้นที่ที่สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ไม่จำเป็นต้องตีความว่าเป็นการสร้างสวนขนาดใหญ่กลางสำนักงานเสมอไป 

การจัดออฟฟิศตามแนวคิด Biophilic Design ที่ตกแต่งด้วยผนังต้นไม้ วัสดุไม้ และพื้นที่นั่งพัก

Link

3 หัวใจของ Biophilic Design ปรับพื้นที่สำนักงานให้เป็นออฟฟิศบำบัดพลังใจ

Biophilic Design ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือทำให้ออฟฟิศดูสวยขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำองค์ประกอบจากธรรมชาติมาใช้กับพื้นที่ที่คนต้องใช้เวลาอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่แสงธรรมชาติ ต้นไม้ วัสดุ ไปจนถึงการจัดพื้นที่ให้เหมาะกับการพักและการทำงาน SME สามารถนำหลักคิดนี้มาปรับใช้ได้ 3 ด้าน ดังนี้

1. จัดการแสงและอากาศ ให้พื้นที่สนับสนุนสมาธิและความสบาย

แสงและอากาศเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ส่งผลต่อความสบายในการทำงาน SME จึงควรเริ่มจากการสำรวจพื้นที่จริงก่อนว่า จุดใดมืดเกินไป จุดใดมีแสงสะท้อนหน้าจอ หรือบริเวณไหนที่พนักงานมักรู้สึกร้อน อับ หรือไม่สบายตัวระหว่างวัน

บางกรณีอาจแก้ได้ด้วยการปรับพื้นที่เดิม เช่น ย้ายโต๊ะออกจากจุดที่มีแสงจ้า เปิดพื้นที่บริเวณหน้าต่างให้โปร่งขึ้น หรือจัดตำแหน่งโต๊ะทำงานและพื้นที่ประชุมใหม่เพื่อลดการรบกวนกัน หากปัญหายังมีอยู่ จึงค่อยพิจารณาอุปกรณ์เพิ่มเติมตามความจำเป็น เช่น ม่านกรองแสง โคมไฟเฉพาะจุด หรือการปรับระบบระบายอากาศให้เหมาะกับลักษณะพื้นที่

ส่วนการเพิ่มต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวสามารถใช้เป็นองค์ประกอบเสริมเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่ขึ้นได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนการดูแลเรื่องแสง อากาศ หรือระบบพื้นฐานของอาคารที่มีผลต่อความสบายในการทำงานโดยตรง

2. สร้างความเชื่อมโยงทางสายตาและอารมณ์กับพื้นที่ทำงาน

Biophilic Design ยังรวมถึงการใช้วัสดุธรรมชาติ โทนสี รูปทรง ตลอดจนการเปิดมุมมองให้พนักงานมองเห็นพื้นที่ภายนอกได้มากขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ดูผ่อนคลายและน่าใช้งาน

อย่างไรก็ตาม การออกแบบพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าพนักงานจะอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น เพราะการรักษาคนยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ค่าตอบแทน ภาระงาน โอกาสเติบโต ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน และวัฒนธรรมขององค์กร

สำหรับ SME แนวทางที่ทำได้ง่ายคือเปิดให้พนักงานมีส่วนร่วมกับพื้นที่ที่ต้องใช้อยู่ทุกวัน เช่น ช่วยกันเลือกต้นไม้สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง เสนอไอเดียว่ามุมใดควรปรับปรุง หรือร่วมออกแบบพื้นที่พักเล็ก ๆ ในออฟฟิศ วิธีนี้ช่วยให้การปรับพื้นที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น และทำให้พนักงานรู้สึกว่าพื้นที่ทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้น ไม่ใช่เพียงการตกแต่งจากฝ่ายบริหารเท่านั้น

3. สร้างพื้นที่พักสายตา เพื่อให้สมองเปลี่ยนจังหวะการทำงาน

พื้นที่เล็ก ๆ ในออฟฟิศที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์สามารถปรับเป็นมุมพักสายตาหรือมุมนั่งคิดงานเงียบ ๆ ได้ โดยอาจมีเพียงเก้าอี้ โต๊ะเล็ก ต้นไม้ หรือเลือกบริเวณที่ได้รับแสงธรรมชาติ เช่น มุมใกล้หน้าต่างหรือพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีคนใช้งาน

SME อาจกำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โซนไร้หน้าจอ” สำหรับให้พนักงานออกจากหน้าคอมพิวเตอร์ชั่วคราว นั่งอ่านเอกสาร พักสายตา หรือใช้เวลาคิดงานโดยไม่ถูกรบกวนจากกิจกรรมในพื้นที่ทำงานหลัก การมีพื้นที่ลักษณะนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้พนักงานเปลี่ยนอิริยาบถและบรรยากาศระหว่างวัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่หรือการลงทุนจำนวนมาก

การจัดต้นไม้บนโต๊ะทำงานริมหน้าต่าง ตามแนวคิด Biophilic Design เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว

Link

Case Study: Central Pattana ใช้แนวคิด “Nurture” ออกแบบพื้นที่ทำงาน

ตัวอย่างจากบริษัทไทยคือสำนักงานของ Central Pattana ในกรุงเทพฯ ซึ่งออกแบบโดย LINEHOUSE และเปิดเผยโครงการในปี 2025 บนพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางเมตร โดยนำแนวคิด “Nurture” หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเอื้อต่อผู้ใช้งาน มาเป็นแนวทางสำคัญในการออกแบบ

ภายในสำนักงานมีการใช้วัสดุธรรมชาติ เส้นสายโค้ง และแสงที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ ขณะเดียวกันก็ผสมผสานวัสดุอย่างสเตนเลสและกระจกกัดผิว เพื่อสะท้อนภาพขององค์กรที่มองไปข้างหน้า นอกจากนี้ LINEHOUSE ยังระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดในมุมใหม่ ๆ

กรณีนี้จึงเหมาะนำมาใช้เป็นตัวอย่างของการออกแบบพื้นที่ทำงานที่ไม่ได้คำนึงถึงฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศและประสบการณ์ของคนที่ใช้งานพื้นที่ด้วย 

สิ่งที่ SME สามารถนำมาปรับใช้ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นขนาดหรือรูปแบบเดียวกับสำนักงานของบริษัทใหญ่ แต่คือการคิดให้ชัดว่าแต่ละพื้นที่มีไว้รองรับกิจกรรมอะไร เช่น พื้นที่ที่ต้องการสมาธิ พื้นที่พูดคุยร่วมกัน หรือมุมสำหรับพักระหว่างวัน แล้วจึงเลือกแสง วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ และองค์ประกอบธรรมชาติให้เหมาะกับการใช้งานจริง

พนักงานพูดคุยและพักระหว่างวันในออฟฟิศที่ตกแต่งตามแนวคิด Workplace Wellness

Link

Next Action Plan: แผนปฏิบัติการและแรงบันดาลใจสำหรับ SME

เมื่อแนวคิด Workspace as a Wellness Service ให้ความสำคัญกับการทำให้พื้นที่ทำงานช่วยสนับสนุนสุขภาวะของพนักงาน SME ควรเริ่มจากการสำรวจว่าพื้นที่ปัจจุบันมีจุดใดที่ใช้งานไม่สะดวก มีสิ่งรบกวน หรือยังขาดพื้นที่สำหรับพักและเปลี่ยนบรรยากาศระหว่างวัน แล้วค่อยปรับจากปัญหาที่เห็นได้ชัดก่อน

SME สามารถเริ่มต้นเป็น 5 ขั้นตอนได้ดังนี้

  • สำรวจพื้นที่จริงในแต่ละช่วงเวลา เช่น จุดที่ร้อนหรืออับในตอนบ่าย บริเวณที่มีแสงสะท้อนหน้าจอ มุมที่มีเสียงรบกวน หรือพื้นที่ที่แทบไม่มีพนักงานเลือกใช้งาน

  • รับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน ผ่านแบบสอบถามสั้น ๆ หรือการพูดคุยกับทีม เพื่อดูว่าพื้นที่ใดช่วยให้ทำงานได้ดี พื้นที่ใดควรปรับ และพนักงานต้องการพื้นที่สำหรับพัก ใช้สมาธิ หรือพูดคุยร่วมกันเพิ่มเติมหรือไม่

  • เลือกปรับเพียง 1 จุดก่อน เช่น ย้ายโต๊ะให้รับแสงธรรมชาติเหมาะสมขึ้น จัดมุมไร้หน้าจอ เพิ่มต้นไม้ในพื้นที่ส่วนกลาง หรือปรับมุมที่ไม่ได้ใช้งานให้เป็นพื้นที่พักระหว่างวัน

  • ทดลองใช้งานและเก็บฟีดแบ็ก เช่น ดูว่าพนักงานเข้าใช้พื้นที่ใหม่มากน้อยเพียงใด มีข้อร้องเรียนเรื่องแสง เสียง หรือความไม่สบายลดลงหรือไม่ รวมถึงถามความพึงพอใจก่อนและหลังการปรับพื้นที่

  • ขยายเฉพาะสิ่งที่ตอบโจทย์จริง หากพบว่าพนักงานใช้มุมพักอย่างต่อเนื่อง หรือการจัดโต๊ะใหม่ช่วยแก้ปัญหาได้ จึงค่อยเพิ่มพื้นที่ลักษณะเดียวกัน หรือพิจารณาการลงทุนด้านแสง อากาศ เฟอร์นิเจอร์ และองค์ประกอบธรรมชาติในจุดอื่นต่อไป

ในช่วงเริ่มต้น SME สามารถแบ่งทรัพยากรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เวลาสำหรับสำรวจและรับฟังพนักงาน งบสำหรับทดลองปรับพื้นที่ขนาดเล็ก และงบสำหรับการแก้ปัญหาระบบพื้นฐานหากจำเป็น เช่น แสงสว่าง การระบายอากาศ หรือเสียงรบกวน หลายอย่างสามารถเริ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ก่อน เช่น การย้ายเฟอร์นิเจอร์ เปลี่ยนการใช้งานพื้นที่ หรือเพิ่มต้นไม้ไม่กี่จุด โดยอาจตั้งงบทดลองตามขนาดสำนักงานและสิ่งที่ต้องปรับ แล้วค่อยเพิ่มงบเมื่อเห็นว่าพื้นที่นั้นถูกใช้งานจริงและตอบโจทย์พนักงาน

สิ่งสำคัญคือไม่ควรมอง Biophilic Design หรือ Workplace Wellness เป็นโครงการตกแต่งออฟฟิศเพียงครั้งเดียว แต่ควรเป็นกระบวนการที่ปรับตามพฤติกรรมของคนในองค์กร เพราะพื้นที่ที่ดูสวยอาจไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานได้ดีเสมอไป เช่นเดียวกับต้นไม้จำนวนมากก็ไม่สามารถทดแทนการจัดการเรื่องภาระงาน ชั่วโมงทำงาน คุณภาพอากาศ หรือวัฒนธรรมองค์กรได้

เมื่อ SME เริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทดลองในขนาดเล็ก เปิดให้พนักงานมีส่วนร่วม และค่อยขยายจากสิ่งที่พบว่าตอบโจทย์การใช้งานจริง พื้นที่สำนักงานก็มีโอกาสพัฒนาไปจากสถานที่สำหรับนั่งทำงานให้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการดูแลประสบการณ์ของพนักงานในแต่ละวัน และช่วยให้องค์กรจัดสรรทรัพยากรด้านคนได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง

  1. A green and bright workplace: how biophilic design boosts employee wellbeing. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จาก https://www.britsafe.org/safety-management/2025/a-green-and-bright-workplace-how-biophilic-design-boosts-employee-wellbeing

  2. Burn-out an "occupational phenomenon": International Classification of Diseases. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จาก https://www.who.int/news/item/28-05-2019-burn-out-an-occupational-phenomenon-international-classification-of-diseases.

  3. Design for wellness: Strategies to unite health & design. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จาก https://resources.wellcertified.com/articles/design-for-wellness-strategies-to-unite-health-design/

  4. LINEHOUSE Central Pattana Office. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จาก https://linehousedesign.com/project/cpn/

  5. Mental health at work. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-health-at-work.

  6. Mental health in the workplace. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จาก https://www.who.int/news-room/commentaries/detail/mental-health-in-the-workplace

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333