ActivePAKTM จากหิ้งสู่ห้างช่วยยืดอายุผัก ช่วยลดความสูญเสียนับพันล้านบาท

ปัจจุบันเทรนด์สุขภาพถือได้ว่ากำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั่วโลก แม้ก่อนหน้านี้จะมีกลุ่มผู้รักษ์สุขภาพและผู้นิยมบริโภคสินค้าสุขภาพอยู่แล้วก็ตาม แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสกรีน (Green) ที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างฉลาดในแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือว่าได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้น ในประเทศไทยก็เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของการบริโภคอาหารสุขภาพ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ เอ็มเทค ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ด้านการเกษตรและอาหารของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากเทรนด์สุขภาพในปัจจุบัน เอ็มเทคจึงได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการยืดอายุและรักษาสภาพความสดใหม่ของอาหาร เพื่อให้สามารถส่งอาหารที่มีคุณค่าและมีความสดใหม่ถึงมือผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยการใช้วัสดุที่เรียกว่า ActivePAKTM ซึ่งเป็นฟิล์มบรรจุภัณฑ์สำหรับยืดอายุผักที่ใส ไร้ฝ้า ใช้เทคโนโลยี EM (Equilibrium Modified Atmosphere) สร้างสมดุลบรรยากาศเพื่อรักษาความสดของผักที่ห่อหุ้ม คุณค่าทางโภชนาการ และรสชาติของผักได้นาน 2-5 เท่า ช่วยลดการสูญเสียของผักได้ราว 7-8% โดยเฉพาะในผลผลิตสดที่มีอัตราการกายใจสูง เช่น หน่อไม้ฝรั่งและเห็ด เป็นต้น เนื่องจากผลผลิตเหล่านี้มักจะเกิดการเน่าเสียได้อย่างรวดเร็วภายหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ยากต่อการจัดการเพื่อกระจายสินค้าและจำหน่าย เพราะผลผลิตเกิดการเสื่อคุณภาพและสูญเสียคุณค่าทางอาหารก่อนถึงมือผู้บริโภค

โดยปกติแล้วการใช้บรรจุภัณฑ์ทั่วไปที่ปิดผนึก หรือแม้แต่ถุงเจาะรู ก็ไม่สามารถรักษาสภาพความสดของผลผลิตไว้ได้นาน แต่การใช้บรรจุภัณฑ์ ActivePAKTM จะช่วยสร้างบรรยากาศดัดแปลงแบบสมดุล ทำให้ผลผลิตสดมีอัตราการหายใจลดต่ำลง จึงสามารถชะลอการเสื่อมสภาพและรักษาคุณภาพของผลผลิตสดได้ ภายใต้การเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม

ปัจจุบัน ActivePAKTM ถูกนำไปใช้บรรจุผักสดที่วางจำหน่ายในเซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ และท็อปส์ กว่า 181 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงใช้ในการบรรจุหีบห่อผักและผลไม้ที่ส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับ สวทช. ราว 9 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตฟิล์มที่รับสิทธิเทคโนโลยีการผลิต 35 ล้านบาท ในขณะที่ในส่วนของผู้ใช้งานบรรจุภัณฑ์ เช่น เกษตรกร ผู้ส่งออก ซุปเปอร์มาร์เก็ต และผู้บริโภคนั้น เทคโนโลยีนี้ได้ช่วยลดการสูญเสียของผักและผลไม้ ประเมินมูลค่าได้ไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจาก ActivePAKTM แล้ว เทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงยังถูกนำไปใช้ในการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย โดยทีวิจัยได้พัฒนาสารทดแทนไขมัน ปรับสัดส่วนขององค์ประกอบจากเนื้อสัตว์ และองค์ประกอบอื่นๆ ในสูตร รวมถึงการปรับสภาวะในกระบวนการผลิต เพื่อทำการพัฒนาไส้กรอกแฟรงเฟอร์เตอร์หมูที่มีไขมันน้อยกว่า 4% แต่ยังให้เนื้อสัมผัสที่ดีใกล้เคียงกับไส้กรอกสูตรเดิมที่มีไขมันสูงถึง 20% จัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีไขมันต่ำและให้พลังงานน้อย และยังมีเส้นใยอาหารสูงกว่าสูตรควบคุมถึง 5 เท่าอีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้ปัจจุบันทางบริษัทเบทาโกร จำกัด ได้นำสูตรต้นแบบไส้กรอกแฟรงเฟอร์เตอร์หมุไขมันต่ำไปผลิตเพื่อจำหน่าย และต่อยอดการพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำในกลุ่มอิมัลชันเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ ภายใต้แบรนด์ Betagro low fat

อีกหนึ่งผลงานวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงที่ถูกนำมาใช้กับภาคการเกษตรก็คือ การพัฒนาออกแบบพลาสติกคลุมโรงเรือน ที่สามารถคัดกรองแสงยูวีที่ไม่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช และกระจายแสงดีทุกทิศทางอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาการผลิตทั่วโลก โดยมีการพัฒนาทั้งในด้านวัสดุ การออกแบบและการขึ้นรูป ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้วัสดุ ลดปริมาณของเสียในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมรักษ์โลกที่น่าลงทุนทีเดียว

4203 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น