ผู้ผลิตกาแฟไทยปรับตัวสู้ หลังเปิดเออีซี

ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้มีข้อตกลงเปิดตลาดลดกำแพงภาษีสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน เป็น 0% เกือบทั้งหมด ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวและสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งจะคงอัตราภาษีสูง เพื่อปกป้องภาคการผลิตภายในประเทศ

ไฮไลท์ :

  • หลังจากรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2015 (2558) ประเทศสมาชิกอาเซียนมีข้อตกลงเปิดตลาดลดภาษีสินค้าระหว่างกันลงเป็น 0% ยกเว้นสินค้าอ่อนไหว โดย‘เมล็ดกาแฟดิบ’ จัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวของไทย ซึ่งคงภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบที่ 5% เพราะในอดีตไทยผลิตกาแฟเพื่อการส่งออกจึงต้องปกป้องเกษตรกรภายในประเทศ
  • สถานการณ์การค้ากาแฟหลังจากเปิดเออีซีผ่านมา 3 ปี ปรากฎว่าผลผลิตกาแฟของไทยลดลงสวนทางกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมาไทยที่ผลิตได้เพียงปีละ 26,000 ตัน ไม่เพียงพอต่อปริมาณการใช้ 90,000 ตัน ส่งผลให้ผู้ส่งออกกาแฟไทย ต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าที่มีการจำกัดโควตานำเข้า และกำหนดภาษีในโควตา-นอกโควตา ทั้งยังถูกบังคับให้ซื้อเมล็ดกาแฟในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด เพื่อแลกกับการขออนุญาตนำเข้าในแต่ละปี ส่งผลทำให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าของไทยสูงกว่าคู่แข่ง เสียเปรียบในด้านการแข่งขัน ดังนั้น เอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทการค้าที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งขอให้ยกระดับคุณภาพกาแฟให้มีคุณภาพสูงระดับพรีเมียม

หลังจากรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2015 (2558) ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้มีข้อตกลงเปิดตลาดลดกำแพงภาษีสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน เป็น 0% เกือบทั้งหมด ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวและสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งจะคงอัตราภาษีสูง เพื่อปกป้องภาคการผลิตภายในประเทศ

 

“เมล็ดกาแฟดิบ” จัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวของไทย ซึ่งคงภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบที่ 5% แต่ยกเว้นการเก็บภาษีเมล็ดกาแฟคั่ว ในขณะที่ประเทศอาเซียนเปิดเสรีโดยไม่เก็บภาษีนำเข้าทั้งเมล็ดกาแฟดิบและกาแฟคั่ว ยกเว้นเมียนมาที่ยังเก็บภาษีเมล็ดกาแฟคั่วบางชนิดที่ 5%

 

สาเหตุที่ไทยให้คงอัตราภาษีนำเข้าไว้ในระดับสูง เพราะในอดีตไทยเป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟเพื่อการส่งออก จึงจำเป็นต้องปกป้องเกษตรกรภายในประเทศ

 

แต่ทว่าในช่วง 5 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2557-2561 การผลิตเมล็ดกาแฟของไทยก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในล่าสุดในปี 2560/2561 ผลิตได้ 26,000 ตัน สวนทางกับความต้องใช้กาแฟเพิ่มขึ้นจาก 70,000 เป็น 95,000-100,000 ตัน ในปีนี้

 

คุณราตรี เม่นประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ทิศทางผลผลิตกาแฟไทยลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 ปี จากข้อมูลพบว่ามีการปรับลดพื้นที่ปลูกลง จาก 3.8 แสนไร่ เหลือเพียง 2.5 แสนไร่เท่านั้นโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าส่วนใหญ่ถึง 70% ของประเทศ จากการเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีผลตอบแทนสูงกว่า

 

แนวโน้มปี 2561 คาดว่าความต้องการเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 1 แสนตัน ไทยจึงจำเป็นต้องนำเข้าจากเวียดนามปีละ 58,000-60,000 ตัน โดยมีปริมาณถึง 95% นอกจากนั้นก็มีการนำเข้าจากอินโดนีเซีย และลาวด้วย

การผลิตเมล็ดกาแฟของไทย

 
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการใช้กาแฟของโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 9.5 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้น 2.5% จากปี 2559 ผลผลิตกาแฟโลกในแต่ละปีอยู่ที่ 9 ล้านตัน โดยประเทศผู้ผลิตกาแฟหลักของโลก ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลัมเบีย และอินโดนีเซีย จะเห็นได้ว่าในจำนวนนี้ เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่มีจุดแข็งในด้านการผลิต

ผู้ผลิตกาแฟหลักของโลก

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

อย่างไรก็ตาม จากปริมาณผลผลิตที่ทรงตัว สวนทางกับความต้องการใช้ ส่งผลให้เกิดราคาเมล็ดกาแฟดิบเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในปี 2560 ราคากก.ละ 82.50 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่เคยอยู่ที่ ราคากก.ละ 68.30 บาท และมีการคาดการณ์ว่าปีนี้ ทิศทางราคากาแฟน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 83.50 บาท

 

ในมุมมองภาคเอกชน ‘คุณวารี สดประเสริฐ’ นายกสมาคมกาแฟไทย เล่าว่า ไทยผลิตวัตถุดิบได้ปีละ 25,000-26,000 ตัน ต้องนำเข้าปีละ 50,000-60,000 ตัน แต่ด้วยไทยมีระบบโควตาภาษี เช่น หากนำเข้าภายใต้ความตกลงองค์การการค้าโลกจะมีโควตา 5.25 ตัน อัตราภาษีในโควตา 30% และนอกโควต้ามีภาษี 90% และยังมีเงื่อนไขต้องซื้อกาแฟจากเกษตรกรในประเทศในราคาประกันที่รัฐกำหนดในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการนำเข้าเมล็ดกาแฟของไทยสูงกว่าคู่แข่ง

 

 

ดังนั้น ภาครัฐต้องแก้ไขกฎ/ระเบียบเก่าจากเดิมที่ต้องปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ให้สอดรับกับระบบปัจจุบันที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบมาแปรรูปส่งออก จึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกกาแฟในอาเซียนทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา ซึ่งลดภาษีตามกรอบการค้าเสรีอาเซียนแล้ว เพื่อให้ไทยมีวัตถุดิบที่หลากหลายสำหรับใช้ในการแปรรูป นอกจากนี้เกษตรกรจะต้องยกระดับการผลิตกาแฟพรีเมียม ให้มีคุณภาพดีสม่ำเสมอแม้ว่าจะไม่เพิ่มพื้นที่ปลูกก็ตาม

 

ด้าน ‘คุณธีรวัฒน์ วงศ์วรทัต’ นายกสมาคมกาแฟและรองประธานสมาคมกาแฟเอเชีย กล่าวว่า ภาครัฐควรส่งเสริมเกษตรกรยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างเอกลักษณ์ให้กับกาแฟไทย ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กาแฟในท้องถิ่นต่างๆ และเชื่อมโยงร้านกาแฟในชุมชนกับภาคการท่องเที่ยว หรือธุรกิจบริการอื่น ๆ เช่น โรงแรม จุดให้บริการ Coffee Station  เพื่อให้เป็นสถานที่แสดงและจำหน่าย จุดนัดพบ หรือเช็กอิน เป็นต้น

 

‘คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม’ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ลงพื้นที่ให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านกาแฟ ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเสรี ตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิต และการรักษาคุณภาพ มาตรฐานกาแฟไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้แข่งขันได้ แม้จะมีการเปิดเสรีเกิดขึ้น แต่ในส่วนของภาครัฐมีกลไกในการดูแลโดยมีคณะอนุกรรมการพืชสวน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพในการกำหนดแนวทางบริหารจัดการสินค้าสินค้ากาแฟ

 

และหากเกษตรกรได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า ภาครัฐยังมีกองทุน FTA ทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ และกองทุน FTA ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบ

 

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเปิดตลาดส่งออก โดยมีการกิจกรรมนำผู้ประกอบการไปร่วมงานแฟร์ และการจับคู่ธุรกิจ ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาช่วยส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กาแฟไทยส่งไปตลาดโลกได้

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในประเทศอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: [email protected]  โทรศัพท์   02 -230-2758 หรือ สายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น