ต้นกำเนิดผ้าเบรกคุณภาพ N-Brake & Nexzter จาก S.C.H. INDUSTRY ผู้ผลิตผ้าเบรกชั้นนำของไทย

SME in Focus
19/08/2023
รับชมแล้วทั้งหมด 2510 คน
ต้นกำเนิดผ้าเบรกคุณภาพ N-Brake & Nexzter จาก S.C.H. INDUSTRY ผู้ผลิตผ้าเบรกชั้นนำของไทย
banner
จับเข่าเล่าประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจ กับผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าเบรกรถยนต์ของบริษัท เอส.ซี.เอช. อินดัสตรี้ จํากัด (S.C.H. INDUSTRY) ผู้นำด้านการผลิตผ้าเบรกคุณภาพชั้นนำของไทย ซึ่งวันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณยศวีร์ โกวงศ์ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท มาแชร์เรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้น...



ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักและเข้าใจ ‘ผ้าเบรก’ หนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของรถยนต์ที่ผู้ใช้รถต้องใส่ใจ ซึ่งเดิมทีผ้าเบรกจะมีส่วนผสมที่สำคัญคือ แร่ใยหินแอสเบสตอส (ASBESTOS)  เนื่องจากมีราคาถูกเมื่อเบรกจะเป็นผงสีขาวไม่รู้สึกสกปรกที่กระทะล้อ และเสียงก็ยังเงียบ

แต่ข้อเสียคือผงฝุ่นสีขาวดังกล่าวสามารถเข้าไปฝังตัวร่างกายมนุษย์และก่อให้เกิดมะเร็งในปอด และยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แถมไม่ทนความร้อน จนเกิดอาการเบรกลื่นเมื่อใช้งานหนัก

ด้วยเหตุผลดังกล่าวในหลายประเทศจึงมีกฎหมายห้ามผลิต-นำเข้า-ใช้ ผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของ "แร่ใยหินแอสเบสตอส" แต่ในประเทศไทยเรายังไม่มีการห้าม จึงมีการพัฒนาผ้าเบรกเพื่อเป็นทางเลือกของผู้ใช้งานให้มีความหลากหลายขึ้น

โดยผ้าเบรกที่ใช้กันมีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน

1.ASBESTOS เป็นผ้าเบรกที่ใช้งานมาตรฐานทั่วไป มีแร่ใยหินเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากมีราคาถูก และให้แรงเสียดทานได้ดี ที่อุณหภูมิต่ำ ๆ เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์ที่ไม่ค่อยได้ใช้ความเร็วสูงมากนัก แต่มีข้อเสียที่อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของเรา

2.NAO (NON ASBESTOS ORGANIC) ใช้ใยสังเคราะห์ที่ไม่ใช่โลหะ ลักษณะเด่นคือน้ำหนักเบา ง่ายต่อการควบคุมไม่ให้เกิดฝุ่นหรือเสียง และให้แรงเสียดทานสูง แต่ทนความร้อนสูงมากไม่ค่อยได้ คายความร้อนได้ยากและที่สำคัญใยสังเคราะห์ยังคงมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอยู่บ้าง

3.Semi-Metallic เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ใยเหล็ก ลักษณะเด่นตรงมีความปลอดภัยสูงมากต่อระบบทางเดินหายใจ และ ระบายความร้อนได้เร็วมาก แต่ยังเสียงดังขณะเหยียบเบรกและมีฝุ่น

4. Metallic เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ผงเหล็กละเอียดมาขึ้นรูป มีประสิทธิภาพการใช้งานสูง ซึ่งผงเหล็กที่ใช้จะเป็นผงเหล็กพิเศษโดยจะมีคุณสมบัติของแรงเสียดทานอยู่ในตัว สามารถทนความร้อนได้ดี มีความไวเมื่อเหยียบเบรกแบบกระทันหันได้ดี 

ขณะที่เกรดของผ้าเบรกสามารถแบ่งออกได้ 3 เกรดดังนี้

1.เกรดมาตรฐาน (S-Standard) ใช้กับรถยนต์ทั่วไป สามารถลดความเร็วได้ทันที และทำงานได้ดีเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง สาเหตุที่รถยนต์ทั่วไปถูกกำหนดให้ใช้ผ้าเบรกเกรดนี้ เพราะส่วนใหญ่มีการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ซึ่งนับว่าเพียงพอในการใช้งานระดับหนึ่ง

2.เกรดกลาง (M-Medium-Metal) ใช้วัสดุที่สร้างแรงเสียดทานเมื่อมีความร้องสูงได้ดี มีความแข็งปานกลาง ทำงานในช่วงความเร็วปานกลาง-สูงได้ดี ทนทานต่อความร้อนสะสมในการเบรกสูงกว่าผ้าเบรกเกรดมาตรฐาน แต่มีราคาสูงกว่า

3.เกรดกึ่งแข่ง (R-Racing) เป็นผ้าเบรกเกรดพิเศษ เนื้อของผ้าเบรกมักจะมีการผสมของผงเนื้อโลหะไว้มาก การใช้งานในเมืองด้วยความเร็วต่ำจึงต้องมีการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน ซึ่งผลิตมาเพื่อรถยนต์สมรรถนะสูงหรือรถแข่ง เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง หรือมีความร้อนสะสมที่ผ้าเบรกจากการเบรกถี่ ๆ จึงไม่ค่อยเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป 

ออกสตาร์ท ‘ผู้บุกเบิก-นำเข้า’ ผ้าเบรก

คุณยศวีร์ โกวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเอส.ซี.เอช. อินดัสตรี้ จำกัด เล่าถึงที่มาของธุรกิจให้ฟังว่า บริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจค้าอะไหล่รถยนต์ตั้งแต่ปี 2516 ก่อตั้งธุรกิจโดย คุณยงยุทธ เพียวทองคำ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหารของบริษัท ต่อมาในปี 2520 เริ่มนำเข้าผ้าเบรกจากออสเตรเลียมาจำหน่ายในไทย 

ซึ่งขณะนั้น ผ้าเบรกที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยหลัก ๆ มีเพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้สินค้าที่นำเข้ามาทำยอดขายได้ค่อนข้างดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ‘ผ้าเบรก’ กลายเป็นสินค้าที่ขายได้เยอะมากกว่าอะไหล่ตัวอื่น ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดตั้งเป็นบริษัทขึ้นในนาม “บริษัท โซว เฮง ฮวด แปซิฟิก จำกัด” เมื่อปี 2537 เพื่อรองรับธุรกิจดังกล่าว

หลังจากจัดตั้งในรูปแบบบริษัท จึงนำเข้าอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าบุกตลาดผ้าเบรกโดยตรง รวมถึงสรรหาผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น และแม้ว่าจะมีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด ผ้าเบรกจาก ‘โซว เฮง ฮวด’ ก็ยังคงครองใจลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น นำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ของบริษัท...



ถึงเวลาสร้างโรงงานผลิตผ้าเบรกเอง เพื่อพัฒนาสินค้าตอบโจทย์การใช้งานในไทย  

คุณยศวีร์ เล่าให้ฟังว่า พอจำหน่ายผ้าเบรกไปสักระยะหนึ่ง เราต้องการปรับปรุงผ้าเบรกบางจุดให้ตอบโจทย์การใช้งานในสภาพอากาศ และสภาพถนนเมืองไทย โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองไทยมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างสูง

อย่างในต่างประเทศ เขามองแค่เรื่องเบรกอยู่ ก็อาจจะโอเคแล้ว แต่ในไทย ลูกค้ามักจะคำนึงถึงเรื่องเสียง และฝุ่นที่เกิดจากการเบรก หรือถ้าเบรกมีเสียงนิดนึง ก็ไม่ได้แล้ว ถึงแม้ผ้าเบรกจะยังดีอยู่ก็ตาม 

และต้องยอมรับว่าในไทย มีคนชอบแต่งรถค่อนข้างเยอะ บางที พอใช้ล้อแม็กซ์สวย ๆ ก็อยากให้เวลารถเบรกแล้วมีฝุ่นน้อย หรือไม่มีฝุ่นจับที่ตัวล้อรถ ซึ่งผ้าเบรกที่เรานำเข้ามาขายยังมีปัญหาในจุดนี้อยู่ และเราต้องการให้ผู้ผลิตปรับปรุงในจุดเหล่านี้

ซึ่งผู้ผลิตในออสเตรเลีย ยังไม่สามารถปรับให้เราได้ในทันทีที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเรามีความรู้ และประสบการณ์ในตลาดผ้าเบรกมาพอสมควร รวมถึงผู้บริหารได้รู้จักและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตผ้าเบรกในออสเตรเลียด้วย 

ทำให้เรามองเห็นโอกาสทางธุรกิจครั้งนี้ จึงตัดสินใจก่อตั้งโรงงานผลิตผ้าเบรกเป็นแบรนด์ของตัวเอง เพื่อพัฒนาผ้าเบรกให้เหมาะสมกับการใช้งานในไทย โดยใช้ Know-How และองค์ความรู้จากออสเตรเลีย

“ในปี 2543 เราเปิดโรงงานผลิตผ้าเบรก โดยจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัท เอส.ซี.เอช. อินดัสตรี้ จํากัด โดยมีพันธมิตรที่ดีในต่างประเทศมาช่วยเราจัดตั้ง และพัฒนาโรงงานให้มีประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งในช่วงแรกเราผลิตสินค้าผ้าเบรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทดแทน (After market) ภายใต้แบรนด์ของเราเอง N-Brake ซึ่งมีเกรดครอบคลุมการใช้งานทั้งรถส่วนบุคคล รถเชิงพาณิชย์ และรถสมรรถนะสูง นอกจากนี้ตั้งแต่เริ่มผลิตผ้าเบรก เราไม่ใช้สารใยหิน (Asbestos) ในกระบวนการผลิต 

เนื่องจากสารใยหินเป็นสารอันตราย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งปอด  จากนั้นเราก็เริ่มนำสินค้าใหม่ไปเสนอลูกค้าเดิมเพื่อให้ลูกค้าช่วยสนุบสนุนด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า”



จากผู้นำเข้า สู่ผู้ผลิต ต่อยอดส่งออกในหลายประเทศ

คุณยศวีร์ กล่าวว่า เนื่องจากเรามีพันธมิตรที่ออสเตรเลียอยู่ เขาสนใจอยากนำสินค้าที่เราผลิตเข้าไปจำหน่ายในประเทศเขา ถือเป็นก้าวแรกที่เราทำการส่งออก 

หลังจากส่งออกไปสักระยะ มีโรงงานหนึ่งที่มีชื่อเสียงในออสเตรเลีย เขาสนใจเอาผ้าเบรกเราไปลองทดสอบ พบว่ามันใช้ได้ดี เพียงแต่มีบางจุดที่อยากปรับให้เหมาะกับการใช้งานในออสเตรเลีย เพราะผ้าเบรก พอนำไปใช้ในพื้นที่ อากาศ และพฤติกรรมการใช้รถที่แตกต่างกัน ก็ต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับแต่ละตลาดด้วยเช่นกัน

ปรึกษาและคิดแนวทางร่วมกัน ทางโรงงานที่ออสเตรเลียตัดสินใจให้เราพัฒนา และผลิตผ้าเบรกร่วมกับเขา เพื่อประหยัดต้นทุนและนำไปจำหน่ายเป็นแบรนด์ของเขาเอง เนื่องจากที่ออสเตรเลียค่าแรงสูงมาก ในสมัยนั้น ค่าแรงวิศวกร 1 คน เทียบเท่ากับค่าแรงที่ไทยถึง 4 คนเลย พอต้นทุนมันสูง ราคาผ้าเบรกเขาก็แข่งขันในตลาดค่อนข้างลำบาก

จากความร่วมมือครั้งนี้ ส่งผลให้ S.C.H. INDUSTRY มีพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น และนอกจากจะผลิตผ้าเบรกเป็นแบรนด์ของตนเอง ยังปูทางสู่การทำ OEM ผลิตสินค้าให้แบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศด้วย 



ขับเคลื่อนธุรกิจ สู่ผู้นำการผลิตผ้าเบรก ครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภท 

ผ้าเบรกที่ผลิตโดย S.C.H. INDUSTRY มีหลากหลายรุ่นรองรับการใช้งานสำหรับ รถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ ทั้งส่วนบุคคล และเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังพัฒนาผ้าเบรก สำหรับรถสมรรถนะสูง รวมถึงรถแข่งอีกด้วย ซึ่งเรามีการพัฒนาและได้รับการรับรองระบบมาตรฐานด้านการผลิต และมาตรฐานด้านความปลอดภัย

เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 16949 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับผู้ผลิตยานยนต์โดยเฉพาะ โดยปัจจุบันรู้จักกันในชื่อมาตรฐาน IATF 16949 นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองระบบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ISO14001 อีกด้วย

คุณยศวีร์ กล่าวว่า “สำหรับผ้าเบรกที่บริษัทฯ ผลิตออกมาจะมีผ้าเบรกสำหรับรถประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะไม่ได้ใช้ผ้าเบรกแบบเดียวกันทั้งหมด โดยเราจะมี R&D ในการพัฒนาผ้าเบรก รวมถึงมีเครื่องทดสอบผ้าเบรกด้วย

ซึ่งการพัฒนาผ้าเบรกจะเริ่มจากการทดสอบผ้าเบรกจากเครื่องทดสอบ เพื่อให้ได้ค่าระยะเบรก การทนอุณหภูมิ และปัจจัยอื่นๆ ตามมาตรฐานที่กำหนด จากนั้นจึงทำชิ้นงานจริงเพื่อทดสอบกับรถขับทดสอบ และใช้งานจริงในสภาพถนน และปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน

เพื่อให้ได้ผ้าเบรกตามมารตรฐานที่กำหนด ซึ่งขั้นตอนพัฒนานี้ใช้เวลาค่อนข้างนานเป็นปี ดังนั้นในปี 2562 บริษัทฯ จึงลงทุนเพิ่มเครื่องทดสอบผ้าเบรก Dynamometer จากอเมริกา มูลค่ามากกว่า 15 ล้านบาท เพื่อการวิจัยและพัฒนาผ้าเบรกขั้นสูง

โดยเครื่องนี้สามารถจำลองการทำงานระบบเบรก ได้ใกล้เคียงกับของรถยนต์จริงมากที่สุด และสามารถจำลองการใช้งานในสภาวะแห้งและเปียก และปัจจัยอื่นๆ ที่แตกต่างกัน ทำให้การพัฒนาได้มาตรฐานระดับสากล และประหยัดเวลามากขึ้น”

ปัจจัยสำคัญอันดับแรกของผ้าเบรก คือการชะลอความเร็วเพื่อควบคุม และหยุดรถ ดังนั้นผ้าเบรกจึงมีตั้งแต่เกรดธรรมดาไปจนถึงเกรดที่ใช้ในสนามแข่ง แต่การเลือกผ้าเบรกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน คือผ้าเบรกที่เหมาะสมกับการใช้งานในการขับขี่แต่ละประเภท

สมมุติถ้าเราแค่ขับรถไปทำงานทั่วไปแต่เอาผ้าเบรกรถแข่งมาใส่ ถามว่าดีไหม คำตอบคือ ดีแค่เรื่องระยะเบรก แต่อาจมีอาการเรื่องเสียงเบรก ฝุ่น การกินจานเบรก ซึ่งปัญหาคือลูกค้าจะมองว่าผ้าเบรกนี้ไม่ดี แต่จริง ๆ แล้ว เป็นเพราะว่าการเลือกผ้าเบรกไม่ตรงกับการใช้งาน



หลังจากทำการจำหน่ายผ้าเบรกมาได้ระยะหนึ่ง เราพบว่ามีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการผ้าเบรกแบบที่ดีกว่าสำหรับรถบ้านทั่วไป และรถสมรรถนะสูง แต่ยังไม่ถึงกลุ่มรถปรับแต่งเครื่องยนต์ โดยขณะนั้นยังไม่มีค่ายไหนทำ จึงมีช่องว่างตลาดที่เรามองเห็นโอกาส ในช่วงแรกเรานำเข้าผ้าเบรกจากญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่าย ในแบรนด์ Project Mu

ซึ่งเขาเป็นบริษัทเน้นการพัฒนาผ้าเบรกเกรด Performance ไปจนถึงเกรดรถแข่ง แต่ด้วยความที่เป็นเกรด performance ราคาจึงค่อนข้างสูง ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการนำเข้าด้วย พอมาขายในตลาดบ้านเรา ลูกค้าให้การตอบรับดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังพิจารณาเรื่องราคาเป็นสำคัญ

ดังนั้นเราจึงนำเสนอแนวคิด และโอกาสของกลุ่มเป้าหมาย กับทาง Project Mu ในประเด็นที่ว่า SCH เป็นโรงงานผลิต และ Project Mu มีเทคโนโลยีขั้นสูง เรามีโอกาสที่ดีในการร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาผ้าเบรกอีกประเภทหนึ่งเข้ามาเติมช่องว่างตลาดที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้ได้ผ้าเบรกคุณภาพสูง ประหยัดต้นทุนและเวลาในการผลิต

ซึ่งทางญี่ปุ่นก็มองเห็นโอกาสเช่นกัน ทำให้เราได้ร่วมมือกันในการพัฒนาผ้าเบรกที่เหมาะสมกับตลาดกลุ่มดังกล่าวขึ้นมาได้ โดย SCH ผลิตผ้าเบรกด้วยวัตถุดิบหลัก และเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น และจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของ SCH เอง นอกจากนี้ Project Mu ยังให้เราผลิตสินค้าในกลุ่มนี้เป็นแบรนด์เขา เพื่อเขานำไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศของเขาด้วย

“ต้องยอมรับว่า ในโลกธุรกิจทุกวันนี้ เราไม่สามารถยืนหยัดอยู่คนเดียวได้ และที่สำคัญคือการที่จะพัฒนาทุกอย่างจากตัวเราเอง ทุกอย่างคือการเรียนรู้ ซึ่งใช้เวลานาน ซึ่งหากเรามีพันธมิตรที่ดี มีคนที่เขามี Know-How ดีอยู่แล้ว แต่อาจจะขาดความเข้าใจในตลาด หรือยังมองไม่เห็นว่ามีตลาดตรงนี้อยู่ เราสามารถที่จะเป็นพันธมิตรและพัฒนาร่วมกันได้ ซึ่งก็ Win-Win ทั้งคู่”



การ Rebrand จาก N-Sport เกิดเป็น Nexzter

คุณยศวีร์ เล่าว่า SCH เริ่มผลิตและจำหน่ายผ้าเบรก ที่ใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่น จาก Project Mu ภายใต้ยี่ห้อ N-Sports พอเราจำหน่ายผลิตภัณฑ์มาระยะหนึ่ง จะมีประเด็นขึ้นมาว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เห็นคำว่า Sports เขาก็จะเข้าใจว่าผ้าเบรกยี่ห้อนี้ใช้สำหรับรถสมรรถนะสูง รถวางเครื่อง หรือรถแข่งเท่านั้น

ซึ่งความจริงแล้ว เราพัฒนามาสำหรับกลุ่มรถบ้าน และรถสมรรถนะสูง โดยเฉพาะที่ต้องการการผ้าเบรกที่ใช้งานได้ดีขึ้น ตอบสนองระยะเบรกที่สั้นลง และทนอุณหภูมิได้สูงขึ้น

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ SCH ตัดสินใจ Rebrand ผ้าเบรกแบรนด์ N-Sport มาเป็น NEXZTER อย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

“NEXZTER มาจากคำว่า Next หมายถึง ถัดไป หรือ ก้าวถัดไป เราสื่อถึงผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิดและ life style เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้ยึดติดกับผลิตภัณฑ์ หรือความเชื่อเดิมๆ พร้อมที่จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ที่ดีกว่า” 

ผ้าเบรก NEXZTER มีครอบคลุมการใช้งานรถทุกประเภท ทั้งการใช้งานส่วนบุคคล เชิงพาณิชย์ การปรับแต่งรถสมรรถนะสูง รวมถึงสำหรับการแข่งขันประเภทต่างๆ โดยมีผ้าเบรกสำหรับรถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ รถสมรถถนะสูง รวมถึง มอเตอร์ไซค์ อีกด้วย  



การโปรโมทที่เรียบง่าย แต่เน้นคุณภาพ ช่วยสร้างการจดจำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม

“เราทำการตลาดผ่านสื่อ Online และ Offline ในด้าน Online เราจัดทำ Website, Line@ และ Facebook โดยสื่อถึงข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ข้อมูลระบบเบรก กิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังทำการตลาดเชิงรุกผ่านทางกิจกรรม Motor Sports

โดยเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนนักแข่ง และทีมแข่งอย่างจริงจัง ในการแข่งขันหลายประเภท ทั้งการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ การแข่งขัน Drift การแข่งขัน Rally การแข่งขัน Endurance ต่าง ๆ นอกจากการแข่งขันรถยนต์ เรายังสนับสนุนการแข่งขันมอเตอร์ไซค์อีกด้วย

ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่สนใจกีฬา Motor Sports เข้าร่วมแข่งขันในรายการมาตรฐาน ภายใต้กฎกติกาสากล เพื่อพัฒนาทักษะการขับขี่ การควบคุมรถที่ถูกต้อง และมีโอกาสสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศ และระดับสากล ต่อไป 

ทั้งนี้บริษัทฯ ก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับทีมแข่ง เพื่อต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผ้าเบรกจากสนามแข่งสู่การใช้งานบนท้องถนน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ และความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่อไป ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยครับ” คุณยศวีร์กล่าว



ในส่วนของร้านค้าตัวแทนจำหน่าย มีพนักงานขายเข้าไปดูแล ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย การทดสอบสินค้า การบริการหลังการขาย การส่งมอบสินค้าด้วยความรวดเร็ว การสื่อสารข้อมูลกับร้านค้าผ่านระบบ online 

เพื่อให้ร้านค้าได้รับความสะดวก และมีข้อมูลที่ถูกต้องของผลิตภัณฑ์ และการใช้งาน ทำให้ร้านค้าเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญในการจำหน่ายสินค้าของเราต่อไป โดยร้านค้าสามารถแนะนำสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ได้ตรงกับการใช้งาน และพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่ได้อย่างเหมาะสม 



มุ่งเป้าเพิ่ม Volumn การส่งออก พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

“ตอนนี้สินค้าของเราอย่างผ้าเบรก N-Brake ก็จะเน้นสำหรับกลุ่มใช้งานมาตรฐานทั่วไป ส่วนผ้าเบรก NEXZTER สำหรับกลุ่ม Premium ซึ่งเป็นกลุ่มที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ราคาสมเหตุผล ซึ่งผ้าเบรก NEXZTER สามารถตอบสนองความต้องการกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันสถานการณ์โควิดที่เบาบางลง การติดต่อค้าขายในต่างประเทศสะดวกมากขึ้น โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียเป็นหลัก เช่น ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เป็นต้น” คุณยศวีร์กล่าว

ในปัจจุบันนี้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจ และยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก  ทาง S.C.H. INDUSTRY เองก็กำลังพัฒนาผ้าเบรกที่เหมาะสมกับการใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้าด้วย ซึ่งเบรคในรถยนต์ไฟฟ้าต่างจากเบรคในรถยนต์ใช้น้ำมันทั่วไป

ตรงที่เบรคจะทำงานน้อยกว่ามากถึงร้อยละ 80 ของสถานการณ์การชะลอความเร็วทั้งหมดนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เบรคเลย เนื่องจากการแปลงพลังงานจลน์ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของรถแปลงไปเป็นพลังงานไฟฟ้าชาร์จกลับเข้าไปที่แบตเตอรี่ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผ้าเบรครถยนต์ไฟฟ้าจะทำงานได้น้อยกว่าผ้าเบรคทั่วไป ในทางกลับกันแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้ามีน้ำหนักมาก ผ้าเบรคเบรคจึงต้องมีประสิทธิภาพสูงในการชะลอความเร็ว โหลดความร้อนต่ำกว่ารถยนต์ปกติเนื่องจากเบรคถูกใช้งานน้อยกว่ามาก และการออกแบบผ้าเบรครุ่นใหม่ต้องได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้า 

ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าบ้านเรามาไวกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก รวมถึงต่างประเทศมีการปรับเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดของเราให้กว้างยิ่งขึ้น ซึ่งภายในปีนี้จะมีการพัฒนาออกมาให้หลากหลายรุ่นมากขึ้น รวมถึงจะพยายามทำตลาดส่งอกกให้มากขึ้นด้วย ถือเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยไปอีกขั้น


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

‘คุณาธรโต๊ะมุก’ สืบสานตำนานเฟอร์นิเจอร์มุก รุกออนไลน์ ขยายตลาดของทายาทธุรกิจรุ่น 2

‘คุณาธรโต๊ะมุก’ สืบสานตำนานเฟอร์นิเจอร์มุก รุกออนไลน์ ขยายตลาดของทายาทธุรกิจรุ่น 2

ประณีตศิลป์ เลอค่า เหลือบล้อแสงสี แวววาว งานประดับมุก หรือหัตถศิลป์ประดับมุก ประณีตศิลป์ชั้นสูงที่มีปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีมานับตั้งแต่สมัยทวารวดี…
pin
236 | 23/05/2024
Transformation โรงงานผลิตพืชผลการเกษตรจากเคมีฟาร์ม สู่ข้าวโพดหวานออร์แกนิก ส่งเสริมเกษตรกรไทย เติบโตไปพร้อมกัน

Transformation โรงงานผลิตพืชผลการเกษตรจากเคมีฟาร์ม สู่ข้าวโพดหวานออร์แกนิก ส่งเสริมเกษตรกรไทย เติบโตไปพร้อมกัน

อาชีพเกษตรกรยุคดิจิทัล เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากการเป็นเพียงผู้ผลิต มีการพัฒนาความรู้ ทักษะ ผสมผสานความรู้ดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่…
pin
611 | 17/05/2024
‘GBY Digital Tech’ สานฝันเด็กไทย ปูทางสู่โอกาสการศึกษาดนตรี และศิลปะผ่าน แพลตฟอร์ม e-Learning Online

‘GBY Digital Tech’ สานฝันเด็กไทย ปูทางสู่โอกาสการศึกษาดนตรี และศิลปะผ่าน แพลตฟอร์ม e-Learning Online

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในทุกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ รวมถึงยังแทรกซึมเข้ามาในระบบการศึกษาไทย ทำให้ปัจจุบัน…
pin
400 | 16/05/2024
ต้นกำเนิดผ้าเบรกคุณภาพ N-Brake & Nexzter จาก S.C.H. INDUSTRY ผู้ผลิตผ้าเบรกชั้นนำของไทย