ชี้ช่องธุรกิจความงามไทยลุยตลาดจีน

SME Go Inter
19/12/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 1304 คน
ชี้ช่องธุรกิจความงามไทยลุยตลาดจีน
banner

เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ความงามหรือเครื่องสำอาง หลายคนคงนึกถึงแบรนด์ยุโรป แบรนด์ญี่ปุ่น หรือแบรนด์เกาหลี แต่แท้จริงแล้วแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามของไทยก็เรียกได้ว่าไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เพราะเมื่อพูดถึงของฝากที่กำลังมาแรง และกลายเป็นอีกหนึ่งของฝากที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมซื้อกันมากอย่างล้นหลามก็คงไม่พ้น “สินค้าเพื่อความงาม” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ไปถึงผลิตภัณฑ์สปา

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


โดยจากการค้นหาคอลัมน์และเว็บบอร์ดท่องเที่ยวไทย พบว่าแบรนด์สินค้าเพื่อความงามของไทยที่คนจีนแนะนำว่าควรซื้อติดมือเป็นของฝาก ได้แก่ มิสทีน (Mistine) สเนลไวท์ (Snail White) บิวตี้ บุฟเฟต์ (Beauty Buffet) คิวท์เพรส (Cute Press) แอนเจอรี่ (ANJERI) และเรย์ (RAY) และจากความนิยมดังกล่าว ทําให้ทั้งแบรนด์สินค้าเพื่อความงามของไทยทยอยบุกตลาดจีนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคจีนไม่น้อย

หากมองเข้าไปในตลาดเครื่องสำอางในจีน ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ตลาดเครื่องสำอางในจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ยอดขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในจีนมีมูลค่าถึง 186,700 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.3% และยอดขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแต่งหน้ามีมูลค่า 34,400 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 21.3% โดยชาวจีนนิยมซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ของต่างประเทศมากขึ้น

ในขณะเดียวกันข้อมูลจากกรมสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า มูลค่าขายปลีกผลิตภัณฑ์ความงามในปี 2561 มีมูลค่าถึง 261,900 ล้านหยวน โดยตลาดความงามในจีนนั้นได้มีการเจริญเติบโตขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในจีนมีขนาดใหญ่มาก พร้อมขยายตัวขึ้นต่อเนื่องตามสภาวะเศรษฐกิจทำให้เป็นโอกาสของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากต่างประเทศที่จะเจาะเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น รวมถึงสินค้าจากผู้ประกอบการไทยด้วย

 

ปราการความงาม ก่อนข้ามไปตลาดจีน

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าประเภทเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสู่จีนจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบที่ได้มาตรฐานตามที่หน่วยงานจีนกำหนด โดยจะต้องได้รับใบอนุญาต CFDA (China Food and Drug Administration) ก่อน ซึ่งใช้เวลาตามกระบวนการอย่างน้อย 6 เดือน จนถึง 3 ปี และผู้ประกอบการจะดำเนินการด้วยตนเองหรือใช้บริการผ่านบริษัทนำเข้า-ส่งออกก็ได้ โดยต้องจัดเตรียมเอกสาร ได้แก่

1. ใบแสดงการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (Certificate of Inspection and Quarantine of Inbound Goods)

2. ใบอนุญาตนำสินค้าเข้า (Import License) ซึ่งในปัจจุบันสามารถยื่นคำร้องออนไลน์กับ CFDA โดยตรงได้ที่ www.sfda.gov.cn/WS01/CL0504/32374.html (สำหรับเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ) และที่ www.sfda.gov.cn/WS01/CL0504/32373.html (สำหรับเครื่องสำอางทั่วไป) และจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 20 วัน พร้อมทั้งนำส่งตัวอย่างสินค้าเพื่อดำเนินการ Sample Test

3. ใบอนุญาตอื่นๆ ประกอบการยื่นขอนำเข้าสินค้า อาทิ ใบรับรองแหล่งผลิต (Certificate of Producing Place) ใบรับรองสุขอนามัย (Certificate of Hygiene) ใบขนส่งสินค้า สัญญาระหว่างบริษัทนำเข้า-ส่งออก และใบรับรองการจดทะเบียนนำเข้ายา (Import Drug Registration Certificate) ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของยา

4. ชื่อคำแปลผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้า พร้อมทั้งรายละเอียดของส่วนผสม น้ำหนัก (หน่วยสากล) วันผลิต วันหมดอายุ วิธีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ และชื่อและที่อยู่บริษัทที่นำเข้าหรือจัดจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในประเทศจีนโดยข้อมูลทั้งหมดต้องเป็นภาษาจีน


บุกตลาดความงามด้วยออนไลน์

ช่องทางออนไลน์ถือเป็นช่องทางที่สำคัญในการตีตลาดจีน เพราะปัจจุบันนี้ผู้บริโภคชาวจีนนิยมซื้อเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสะดวกและประหยัดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นทิศทางการซื้อขายออนไลน์ในจีนยังขยายตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2551 จีนมีมูลค่าการซื้อขายทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์รวม 3.14 ล้านล้านหยวน และทยอยขยายตัวขึ้นในแต่ละปีจนถึงปี 2561 มีมูลค่ารวมสูงถึง 31.63 ล้านล้านหยวน ซึ่งขยายตัวถึง 10 เท่าในช่วงระยะเวลา 10 ปี ทำให้จีนได้ครองแชมป์การเป็นตลาดซื้อขายปลีกผ่านระบบออนไลน์ใหญ่ที่สุดในโลก

จากตัวเลขสถิติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคในจีนที่ได้ก้าวสู่ “ยุคออนไลน์” อย่างเต็มตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้เครือข่ายออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญเพื่อขยายธุรกิจในจีน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ไม่ยาก และใช้งบประมาณไม่สูง จึงทำให้ทั้งมิสทีนและสเนลไวท์เล็งเห็นเครือข่ายออนไลน์เป็นช่องทางแรกสำหรับทำตลาดในจีน

โดยพบว่าทั้งสองแบรนด์ไทยได้ ขยายธุรกิจสู่ตลาดจีนโดยเริ่มต้นจากช่องทางออนไลน์ก่อนที่จะตั้งหน้าร้านจริงขึ้น ซึ่งช่องทางออนไลน์ที่สำคัญ อาทิ (1) Tmall JD.com (2) VIP.com (3) Jumei.com พร้อมกับการทําการตลาดผ่าน Social Network ต่าง ๆ ได้แก่ (1) Kuaishou (2) Huoshan (3) Douyin (Tik Tok) และ (4) Little Red Book

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 2-3 ปี ที่มิสทีนเข้าทำตลาดในจีนอย่างจริงจัง ทำให้ยอดขายในปี 2562 สูงถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% ของยอดขายมาจากการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมิสทีนสามารถทำยอดขายติดอันดับแบรนด์เครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 7 บน TMALL เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สินค้าเครื่องแต่งหน้าของมิสทีนก็มียอดขายเป็นอันดับ 1 แซงหน้าแบรนด์อินเตอร์หลายแบรนด์ในบางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ของจีนอีกด้วย จนในที่สุดมิสทีนได้เปิดร้านสาขาแรกของจีนที่ Super Brand Mall ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าสัญชาติไทยในเซี่ยงไฮ้ไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2561


ทั้งนี้ การใช้ Key Opinion Leader (KOL) หรือการใช้บุคคลที่มีอิทธิพลในแต่ละสาขาบน social media เพื่อสื่อสารข้อมูล และเพิ่มยอดขายสินค้า ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมาย บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เน็ตไอดอล ชื่อ หลี่ เจียฉี (Li Jiaqi) หรือที่รู้จักกันดีในนาม Lipstick Brother ซึ่งเป็นผู้ขายอันดับ 1 ของลิปสติกออนไลน์ ได้ทำการรีวิวลิปสติกแบรนด์ต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น Douyin หรือ Tik Tok ทุบสถิติขายลิปสติกได้ 15,000 แท่งภายใน 5 นาที โดยแบรนด์ที่มียอดขายถล่มทลายในจีนเพราะเน็ตไอดอลผู้นี้ ได้แก่ (1) MAC (2) YSL (3) Charlotte Tilbury (3) Chanel และ (4) ELLISFAAS

ปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนไม่เพียงแต่เป็นโรงงานผลิตสินค้าสำคัญของโลกด้วยตลาดบริโภคที่มีขนาดใหญ่กว่า 1,300 ล้านคน เท่านั้น แต่คนจีนยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่มีกำลังซื้อมหาศาลอีกด้วย ตลาดจีนจึงเป็นที่หมายปองของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศในทุก ๆ วงการธุรกิจ รวมทั้งตลาดความงามด้วยเช่นกัน อีกทั้งผู้บริโภคชาวจีนยังนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่มไวเทนนิ่ง เพื่อช่วยให้ผิวขาวไม่แตกต่างจากคนไทยมากนัก

ประกอบกับความชื่นชอบสินค้าที่มาจากประเทศไทย เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเมืองไทยปีละกว่า 8 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจากสินค้าไทยนั้นมีราคาที่ไม่สูงและคุณภาพดี จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพและความงามไทยที่จะขยายตลาดเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดจีน ทั้งนี้หากผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าสู่ตลาดจีน ควรศึกษาใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเจาะตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) และสร้างความต้องการสินค้าไทยได้เพิ่มขึ้น

 

อ้างอิง : https://www.komchadluek.net/news/economic/367280

           : https://www.thumbsup.in.th/china-cosmetic-baidu

           : http://m.th.wzcepc-elec.com/news/distributor-23878974.html

           : https://www.at-z.co.th/content/16678/thaibrandstochina

           : กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

 

ลุย "อี-คอมเมิร์ซจีน" เอสเอ็มอีก็ทำได้ 

Market Insight อีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศในเอเชีย


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้…
230390 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ…
81722 | 12/06/2019
พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

นับเป็นเวลาหลายปีที่มีการพูดถึงกระแสเหล็กจีนไหลบ่าเข้ามาในตลาดอาเซียน แต่ดูปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นอีกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ…
35238 | 21/01/2020
ชี้ช่องธุรกิจความงามไทยลุยตลาดจีน