จิตวิทยา101 การจัดการอารมณ์พื้นฐาน

Edutainment
27/08/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 10875 คน
จิตวิทยา101 การจัดการอารมณ์พื้นฐาน
banner

ความอ่อนไหวทางอารมณ์จะสะท้อนออกทางบุคลิกภาพ สังเกตไม่ยากเพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เก็บความรู้สึกได้ไม่เก่ง และจะสะท้อนออกมาทางสีหน้า แววตา น้ำเสียง การลำดับคำพูด และการแสดงออกทางร่างกายเช่น มีอาการเกร็งหรือกระตุกน้อยๆ

นั่นคือสัญญาณว่าเขา หรือเธอกำลังอ่อนไหวในบางเรื่อง หรือบางสิ่ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาและเธออยู่ในสภาพอารมณ์ใด หากว่ากันตามหลักจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน ความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดจากภายในร่างกาย มี 7 อย่าง ได้แก่ โกรธ ยินดี เศร้า วิตกกังวล ครุ่นคิด หวาดกลัว ตกใจ

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลค์ Facebook bangkokbanksme 


ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ผู้ได้รับการยกย่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิทยามีทฤษฎีความเชื่อว่าพฤติกรรมและอารมณ์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ มีแรงจูงใจมาจากจิตไร้สำนึก ซึ่งมักจะผลักดันออกมาในรูปความฝัน การพูดพลั้งปาก หรืออาการผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจในด้านต่างๆ และนั้นจะทำให้คนอื่น อ่านลักษณะทางภาษากาย(อวัจนภาษา) ของเราออก

ฟรอยด์บอกอีกว่า เมื่อเหตุมันเกิดจากตัวเราทางแก้ก็อยู่ในตัวเราเช่นกัน แนวคิดนี้คล้ายกับหลักทางพุทธ คือการดับที่ต้นเหตุ และก็สามารถใช้แนวคิดนี้ในการจัดการอารมณ์ได้เช่นกัน

1.จัดการความโกรธ  : ความโกรธคือกลไกการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง กลไกในการป้องกันตัวเป็นวิธีการที่บุคคลใช้ในการปรับตัว เมื่อประสบปัญหาความคับข้องใจ การใช้กลไกป้องกันจะช่วยยืดเวลาในการแก้ปัญหา(โกรธขาดสติ) อาจจะหาสิ่งมาแทนที่ (Displacement) เป็นการระบายอารมณ์โกรธ หรือคับข้องใจต่อคน หรือสิ่งของ ที่ทั้งเป็นเหตุในการคับข้องใจ หรืออาจไม่ใช่ต้นเหตุ

โกรธนับเป็นปฐมอารมณ์ที่ควรขจัดเพราะจะปิดบังสติ วิธีการข่มความโกรธโดยไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า ตรงกรามหรือโหนกแก้ม(คนบางคนจะขบกรามเมื่อโกรธสังเกตสีหน้าจะปกติ) วิธีการฝึกไม่ให้โกรธโดยแสดงออกทางสีหน้าสามารถฝึกได้โดยการใช้สิ่งทดแทน เช่นบดกราม หรือกดส้นเท้า แต่ต้องฝึกฝนกันนานพอดูกว่าร่างกายจะจำปฏิกิริยานั้นและตอบสนองได้

โกรธเกิดจากสภาพอารมณ์ ที่แสวงหาสิ่งทดแทนและป้องกัน ลองหาสิ่งทดแทนหรือที่ระบายจะสามารถประคองสติได้

2.แสดงออกเมื่อยินดี : ความราบรื่นยินดีเป็นความอ่อนหวานทางอารมณ์ คนเราจะเสียอาการก็เพราะอารมณ์แบบนี้ ทำให้เกิดภาวะที่ไร้เกราะป้องกันตัวเอง การทำงานของประสาทสัมผัสทั้งห้าขาดบกพร่อง โดยคนปกติจะมีการรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ คิดอย่างไรเป็นการรับรู้โดยทั่วไปของมนุษย์ ที่ควบคุมการกระทำส่วนใหญ่ให้อยู่ในระดับรู้ตัว (Awareness) และเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยมีเจตนาและมีจุดมุ่งหมาย แต่เมื่อใดที่ความยินดีแล่นมาแบบเฉียบพลัน ร่างกายจะเสียศูนย์ไปชั่วขณะ

การที่จะควบคุมไม่ให้ยินดีจนเสียอาการมีความละเมียดมากกว่าการจัดการความโกรธ เพราะความยินดีคือการได้รับ ไม่ต้องการสิ่งทดแทน แสดงออกชัดเจนทางบุคลิกภาพ ดังนั้นการสะกดอารมณ์ยินดีจึงต้องอาศัยการลดทอน หรือ การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริง (Reaction Formation) การแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง เช่นวางหน้าเรียบเฉย หรือาจยิ้มแต่น้อย นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังแสดงอารมณ์ดังกล่าวให้ใครดู

3.รับมือความโศกเศร้า : ความเศร้าคืออารมณ์แห่งความสูญเสีย จิตใจรู้สึกศูนย์เสียและบางครั้งก็ไม่ได้ต้องการสิ่งทดแทน ทั้งอาจเกิดการถดถอย (Regression)หรือ การหนีกลับไปอยู่ในสภาพอดีตที่เคยทำให้ตนมีความสุข ความเศร้าโศกเกี่ยวข้องกับการสูญเสียสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือแม้แต่รูปแบบนามธรรม ซึ่งเรารู้ตัวในระดับจิตสำนึก 

อย่างที่บอก ความเศร้าอาจจะต้องการสิ่งชดเชย เช่น การชดเชยความสูญเสียในรูปธรรมเช่นเสียคนที่รัก อาจจะชดเชยด้วยนามธรรม คือ คิดว่าเขาไปดี ไปสบายแล้ว ส่วนการสูญเสียเชิงนามธรรม เช่นถูกเจ้านายต่อว่า แฟนนอกใจ อาจต้องการสิ่งชดเชยด้านรูปธรรม อาทิ เปลี่ยนงานใหม่ หรือ หาแฟนใหม่  หรือบางครั้งก็ต้องการแค่เวลาเป็นสิ่งชดเชย

4.วิตกกังวล : ฟรอยด์ บอกว่าความวิตกกังวลมีผลมาจากความกลัว หรือความไม่กล้าของตนเอง ความวิตกกังวล ความตึงเครียด เป็นกลวิธีในการป้องกันตนเองนี้เป็นการทำงานในระดับของจิตไร้สำนึกที่แต่ละบุคคลเข้าใจได้ยาก ซึ่งนักจิตวิเคราะห์เชื่อว่า การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของบุคคลนั้นบุคคลจะได้รับอิทธิพลมาจากกลไกในระดับจิตไร้สำนึกของแต่ละบุคคลนั่นเอง ดังนั้น รูปแบบของอารมณ์วิตกกังวลจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจยากทีสุด และจัดการได้ยากที่สุดเช่นกัน เพราะบางครั้งแม้แต่ตัวเราเองก็แทบไม่รู้ตัว

การจัดการความกังวล ไม่จำเป็นต้องชดเชย ก็แค่การเก็บอารมณ์ (Repression) กดความกรุ่นคิดนั้นไว้ จนกระทั่งลืมกลไกป้องกันตัวประเภทนี้ แต่ก็มีอันตราย เพราะถ้าเก็บกดความรู้สึกไว้มากจะมีความวิตกกังวลใจมาก และอาจทำให้เป็นโรคประสาทได้

5.ครุ่นคิด : ครุ่นคิดแตกต่างกับวิตกกังวลอย่างไร ? เรียก หมกมุ่นก็ได้ เป็นการใส่ใจอย่างหมกมุ่นในอาการต่าง เกี่ยวกับความทุกข์ ปัญหา เหตุไม่สบายใจ ซึ่งสัมพันธ์กับความวิตกกังวล และอารมณ์เชิงลบอื่น เป็นพลังงานทางอารมณ์ที่ค่อนข้างไร้ประโยชน์ ทั้งไม่ใช่เป็นปฏิกิริยาต่อสภาวะของพื้นฐานอารมณ์ แต่เป็นลักษณะการตอบสนองต่อความล้มเหลวที่อาจจะยังไม่เกิดขึ้น หรือผ่านมาแล้ว  "ความครุ่นคิด" จะไม่ใช่จากแนวคิด ที่เป็นพลังอารมณ์ด้านบวก ดังนั้นการจัดการอารมณ์ครุ่นคิดอย่างหมกมุ่นในตัว ต้องใช้ความความยืดหยุ่นทางจิตใจ เช่น ความคิดบวก ความคิดริเริมใหม่ (อย่างพอดี) หรือแม้แต่การหากิจกรรมทำเมื่อเกิดอารมณ์แบบนี้

6.หวาดกลัว : อารมณ์ด้านลบที่ร่างกายแสดงออกเพื่อเป็นกลไกป้องกันรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ความกลัวเป็นชุดอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งมีหลายรูปแบบ ทั้งเกิดจากความรูปสึกภายนอก สัมผัส และระดับภายในที่ค่อนข้างซับซ้อน ความรู้สึกกลัวตอบสนองต่อหลายวิธีทั้งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเสียอาหารเพราะปฏิกิริยาทางกายภาพสูงและไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ เราอาจเคยเห็นคนที่หวาดกลัวจนกล้ามเนื้อร่างกายชะงัก บีบ หด รัด คลาย ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่ความกลัวเข้าควบคุมอารมณ์ร่างกาย

วิธีการจัดการกับความหวาดกลัวนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยกลไกทดแทนทั้งจากภายนอกและภายในจิตใจ เช่น กลัวผีก็อาจจะหาพระเครื่องที่นับถือมาบูชา กลัวถูกทำร้ายก็อาจจะชดเชยด้วยการฝึกศิลปะการต่อสู้ ส่วนการจัดการความกลัวในใจ เรื่องนี้ต้องสัมผัสกับอารมณ์นั้นจนเกิดความเคยชิน ซึ่งวิธีนี้แม้แต่นักจิตวิทยาที่เก่งที่สุดก็ไม่สามารถรับประกันว่าจะได้ผล

7.ตกใจ : อารมณ์ตกใจ ไม่ใช่ตื่นตัว แต่ก็เป็นพื้นฐานอารมณ์เดียวกัน เป็นลักษณะทางอารมณ์อันอ่อนไหว อาจจะมาจากอารมณ์ความกลัวภายใจจิตใจ หรือแม้แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิด อาจมีอาการตามมา เช่น ใจสั่น เหงื่อแตก มือเท้าชา หายใจไม่อิ่มหรือรู้สึกมีก้อนจุกที่คอ แน่นหน้าอก เวียนหัว คลื่นไส้ มวนท้อง แน่นอนลักษณะเหล่านี้ทำให้เสียอาหารและร่างกายเสียการควบคุม ผลจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ทำให้เกิดสัญญาณหลอก (false alarm) ราวกับว่าร่างกายกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ร่างกายจึงหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนบางตัวออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติทำให้เกิดอาการดังกล่าว

จำไว้ว่าบางครั้งร่างกายก็กำลังหลอกเราอยู่ หรือเราอาจจะหลอกร่างกายของเราเอง ดังนั้นทางแก้ของอาการขวัญอ่อน ตกใจ ทำได้อย่างเดียวคืออาศัยความหนักแน่นของอารมณ์ อารมณ์นิ่ง จิตนิ่ง สมองไม่ปล่อยสารเพื่อหลอกร่างกาย


การจัดการ 7 อารมณ์พื้นฐานอันอ่อนไหวเหล่านี้ต้องเรียนรู้และฝึกฝน เป็นไปได้ยากที่พอคุณอ่านและคิดว่าเข้าใจแล้วจะสามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอารมณ์และร่างกายได้ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ในภาษาทางศาสนาพุทธเรียกฝึกจิต ในวิทยาศาสตร์เรียกความสามารถในการตอบสนองทางอารมณ์ต่อประสบการณ์ มันก็ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเชื่อแบบไหน

6 แอปพลิเคชันช่วยให้หายเครียด แถมหลับสนิท

สุขสร้างได้! เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้ทำงานอย่างมีความสุข


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

6 สิ่งที่ต้องทำเมื่อริจะเป็นฟรีแลนซ์

6 สิ่งที่ต้องทำเมื่อริจะเป็นฟรีแลนซ์

เทรนด์การทำงานในยุคนี้ คือสวรรค์ของฟรีแลนซ์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมทำงานออฟฟิศ มีไลฟ์สไตล์ทำงานอยู่บ้าน หรือร้านกาแฟ ไม่ต้องตื่นเช้า…
323900 | 02/07/2019
10 เรื่องต้องรู้เพื่อเอาตัวให้อยู่รอดปลอดจากโควิด-19

10 เรื่องต้องรู้เพื่อเอาตัวให้อยู่รอดปลอดจากโควิด-19

หลังมีการปกปิดข้อมูลจากบุคคลที่กลับมาจากการเดินทางในประเทศเสี่ยง จนเกิดการแพร่ระบาดในประเทศไทยบานปลาย และคาดว่าจะมีผู้คนเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการปกปิดข้อมูลในครั้งนี้กว่าสองพันคน…
279299 | 06/03/2020
เหตุผลที่คนเราควรหางานอดิเรกทำ

เหตุผลที่คนเราควรหางานอดิเรกทำ

คำถามปลายเปิด... งานอดิเรก ก็คืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งานหลัก ไม่ต้องนับว่ามันเป็นงานด้วยซ้ำ เพราะเป็นรูปแบบการพักผ่อนอย่างหนึ่งในยามว่าง หรือแม้ยามไม่ว่าง…
267365 | 12/06/2019
จิตวิทยา101 การจัดการอารมณ์พื้นฐาน