Work-Life Balance ทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์

SME Startup
21/02/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 625 คน
Work-Life Balance ทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์
banner

การทำงานสัปดาห์ละ 5 วันๆ ละ 8 ชั่วโมงในสมัยนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากในประเทศไทย ซึ่งผู้ประกอบการเองบางเจ้ายังเสนอให้ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ครอบคลุมและรองรับการใช้บริการของผู้บริโภคที่มากขึ้นในวันหยุด สำหรับธุรกิจประเภทบริการ เราถูกปลูกฝังมาให้ทำงานในรูปแบบนี้นานหลายสิบปี โดยตามมาตรฐานกฎหมายแรงงานไทย กำหนดให้มีระยะเวลาในการทำงานไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

แต่ในความเป็นจริงแล้วจากการสำรวจในปี 2015 โดยจีเอฟเคพบว่า ประเทศไทยนั้นมีเวลาในการทำงานเฉลี่ยสูงสุดถึง 50.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลยทีเดียว ซึ่งการทำงานหนัก ทำงานเยอะ ใช้เวลาในที่ออฟฟิศยาวนานขนาดนี้มันส่งผลดี ผลเสีย มากน้อยแค่ไหน ช่วยให้งานเสร็จได้ไวขึ้นจริงหรือไม่ ประเทศอื่นๆ จะช่วยตอบคำถามตรงนี้เอง

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


การทำงานน้อยช่วยให้สุขภาพจิตของคนในประเทศดีขึ้นได้จริงๆ

นี่คือ 3 ประเทศหลักๆ ที่มีชั่วโมงเฉลี่ยในการทำงานน้อยที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลให้ประชากรในประเทศมีความสุขมากขึ้น จากความเครียดที่ลดลง รวมถึงมีเวลาส่วนตัวในการทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องการได้ดียิ่งกว่าเดิม

1. เนเธอร์แลนด์ 29 ชั่วโมง

จากผลการสำรวจข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา พบว่า เนเธอร์แลนด์มีชั่วโมงการทำงานน้อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก พวกเขาใช้เวลาในการทำงานแค่ 36-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น พร้อมทั้งยังยืดหยุ่นเวลาในการทำงานได้อีกด้วย

2. เดนมาร์ก 32 ชั่วโมง

เดนมาร์กจะเน้นให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอย่างแรก จึงทำให้สมดุลกับการทำงานและชีวิตส่วนตัวนั้นสอดคล้องกัน ถึงแม้จะมีการเข้างาน 8 โมง เลิก 5 โมงเหมือนกัน แต่โดยมากจะเน้นการทำงานที่ใกล้บ้าน เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น รวมถึงยืดหยุ่นเวลาในการเข้างานอีกด้วย

3. เยอรมัน 34 ชั่วโมง

ประเทศเยอรมันมีความยืดหยุ่นในการทำงานเช่นกัน กฎหมายแรงงานเยอรมันอนุญาตให้ทำงานได้แค่ 8 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ธุรกิจส่วนมากจึงเปิดวันจันทร์-ศุกร์

นักจิตวิทยาและนักหนังสือพิมพ์นาม Ellen de Bruin ได้เผยให้เห็นถึงทฤษฎีที่เธอเชื่อว่าชาวดัตช์ หรือชาวเนเธอร์แลนด์เป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จากการที่พวกเขาได้ครอบครองอิสรภาพอย่างแท้จริง ไม่ยึดติดกับการทำงานที่หนักเกินไปเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ

Ellen อธิบายว่า เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูงมาก ผู้คนสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ ทั้งการเลือกคู่ชีวิต การเลือกศาสนา การเลือกเพศสภาพ หรือแม้แต่การใช้ยา ไปจนถึงชีวิตประจำวันอย่างการทำงาน ซึ่งเสรีภาพพวกนี้เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสุขของคนในประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสถิติแล้วชาวเนเธอแลนด์ส่วนใหญ่จะไม่ทำงานเต็มเวลา แต่เน้นทำงาน Part-Time มากกว่า ซึ่งทำให้ชั่วโมงในการทำงานเหลือแค่ 25 ชั่วโมงต่ออาทิตย์เท่านั้นเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงดูมีความสุขและมีแต่รอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

 

หลายประเทศพยายามปรับลดการทำงานให้เหลือแค่ 4 วันต่อสัปดาห์

เรียกว่าชาวดัตช์ หรือชาวเนเธอร์แลนด์นี้เป็นต้นแบบของแนวคิดการทำงานแห่งความสุขเลยก็ว่าได้ เพราะกระแสสังคมโลกในยุคสมัยใหม่นี้ได้รับการผลักดันให้การทำงานมีเวลาลดน้อยลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตให้กับคนในประเทศมากขึ้น เริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศสที่เริ่มปรับลดระยะเวลาการทำงานให้น้อยลงในปี 2017  

รวมถึงหลายบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Amazon เองก็ปรับให้ลูกจ้างที่เคยทำงานเต็มเวลาได้ทำงานลดลง เหลือแค่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีเท่านั้น และให้เข้าออฟฟิศได้เพียง 4 ชั่วโมงต่อวัน คือ 10 โมงถึงบ่ายสอง เวลาที่เหลือให้ทำงานนอกออฟฟิศแทน ซึ่งถึงแม้อัตราค่าบริการจะถูกตัดทอนลง และจ่ายเป็นแบบพาร์ทไทม์แทน แต่พนักงานเหล่านั้นก็จะยังคงได้รับสวัสดิการทุกอย่างตามที่ลูกจ้างควรจะได้ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมันส่งผลเอื้อประโยชน์กับผู้จ้างและลูกจ้างไปพร้อมๆ กัน

 

หยุด 3 วันต่อสัปดาห์ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มคุณภาพงานอีกด้วย

บางคนอาจมีมุมมองที่เชื่อว่า การลดระยะเวลาในการทำงานลงจะทำให้ทำงานไม่เสร็จตามเดดไลน์ ลดประสิทธิภาพงาน หรือส่งผลให้งานออกมาไม่ดี ทั้งที่ในความจริงแล้วมีผู้พิสูจน์ข้อสงสัยนี้มาแล้วตั้งแต่ปี 2016 จากบริษัทโตโยต้าในเมือง Gothenburg ซึ่งเขาให้พนักงานทำงานโดยลดจำนวนชั่วโมงลงแทนเหลือ 6 ชั่วโมงต่อวัน และพบว่าประสิทธิภาพในการทำกำไรให้กับบริษัทนั้นไม่ได้ลดลงเลย

อีกทั้งทางบริษัท Filimundus ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเองก็ยืนยันด้วยเช่นกัน จากการเริ่มใช้นโยบายนี้ตั้งแต่ปี 2015 การทำงานวันละ 8 ชั่วโมงไม่ได้ส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพอย่างที่หลายๆ คนเชื่อ เพราะการทำงานให้เต็มที่ ตั้งใจทำตั้งแต่ชั่วโมงแรกไปจนถึงชั่วโมงสุดท้ายนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการเพิ่มวันหยุด เพิ่มเวลาหยุดพักให้พนักงาน จะช่วยให้เขารีดประสิทธิภาพตัวเองออกมาได้มากขึ้นกว่าปกติเสียอีก

งานวิจัยใน Ericsson’s Lab เผยถึงเรื่องชั่วโมงทำงานเช่นกันว่า สมาธิของคนเราจะจดจ่อกับงานตรงหน้าได้เพียง 4-5 ชั่วโมงต่อครั้งเท่านั้น ซึ่งถ้าจะไม่ลดจำนวนชั่วโมงลง การปรับจาก 5 วันทำงานมาเหลือแค่ 4 วันทำงานเอง ก็จะช่วยให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาจะตั้งใจทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้เข้าสู่ช่วงพักได้ไวเท่าที่ต้องการ

 

ทำไมการทำงาน 4 วัน ถึงดีกว่า 5 วัน

ผู้บริหารที่มีโอกาสได้ปรับตัวให้พนักงานทำงานมาแล้ว 4 วันต่อสัปดาห์ส่วนใหญ่ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันส่งผลต่องานให้ดีขึ้นมากจริงๆ เช่น Randy Garutti ผู้บริหารร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มาก และลดค่าใช้จ่ายของพนักงานได้อีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานที่มีลูก เพราะเขาไม่ต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลในวันที่ตัวเองมาทำงาน

รวมถึงการมีส่วนร่วมของพนักงานในทีมก็เพิ่มมากขึ้น ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือกันให้งานเสร็จไปได้ไว และบริหาร Work-Life Balance ได้ดีขึ้น ห่างไกลความตึงเครียดจากการทำงาน ได้มีเวลาพัฒนาตัวเอง หาไอเดียใหม่ๆ มาเพิ่มให้กับงานที่ทำ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ก็กลับมาสู่ตัวคุณเองอยู่ดี


ลดวันทำงานแล้ว ต้องลดชั่วโมงการทำงานด้วย

ผู้บริหารบางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ หากลดวันทำงานต่อสัปดาห์ลง จึงไปเพิ่มจำนวนชั่วโมงในรอบ 4 วันนั้นแทน กลายเป็นจากทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็เพิ่มเป็น 10 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาทำงานยังคงเท่าเดิม แต่อัดแน่นในแต่ละวันแบบยาวนานแทน ซึ่งทฤษฎีนี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากพนักงานจะอิดโรย อ่อนล้า และหมดแรงจากการทำงานติดต่อกันที่ยาวนานเกินไป ส่งผลให้วันที่เหลืออีก 3 วันในรอบสัปดาห์ งานยิ่งออกมาแย่เข้าไปใหญ่

เพราะฉะนั้นหากคุณคิดจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ๆ ต้องอย่าลืมเปิดใจกว้างเพื่อรับผลลัพธ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งคุณไม่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นปรับการทำงานให้เหลือแค่ 4 วันทันที แต่สามารถทดลองเปลี่ยนทีละน้อย เช่น เลิกงานวันศุกร์ได้ไวขึ้น หรือเข้างานได้ช้าลงหน่อย ก็จะถือเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจสำหรับทั้งตัวพนักงาน และทิศทางของผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


5 เคล็ดลับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่

จัดการความคิด เมื่อชีวิตทำงานไม่สนุก


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

Organic Food เกษตรอินทรีย์ ความท้าทายภาคเกษตรไทย SME Startup

Organic Food เกษตรอินทรีย์ ความท้าทายภาคเกษตรไทย

สหภาพยุโรป(อียู)ถือเป็นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขนาดใหญ่  ประชาชนนิยมบริโภคอาหารปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ ส่งผลทำให้มูลค่าทางด้านตลาดกว่า 30.7 ล้านล้านยูโร...
55105 | 12/06/2019
เอ็กซ์เรย์ 10 อาชีพดาวรุ่ง-ดาวร่วงรับปี 2563 SME Startup

เอ็กซ์เรย์ 10 อาชีพดาวรุ่ง-ดาวร่วงรับปี 2563

เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ เทคโนโลยี Artificial Intelligence(AI) และเทคโนโลยี Big Data  ต...
29719 | 12/12/2019
ส่อง 4 สตาร์ทอัพด้านเกษตรที่ต้องบอกว่าเจ๋งสุดๆ SME Startup

ส่อง 4 สตาร์ทอัพด้านเกษตรที่ต้องบอกว่าเจ๋งสุดๆ

ธุรกิจในภาคเกษตรยุคปัจจุบันต้องมีการปรับตัวตามยุคตามสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farming ได้ม...
22091 | 04/01/2020
banner