ทำไม Green Certificate จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโรงแรม?
ตลาดการท่องเที่ยวระดับองค์กรกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ผ่านนโยบาย ESG (Environmental, Social, และ Governance) ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด
ขณะเดียวกัน “ฝั่งผู้บริโภค” ก็เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 76% ต้องการเดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้น และกว่า 83% มองว่า “ความยั่งยืน” เป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน 73% ของนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเลือกที่พักที่สื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน และ 70% ระบุว่ามีโอกาสจองที่พักมากขึ้น หากทราบว่าโรงแรมมีแนวทางรักษ์โลกหรือได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม โดยตลาดการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2022 และคาดว่าจะเติบโตถึง 11.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็น Demand จริงที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงส่งผลโดยตรงต่อเกณฑ์การเลือกโรงแรม จากเดิมที่เน้นความคุ้มค่า กลายเป็นความสามารถในการลดความเสี่ยงด้าน ESG ขององค์กร กล่าวคือ ที่พักใดที่ได้รับ Green Certificate สำหรับโรงแรม หรือได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม มักถูกมองว่าเป็นซัปพลายเออร์ที่ช่วยลด Scope 3 Emissions (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม) ของบริษัทลูกค้าได้ ในขณะที่โรงแรมที่ไม่มีมาตรฐานโรงแรมสีเขียวรองรับ อาจทำให้เสียโอกาสในการถูกคัดเลือกเข้า Vendor List
แรงกระเพื่อมจาก European Green Deal และกลไกของแพลตฟอร์ม OTA
นโยบาย European Green Deal (ข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรป) คือ ยุทธศาสตร์การเติบโตใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยปรับปรุงกฎหมายเกือบทั้งหมดเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ลดมลพิษ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
นโยบายดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบแค่ในยุโรปเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม OTA (Online Travel Agency) จะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มระดับสากลอย่าง Booking.com และ Expedia ก็เริ่มมีการปรับอัลกอริทึมและ UX ของหน้า Search ด้วยการ
-
เพิ่ม Sustainability Badge หรือป้าย “ที่พักรักษ์โลก”
-
ให้ Filter สำหรับค้นหาเฉพาะที่พักที่มีมาตรฐานโรงแรมสีเขียว
-
ใช้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยการจัดอันดับ (Ranking)
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงแรมระดับ SME
สำหรับโรงแรมระดับ SME การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลโดยตรงต่อการมองเห็นบนแพลตฟอร์ม (Organic Visibility) กล่าวคือ โรงแรมใดมี Green Certificate โรงแรมนั้นจะได้รับการแสดงผลมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม โรงแรมที่ไม่มีจะมีโอกาสในการถูกค้นพบน้อยลง ซึ่งนอกจากจะเสียแทรฟฟิกและยอดจองออนไลน์ไปอย่างน่าเสียดายแล้ว ภาพลักษณ์ของธุรกิจยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่มองหาอีกด้วย
เจาะลึกกลไก Scope 3 Emissions ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการจองของลูกค้าองค์กร
ภายใต้กรอบ ESG การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรแบ่งออกเป็น 3 Scope โดย Scope 3 Emissions คือการปล่อยทางอ้อมที่เกิดจากกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งองค์กรไม่ได้ควบคุมโดยตรง เช่น การเดินทางของพนักงาน การใช้บริการของซัปพลายเออร์ และกระบวนการในห่วงโซ่อุปทาน
“การเข้าพักในโรงแรม” ก็ถูกนับรวมอยู่ใน Scope นี้ด้วยเช่นกัน โดยพลังงานที่ใช้ในห้องพัก (ไฟฟ้า แอร์ น้ำร้อน ฯลฯ) การทำความสะอาดและซักรีด ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรแบบใช้ครั้งเดียว ปัจจัยเหล่านี้จะถูกนำไปคำนวณเป็น Carbon Footprint ขององค์กรนั้น
ทำไมฝ่ายจัดซื้อถึง “บังคับเลือก” ที่พักที่มี Green Certificate โรงแรม?
เมื่อองค์กรขนาดใหญ่ต้องรายงาน Scope 3 Emissions ต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน หรือหน่วยงานกำกับ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือแรงกดดันภายในองค์กรให้ลดตัวเลขเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกลไกที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรส่วนใหญ่คือ
-
การกำหนดนโยบายการเดินทาง (Travel Policy) ใหม่ ฝ่ายบริหารจะกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า การเดินทางของพนักงานต้องเลือกซัปพลายเออร์ที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมรองรับ
-
การจัดทำ Preferred Vendor List (PVL) โรงแรมที่จะถูกเลือกเป็นพาร์ตเนอร์จะต้องผ่านเงื่อนไข ESG เบื้องต้น เช่น มีข้อมูลการปล่อยคาร์บอน มีรายงานการใช้พลังงาน หรือมีใบรับรองมาตรฐานโรงแรมสีเขียว
-
การเชื่อมโยง ESG เข้ากับ KPI ขององค์กร หลายองค์กรเริ่มผูก KPI ของฝ่ายจัดซื้อเข้ากับการลดคาร์บอน ทำให้การเลือกโรงแรมเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลงานของทีม
มาตรฐานโรงแรมสีเขียว วัดอะไรบ้าง? ทำความเข้าใจ 7 หมวดหลัก
ในทางปฏิบัติ การได้รับ Green Certificate โรงแรมไม่ได้พิจารณาเพียง “ภาพลักษณ์” แต่ต้องผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากล เช่น ASEAN Green Hotel Standard และ Green Hotel PLUS ซึ่งกำหนดเกณฑ์การประเมินในหลายมิติ ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานภายในและผลกระทบต่อสังคมโดยรอบ
โดยสามารถสรุปเป็น 7 หมวดสำคัญที่โรงแรมต้องพัฒนา ดังนี้
1. การกำหนดนโยบายและระบบบริหารด้านความยั่งยืน โรงแรมต้องมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป้าหมายระยะยาว และระบบติดตามผลที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) ครอบคลุมการลดการใช้พลังงาน การใช้พลังงานสะอาด และการควบคุมการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงแรม
3. การบริหารจัดการน้ำ (Water Management) รวมถึงการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัดน้ำเสีย และการควบคุมคุณภาพน้ำ
4. การจัดการของเสีย (Waste Management) เน้นการลด แยก และนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการจัดการขยะและของเสียอันตรายอย่างถูกวิธี
5. การเลือกใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ Green Products การจัดซื้ออย่างยั่งยืน และการลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง
6. การพัฒนาบุคลากรและการมีส่วนร่วมกับชุมชน โรงแรมต้องมีการฝึกอบรมพนักงานด้านสิ่งแวดล้อม และทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก
7. การจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม ครอบคลุมคุณภาพอากาศ เสียง น้ำเสีย และการใช้สารเคมี เพื่อควบคุมผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ
3 แนวทางปฏิบัติเพื่อยกระดับโรงแรม สู่มาตรฐานโรงแรมสีเขียว
การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานโรงแรมสีเขียวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงแรมขนาดใหญ่หรือองค์กรระดับสากล แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับโรงแรมทุกขนาด โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่เสมอไป หากเริ่มต้นจากการปรับกระบวนการที่ควบคุมได้ในระดับปฏิบัติการก่อน เช่น การลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการสร้างระบบที่สามารถวัดผลได้
แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน แต่ยังเป็น “พื้นฐานสำคัญ” สำหรับการยกระดับสู่การขอ Green Certificate โรงแรมในระยะถัดไป
1. การกำหนดนโยบายและพัฒนาบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อม
การยกระดับสู่มาตรฐานโรงแรมสีเขียวควรเริ่มจาก “การตั้งต้นที่ระบบ” โดยโรงแรมจำเป็นต้องมีนโยบายและเป้าหมายด้านการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เช่น การลดการใช้พลังงาน การลดของเสีย หรือการเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน พร้อมทั้งสื่อสารให้พนักงานทุกระดับเข้าใจและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
ควบคู่กันนั้น การพัฒนาบุคลากรถือเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรม การกำหนดแนวทางปฏิบัติ หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพราะแม้จะมีนโยบายที่ดีเพียงใด หากไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ก็ยากที่จะสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระยะยาว
2. การบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดแบบลีน (Lean) ในบริบทของโรงแรม คือการลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น ทั้งพลังงาน น้ำ และวัสดุสิ้นเปลือง โดยเริ่มจากระบบพื้นฐานที่สามารถควบคุมได้ เช่น การใช้คีย์การ์ดตัดไฟเมื่อไม่มีผู้เข้าพัก การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวในพื้นที่ส่วนกลาง หรือการใช้ระบบ IoT เพื่อติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์
ในขณะเดียวกัน โรงแรมสามารถลดการสูญเสียในกระบวนการบริการควบคู่กันไปได้ เช่น การเปลี่ยน Amenities แบบใช้ครั้งเดียวเป็นขวดแบบเติม (Refill) หรือออกแบบโปรแกรมให้ลูกค้าเลือกงดทำความสะอาดรายวันเพื่อลดการใช้น้ำและพลังงาน วิธีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังสร้างข้อมูลที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอ Green Certificate โรงแรม และสะท้อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
3. การวางแผนเป็นขั้นตอน (Roadmap) สู่การรับรองมาตรฐาน
การยกระดับสู่มาตรฐานโรงแรมสีเขียวควรมีการวางแผนเป็นขั้นตอน เริ่มจากการประเมินสถานะปัจจุบัน เช่น การใช้พลังงาน น้ำ และการจัดการขยะ จากนั้นเลือกมาตรฐานที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ เช่น มาตรฐานโรงแรมใบไม้เขียว หรือ แล้วกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาแต่ละด้าน จากนั้นเมื่อได้ใบรับรองแล้ว ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสื่อสารกับลูกค้าองค์กร เพื่อแสดงให้เห็นว่าโรงแรมของคุณเป็นโรงแรมรักษ์โลกที่ช่วยองค์กรลดความเสี่ยง ESG ได้จริง
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การได้ Green Certificate โรงแรม ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่คือการปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาใหม่ของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย ESG กฎระเบียบ และแพลตฟอร์มดิจิทัล โรงแรมที่มีมาตรฐานโรงแรมสีเขียวจึงมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าองค์กรได้มากกว่า ในขณะที่โรงแรมที่ยังไม่ปรับตัวอาจถูกลดบทบาทลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเชิงปฏิบัติ โรงแรม SME สามารถเริ่มบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในแผนธุรกิจประจำปี โดยเริ่มจากจุดที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การลดของเสีย การจัดการพลังงาน และการเก็บข้อมูลเพื่อรองรับการขอใบรับรอง แนวทางเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดต้นทุนโรงแรมแล้ว ยังสร้างความพร้อมเชิงโครงสร้างในการรองรับเงื่อนไขการจองที่เข้มงวดขึ้นในตลาด Corporate ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคตอันใกล้
ข้อมูลอ้างอิง
-
Corporate Value Chain (Scope 3) Standard. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 จาก https://ghgprotocol.org/corporate-value-chain-scope-3-standard.
-
Energy Management. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 จาก https://www.untourism.int/sustainable-development/unwto-international-network-of-sustainable-tourism-observatories/tools-energy-management.
-
Scope 3 Emissions and Business Travel: Explained. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 จาก https://skynrg.com/scope-3-emissions-and-business-travel-explained/.
-
The European Green Deal. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 จาก https://commission.europa.eu/strategy-and-policy/priorities-2019-2024/european-green-deal_en.
-
Sustainable Tourism Market to Reach $11.4 Trillion by 2032. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จาก https://www.greenlodgingnews.com/sustainable-tourism-market-to-reach-11-4-trillion-by-2032/#:~:text=Sustainable%20Tourism%20Market%20to%20Reach%20$11.4%20Trillion%20by%202032%20%7C%20Green%20Lodging%20News.
-
ASEAN GREEN HOTEL STANDARD. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จาก https://www.asean.org/wp-content/uploads/2012/05/ASEAN-Green-Hotel-Standard.pdf.
-
GREEN HOTEL PLUS. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จาก https://greenhotelthai.com/th/img_hotelplus/GHPLUS_ENGversion.pdf.