การวางแผนพัฒนาทายาทกงสียุคใหม่ ดูแลธุรกิจเดิมพร้อมสร้างโอกาส
SME InsightsFamily Business

การวางแผนพัฒนาทายาทกงสียุคใหม่ ดูแลธุรกิจเดิมพร้อมสร้างโอกาส

19 ส.ค. 2569
|
9

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าใครจะขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากผู้ก่อตั้ง แต่เป็นกระบวนการสร้างความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถดูแลธุรกิจเดิม สร้างการเติบโตใหม่ และได้รับความไว้วางใจจากคนในองค์กรไปพร้อมกัน

โจทย์นี้สำคัญอย่างมากสำหรับทายาทกงสียุคใหม่ เพราะสิ่งที่คนรุ่นก่อนต้องการอาจเป็นการรักษากระแสเงินสด ลูกค้า และธุรกิจที่สร้างมาหลายสิบปี ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจต้องการทดลองสินค้า เทคโนโลยี หรือตลาดใหม่ การนำเป้าหมายทั้งสองชุดมารวมกันโดยไม่มีการแบ่งบทบาทที่ชัดเจน จึงอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนได้ว่าองค์กรควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายใดก่อน

ข้อมูลจาก Deloitte Private ปี 2026 ซึ่งสำรวจธุรกิจครอบครัว 1,587 แห่งใน 35 ประเทศ พบว่า 35% ระบุว่าการที่คนรุ่นถัดไปยังมีคุณสมบัติหรือประสบการณ์ไม่เพียงพอเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการส่งต่อกิจการ ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่กำลังมีบทบาทสำคัญในงานด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการตลาด และถูกคาดว่าจะมีส่วนผลักดันการปรับปรุงเทคโนโลยี การนำ AI มาใช้ การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ตลอดจนการขยายตลาดในอนาคต

หนึ่งในแนวทางที่ SME สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จึงเป็น “Dual-Track OKRs” หรือการแบ่งเป้าหมายและผลลัพธ์สำคัญออกเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ เป้าหมายสำหรับรักษาความแข็งแรงของธุรกิจเดิม และเป้าหมายสำหรับทดลองสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อให้การพัฒนาทายาทเกิดขึ้นผ่านผลงานที่ตรวจสอบได้ มากกว่าการพิจารณาจากสถานะความเป็นสมาชิกครอบครัวเพียงอย่างเดียว

Dual-Track OKRs สำหรับธุรกิจครอบครัว ช่วยวางเป้าหมายและวัดผลการบริหารของทายาทกงสียุคใหม่

วัดความพร้อมของทายาทอย่างไร ให้ครอบคลุมทั้งธุรกิจเดิมและโอกาสใหม่

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ KPI หรือระบบวัดผลแบบเดิมไม่ดีพอ เพราะตัวชี้วัดเหล่านี้ยังจำเป็นต่อการควบคุมยอดขาย ต้นทุน คุณภาพ หรือประสิทธิภาพการผลิต แต่หากใช้ตัวเลขจากธุรกิจเดิมเป็นเครื่องวัดความพร้อมของทายาทเพียงชุดเดียว องค์กรอาจมองไม่เห็นความสามารถอีกด้าน เช่น การค้นหาตลาดใหม่ การทดลองโมเดลธุรกิจ หรือการสร้างทีมขึ้นมารับผิดชอบโครงการใหม่

กับดักการรวมเป้าหมายของ 2 รุ่นให้อยู่ในกระดานเดียว

หลัก OKR สำหรับธุรกิจครอบครัวสามารถแบ่งเป้าหมายได้เป็นทั้ง Committed OKRs หรือเป้าหมายที่องค์กรตกลงว่าจะต้องทำให้สำเร็จ และ Aspirational OKRs หรือเป้าหมายที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน โดยอาจยังไม่ทราบวิธีไปถึงเป้าหมายทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น

เมื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ในธุรกิจครอบครัว การแยกเป้าหมายที่ต้องรักษาให้สำเร็จออกจากเป้าหมายที่มีไว้สำหรับการทดลองจะช่วยให้แต่ละฝ่ายเข้าใจระดับความคาดหวังได้ตรงกันมากขึ้น หากองค์กรนำเป้าหมายทั้งสองลักษณะมารวมกันโดยไม่แยกให้ชัด อาจเกิดการจัดสรรทรัพยากรผิดด้าน เช่น นำทรัพยากรที่จำเป็นต่อการรักษาธุรกิจหลักไปทุ่มให้โครงการทดลอง หรือในทางกลับกัน ไม่ยอมให้โครงการใหม่มีพื้นที่ทดลอง เพราะทุกเป้าหมายถูกคาดหวังว่าจะต้องสำเร็จเต็มรูปแบบ

ความต่างระหว่าง KPI กับ OKR ในฐานะเครื่องมือพัฒนาทายาท

KPI เหมาะสำหรับการติดตามประสิทธิภาพของงานที่มีระบบและมาตรฐานค่อนข้างชัด เช่น อัตราของเสีย ต้นทุนต่อหน่วย ยอดขาย หรือระยะเวลาส่งมอบ ส่วน OKR สามารถเพิ่มเติมโจทย์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ หาลูกค้ากลุ่มใหม่ หรือสร้างช่องทางรายได้ที่ธุรกิจยังไม่มี

ทั้งนี้ KPI และ OKR ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ใช้แทนกันโดยตรง โดยธุรกิจสามารถใช้ KPI เพื่อติดตามสุขภาพของการดำเนินงานควบคู่กับ OKR ที่กำหนดประเด็นสำคัญซึ่งองค์กรต้องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาหนึ่งได้

ดังนั้น การใช้ OKR เป็นส่วนหนึ่งของกรอบพัฒนาผู้สืบทอด (Succession Framework) จึงไม่ควรยกเลิก KPI แต่เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้ทายาทแสดงความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ พร้อมกำหนดผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

เป็น “จากทายาทธุรกิจ สู่การสร้างความไว้วางใจด้วยผลงาน”

ทายาทอาจได้รับตำแหน่งจากครอบครัว แต่ความไว้วางใจจากพนักงาน ลูกค้า และผู้บริหารมืออาชีพต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจริง โดยเฉพาะพนักงานรุ่นเก่าที่เคยทำงานกับผู้ก่อตั้งมานานและมีประสบการณ์มากกว่าทายาทในบางด้าน

ดังนั้น แทนที่จะคาดหวังให้องค์กรยอมรับทายาทจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว เจ้าของธุรกิจควรสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมองเห็นผลงาน วิธีตัดสินใจ และความรับผิดชอบของทายาทอย่างต่อเนื่อง

ทีมร่วมกันวาง OKR ธุรกิจครอบครัว เพื่อกำหนดเป้าหมายและติดตามผลงานของทายาทกงสียุคใหม่

Dual-Track OKRs เวทีสร้างประสบการณ์สู่เส้นทางการเป็น “Mini CEO”

Dual-Track OKRs ในบทความนี้เป็นกรอบประยุกต์สำหรับธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่รูปแบบ OKR มาตรฐานที่ทุกองค์กรต้องใช้ โดยแบ่งสนามการบริหารออกเป็น 2 ส่วน เพื่อให้ธุรกิจเดิมและการทดลองใหม่สามารถเดินหน้าได้พร้อมกัน

ส่วนที่ 1: The Fortress OKRs การรักษาธุรกิจหลักให้แข็งแรง

Fortress หรือ “ฐานที่ต้องรักษาให้แข็งแรง” คือเป้าหมายของกิจการที่สร้างรายได้อยู่แล้ว เช่น กระแสเงินสด อัตรากำไร ต้นทุนการผลิต คุณภาพสินค้า การส่งมอบ และการรักษาลูกค้าหลัก

ตัวอย่าง Objective อาจเป็น “การรักษาความแข็งแรงของธุรกิจหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร” โดยมี Key Results เช่น รักษาระดับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ลดของเสียจากการผลิต หรือรักษาลูกค้าหลักตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด

เป้าหมายชุดนี้ควรมีผู้บริหารรุ่นเดิมหรือผู้บริหารที่มีประสบการณ์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพราะเป็นพื้นที่ที่ความผิดพลาดสามารถกระทบฐานธุรกิจโดยตรง

ส่วนที่ 2: The Spaceship OKRs การสร้างพื้นที่ทดลองธุรกิจใหม่

Spaceship คือพื้นที่สำหรับค้นหา New S-Curve หรือแหล่งการเติบโตใหม่ โดยให้ทายาทรับผิดชอบคล้าย Mini CEO ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ เลือกทีม จัดสรรงบประมาณ ทดลองตลาด ไปจนถึงรายงานผล

หัวใจสำคัญคือการกำหนดวงเงินและทรัพยากรที่ธุรกิจยอมรับได้หากการทดลองไม่เป็นไปตามคาด (Affordable Loss) แทนที่จะเปิดงบโดยไม่มีกรอบ แนะนำให้ตั้งคำถามก่อนว่าองค์กรสามารถนำอะไรไปเสี่ยงในการทดลองได้ โดยยังไม่กระทบความมั่นคงของกิจการหลัก

ทายาทกงสียุคใหม่ทำงานร่วมกับผู้บริหารรุ่นใหญ่เพื่อเรียนรู้การบริหารธุรกิจครอบครัว

3 สิ่งที่ทายาทต้องพิสูจน์ผ่านการใช้หลัก OKR ในธุรกิจครอบครัว

การให้ทายาทรับผิดชอบโครงการใหม่เป็นโอกาสให้องค์กรประเมินความพร้อมของทายาทจากหลายมิติ เพราะผู้นำธุรกิจต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ บริหารทรัพยากร และทำงานร่วมกับคนในองค์กรได้ในเวลาเดียวกัน การกำหนด OKR ที่ชัดเจนจึงช่วยเปลี่ยนการประเมินจากความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นผลงานและพฤติกรรมการบริหารที่ติดตามได้

1. ผลลัพธ์ (Results)

ความสามารถในการเปลี่ยนเป้าหมายให้เกิดผลทางธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องวัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว หากเป็นโครงการทดลอง อาจพิจารณาจากจำนวนลูกค้าที่ทดลองใช้สินค้า อัตราการเปลี่ยนจากผู้ทดลองเป็นผู้ซื้อ อัตราซื้อซ้ำ รายได้จากช่องทางใหม่ ต้นทุนที่ลดลง หรือข้อมูลที่ช่วยยืนยันว่าตลาดมีความต้องการจริง ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้ครอบครัวเห็นว่าทายาทสามารถนำแนวคิดไปทดสอบและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด

2. วินัยในการบริหาร (Execution) 

ผลลัพธ์ที่ดีเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความพร้อมในการรับช่วงกิจการ องค์กรควรพิจารณาด้วยว่าทายาทสามารถวางแผน ใช้งบประมาณตามกรอบ จัดลำดับความสำคัญของงาน มอบหมายงานให้ทีม แก้ปัญหาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน และรายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากโครงการไม่ได้ผลตามสมมติฐานเดิม ทายาทสามารถวิเคราะห์สาเหตุและปรับแผนโดยไม่ใช้งบประมาณเกินขอบเขตที่กำหนดได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการบริหารมากกว่าการพิจารณาเฉพาะตัวเลขปลายทาง

3. ความน่าเชื่อถือ (Reputation)

ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากตำแหน่งหรือสถานะความเป็นสมาชิกครอบครัว แต่ค่อย ๆ สร้างขึ้นจากการทำงานร่วมกับพนักงาน ผู้บริหาร ลูกค้า และพันธมิตร เมื่อทายาทสามารถรับฟังความคิดเห็น ตัดสินใจโดยมีเหตุผล รับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ และให้เครดิตกับทีมอย่างเหมาะสม ความเชื่อมั่นจากคนรอบข้างก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกันจริง

ทั้ง 3 ด้านจึงมีความสัมพันธ์กัน “ผลลัพธ์” แสดงว่าทายาทสร้างผลลัพธ์ได้ “วินัยในการบริหาร” แสดงว่าสามารถบริหารกระบวนการไปสู่ผลลัพธ์ได้อย่างมีวินัย และ “ความน่าเชื่อถือ” สะท้อนว่าสามารถนำคนอื่นให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ เมื่อองค์กรมีหลักฐานจากทั้ง 3 มิติ การประเมินทายาทจึงสามารถเปลี่ยนจากคำถามกว้าง ๆ ว่า “พร้อมหรือยัง” ไปสู่คำถามที่ชัดขึ้นว่า ทายาทเคยรับผิดชอบอะไร ตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดอย่างไร สร้างผลลัพธ์อะไร และได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่ต้องทำงานร่วมกันมากน้อยเพียงใด

ทีมผู้บริหารวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามผล Okr ธุรกิจครอบครัว

Case Study: TPBI โครงการ “วน” กับพื้นที่สร้างผลงานของทายาท

กรณีของบริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI ช่วยให้เห็นภาพของการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สร้างโครงการบนความเชี่ยวชาญเดิมของธุรกิจ

หมายเหตุ: TPBI ไม่ได้เปิดเผยว่าบริษัทใช้ระบบ Dual-Track OKRs กรณีนี้จึงเป็นการถอดบทเรียนผ่านกรอบ Dual-Track OKRs ไม่ใช่การระบุว่าเป็นระบบที่บริษัทนำมาใช้จริง

โจทย์กงสี: จากธุรกิจพลาสติกเดิมสู่โอกาสด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

TPBI เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดย Forbes Thailand รายงานในปี 2016 ว่า ขณะนั้นบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมส่งต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นต่อไป ซึ่งทายาทได้เริ่มเรียนรู้ธุรกิจมาตั้งแต่หลายปีก่อนและเข้ารับตำแหน่งบริหารในสายงานต่าง ๆ ควบคู่กับการวางแผนเตรียมผู้สืบทอดขององค์กร (Succession Plan)

ต่อมา กมล บริสุทธนะกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในทายาทรุ่นที่ 2 ดำรงตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ TPBI ได้ก่อตั้งโครงการ “วน” จากทีมนวัตกรรมขนาดเล็ก เพื่อทดลองนำความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลของบริษัทมาต่อยอดสู่การรับพลาสติกที่ผ่านการใช้งานจากผู้บริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

มอง TPBI ผ่านเลนส์ Dual-Track OKRs

หากนำกรอบ Dual-Track มาถอดบทเรียน ธุรกิจการผลิตเดิมของ TPBI เปรียบเสมือน Fortress ที่ต้องรักษาประสิทธิภาพและฐานรายได้ ขณะที่โครงการ “วน” สามารถเปรียบเทียบได้กับ Spaceship เพราะโครงการเริ่มจากทีมขนาดเล็ก ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทในช่วงตั้งต้น และต้องพัฒนาแนวทางหารายได้เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินต่อได้ด้วยตัวเอง

โครงการเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2018 และต่อมาขยายเครือข่ายจุดรับคืนถุงและฟิล์มพลาสติกยืดมากกว่า 400 จุดทั่วประเทศ นอกจากนี้ TPBI ยังนำวัสดุรีไซเคิลมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อื่น เช่น เม็ดพลาสติก PCR HDPE Compound สำหรับการผลิตพาเลตรีไซเคิล

ผลต่อการสืบทอดที่ SME สามารถถอดบทเรียนมาปรับใช้ได้

สิ่งที่ TPBI แสดงให้เห็นได้จากหลักฐานสาธารณะ ไม่ใช่การยืนยันว่าโครงการ “วน” ทำให้พนักงานรุ่นเก่ายอมรับทายาทโดยตรง แต่คือการที่ทายาทได้รับพื้นที่รับผิดชอบโครงการจริง ทดลองแนวคิดใหม่ สร้างทีม และพัฒนาโครงการจนมีผลลัพธ์ที่บุคคลภายนอกมองเห็นได้

สำหรับธุรกิจครอบครัว นี่คือหลักการสำคัญของการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านผลงาน กล่าวคือ ก่อนส่งมอบตำแหน่งใหญ่ องค์กรสามารถส่งมอบ “สนามเล็ก ๆ ที่มีอำนาจจริง” ให้ทายาทได้พิสูจน์ความสามารถก่อน

ผู้บริหารเข้าประชุมเพื่อติดตาม Okr ธุรกิจครอบครัวผ่านข้อมูลผลการดำเนินงาน

3 ขั้นตอนเปลี่ยน OKR เป็นแผนพัฒนาทายาทสำหรับธุรกิจครอบครัว

การพัฒนาทายาทกงสียุคใหม่ให้พร้อมรับช่วงต่อ ไม่สามารถอาศัยการเรียนรู้งานแบบทั่วไปได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบที่ชัดเจนและวัดผลได้ ซึ่ง 3 ขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยแปลงหลัก OKR ให้กลายเป็นเครื่องมือฝึก “Mini CEO” อย่างเป็นรูปธรรม

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดสนามทดลองให้ชัด

เลือกโครงการที่แยกออกจากธุรกิจหลักได้ เช่น สินค้าใหม่ ช่องทางออนไลน์ ตลาดใหม่ หรือบริการใหม่ แล้วกำหนดระยะเวลา เจ้าของงบ ทีม รวมถึงขอบเขตการตัดสินใจของทายาทให้ชัดเจน

SME สามารถใช้ Spreadsheet หรือระบบบริหารโครงการ (Project Management) ที่มีอยู่แล้วได้ ส่วนในด้านบุคลากร ควรเริ่มจากทายาทในฐานะเจ้าของโครงการร่วมกับทีมขนาดเล็กจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ทันที

สำหรับงบประมาณ ควรใช้หลัก Affordable Loss หรือกำหนดวงเงินที่ธุรกิจยอมรับได้หากการทดลองไม่เป็นไปตามคาด เพื่อให้โครงการใหม่มีพื้นที่ทดลองโดยไม่กระทบเงินทุนที่จำเป็นต่อธุรกิจหลัก เช่น กำหนดงบโครงการนำร่องเป็นวงเงินตายตัว และกำหนดจุดทบทวนผลก่อนพิจารณางบประมาณรอบถัดไป

ขั้นตอนที่ 2: แยก Dual-Track OKRs ทั้งสองส่วนให้ชัดเจน

ในส่วนของ Fortress ธุรกิจควรติดตามความมั่นคงของกิจการ เช่น กระแสเงินสด ต้นทุน คุณภาพ และลูกค้าหลัก ส่วน Spaceship ควรวัดการค้นหาโอกาส เช่น จำนวนลูกค้าทดลอง อัตราการเปลี่ยนผู้สนใจเป็นลูกค้า (Conversion Rate) รายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ ต้นทุนการทดลอง หรือบทเรียนที่นำไปสู่การปรับโมเดล แต่ข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสินทั้งสองฝั่ง เพราะธุรกิจหลักกับโครงการทดลองมีระดับความไม่แน่นอนต่างกัน

ขั้นตอนที่ 3: ใช้ OKR เป็นเครื่องมือสร้างความไว้วางใจ

กำหนดรอบประเมินผลงานเดือนละครั้งหรือทุกไตรมาส ให้ทายาทนำเสนอผลลัพธ์ ปัญหา สิ่งที่เรียนรู้ การใช้งบประมาณ และสิ่งที่จะทำต่อหน้าผู้บริหารและทีมที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายของขั้นตอนนี้ไม่ใช่การจัดงานเพื่อยกย่องทายาทกงสียุคใหม่เป็นพิเศษ แต่คือการทำให้ผลงานและกระบวนการตัดสินใจโปร่งใส หากโครงการสำเร็จ ทีมเห็นหลักฐานของความสามารถ หากผลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทายาทก็ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถเรียนรู้ ปรับแผน และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจได้อย่างไร

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

สำหรับธุรกิจครอบครัว การเตรียมทายาทให้พร้อมรับช่วงกิจการควรเริ่มก่อนถึงวันที่ต้องเปลี่ยนผู้นำจริง เพราะยิ่งมีเวลาสร้างประสบการณ์มากเท่าไร ครอบครัวยิ่งมีโอกาสเห็นทั้งจุดแข็ง ข้อจำกัด และรูปแบบการบริหารของคนรุ่นต่อไปได้ชัดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงนำธุรกิจทั้งหมดไปอยู่ภายใต้การทดลองในครั้งเดียว

แนวทางที่เหมาะสมคือเริ่มจากการเลือกโครงการหรือหน่วยธุรกิจที่มีขอบเขตชัดเจน กำหนดงบประมาณ ทีมงาน สิทธิในการตัดสินใจ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทายาทรับผิดชอบจริง พร้อมแยกเป้าหมายของธุรกิจหลักออกจากเป้าหมายของโครงการใหม่อย่างชัดเจน เพื่อให้ทั้งสองฝั่งสามารถเดินหน้าได้โดยไม่แย่งทรัพยากรหรือใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสินงานที่มีระดับความเสี่ยงต่างกัน

เมื่อกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง การส่งต่อธุรกิจก็จะมีหลักฐานประกอบการตัดสินใจมากขึ้น และช่วยให้ทั้งรุ่นใหญ่ ทายาท และทีมงานค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่บทบาทใหม่ได้อย่างเป็นระบบ

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ‘Won (วน)’ โปรเจกต์รีไซเคิลพลาสติกที่พยายามหาทางออกให้กับสิ่งที่ผู้คนมองว่าเป็นผู้ร้าย. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 จาก https://capitalread.co/ingoodcompany-won/

  2. Deloitte Private global report reveals succession preparedness gaps as family businesses navigate generational transition. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 จาก https://www.deloitte.com/global/en/about/press-room/global-report-reveals-succession-preparedness-gaps.html

  3. Family business succession planning and the next generation, 2026. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 จาก https://www.deloitte.com/global/en/services/deloitte-private/perspectives/family-business-succession-planning-next-generation.html

  4. Google's OKR Playbook. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 จาก https://www.whatmatters.com/resources/google-okr-playbook

  5. TPBI ติดอาวุธธุรกิจ ถุงพลาสติกไทยระดับโลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 จาก https://forbesthailand.com/asia/world/tpbi-ถุงพลาส.

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333