กลยุทธ์ Family Business Transition ที่ Win-Win ทั้งตระกูล
SME InsightsFamily Business

กลยุทธ์ Family Business Transition ที่ Win-Win ทั้งตระกูล

21 ม.ค. 2569
|
5964

ความสำเร็จสูงสุดของธุรกิจครอบครัวไม่ได้วัดจากตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากการที่พ่อแม่นั่งมองลูกบริหารงานด้วยรอยยิ้ม ส่วนลูกก็สามารถทำงานด้วยความมั่นใจโดยมีพ่อแม่หนุนหลังอย่างอบอุ่น เรียกว่าเป็นภาพแทนของการสืบทอดกิจการอย่างมีความสุขก็ว่าได้

บทความนี้ไม่ได้จะมาชวนให้ปลดระวางคนรุ่นใหม่ที่ยังมีไฟ แต่เรากำลังพูดถึงการออกแบบบทบาทและพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ผู้ก่อตั้งได้ทำในสิ่งที่รักและถนัดในวัยนี้ ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดพื้นที่ (Space) ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ แนวคิดนี้คือแก่นของ Family Business Transition ที่เปลี่ยนความตึงเครียดเป็นพลังร่วม และเปลี่ยนช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงานให้กลายเป็น Happy Workplace สำหรับธุรกิจครอบครัวที่ทุกคนภูมิใจ

เมื่อ Family Business Transition ราบรื่น รุ่นลูกก็สามารถสืบทอดกิจการอย่างมีความสุข

เข้าใจโลกทัศน์ของคนสองวัย สมการความสุขที่แตกต่างกัน

ก่อนออกแบบโครงสร้างหรือเครื่องมือใด ๆ ในการบริหารธุรกิจครอบครัว ต้องเริ่มจากการเข้าใจแรงขับเคลื่อนภายในของคนสองวัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

ความสุขของ “รุ่นใหญ่” (Founder)

ผู้ก่อตั้งต้องการเห็นว่าสิ่งที่สร้างมากับมือยังคงมีคุณค่า ได้รับการดูแลอย่างดี และไม่ถูกทำลายด้วยการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่น กล่าวง่าย ๆ คือต้องการได้รับการยอมรับว่าประสบการณ์และภูมิปัญญาที่มีมาตั้งแต่รุ่นของตัวเองยังคงมีความสำคัญต่อองค์กร

ความสุขของ “รุ่นใหม่” (Successor)

รุ่นลูกต้องการความไว้วางใจและอิสระในการตัดสินใจเพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง ทั้งยังต้องการเวทีในการลองผิดลองถูกอย่างปลอดภัย ไม่ถูกตำหนิอย่างรุนแรง แม้ตัดสินใจพลาด และได้รับการสนับสนุนเมื่อจำเป็น

จุดที่ทำให้เกิด Happy Workplace สำหรับธุรกิจครอบครัว

จุดลงตัวเกิดขึ้นเมื่อบทบาทผู้ก่อตั้งขยับจากการทำงานรายวัน (Operation) ไปสู่งานระดับสูง (Wisdom) แทน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่รับผิดชอบการตัดสินใจเชิงปฏิบัติ ในขณะที่รุ่นใหญ่ก็ยังคงเป็นเสาหลักทางคุณค่าและทิศทางการดำเนินธุรกิจ

การสืบทอดกิจการไม่ใช่การลดบทบาทของรุ่นใหญ่ แต่เป็นการยกระดับคุณค่าให้ชัดเจนขึ้น

ออกแบบพื้นที่ให้ “รุ่นใหญ่” เปี่ยมสุข ด้วยการเปลี่ยนจาก CEO สู่ Chief Legacy Officer

การเปลี่ยนบทบาทผู้ก่อตั้งไม่ใช่การลดคุณค่า ในทางกลับกันยังเรียกว่าเป็นการยกระดับคุณค่าให้ชัดเจนขึ้น  ด้วยการออกแบบกิจกรรมของบริษัทที่ใช้บารมี ประสบการณ์ และความสัมพันธ์เชิงลึกเป็นหลัก ได้แก่

1. การสร้างพื้นที่แห่งผู้ให้ (The Giver)

รับบทบาทประธานมูลนิธิ หรือหัวหน้าโครงการ CSR ที่ต้องใช้ Connection ระดับสูงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล เช่น การใช้เครือข่ายผู้ก่อตั้งในการเปิดประตูพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ หรือการวาง Roadmap CSR ระยะยาวที่เชื่อมโยงแบรนด์กับสังคม ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ก่อตั้งจะรู้สึกมีความสุขจากการได้เป็นหน้าเป็นตาของบริษัท และสามารถสร้างคุณค่าข้ามรุ่นได้

2. พื้นที่แห่งครู (The Master Teacher)

จัดตั้ง Founder Academy แล้วกำหนดบทบาทผู้ก่อตั้งให้ท่านเป็น Speaker หลักในการอบรมพนักงานใหม่ หรือ Mentoring ผู้บริหารระดับสูง เช่น การแชร์ประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีต (Fail Stories) เพื่อให้รุ่นลูกและรุ่นหลานไม่พลาดซ้ำ โดยสิ่งที่จะได้รับจากการออกแบบพื้นที่นี้ คือ ความรู้ถูกถอดออกจากตัวบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจริง กลายเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าขององค์กรต่อไป

3. พื้นที่แห่งทูต (The Ambassador)

ดูแลลูกค้าระดับ VIP หรือพาร์ตเนอร์จากต่างประเทศที่คบหากันมานาน ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Touch) ที่รุ่นลูกยังไม่สามารถทำแทนได้ ช่วยรักษาความต่อเนื่องของความเชื่อมั่นและลดแรงเสียดทานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งผู้ก่อตั้งสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ถ่ายทอดบริบท ความคาดหวัง และวัฒนธรรมการทำงานให้รุ่นใหม่ได้อย่างนุ่มนวล

การสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนรุ่นใหม่กล้าแสดงศักยภาพ ทำให้เกิด Happy Workplace ในธุรกิจครอบครัว

ส่องสปอตไลต์ให้ “รุ่นใหม่” เฉิดฉาย พร้อมสร้างเวทีที่ปลอดภัย (Safe Space to Shine)

ศักยภาพของคนรุ่นใหม่จะไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ หากยังต้องทำงานภายใต้ความคลุมเครือของอำนาจการตัดสินใจ หรือความกังวลว่าจะทำผิดแล้วถูกลดตำแหน่ง การสร้างเวทีที่ปลอดภัยจึงเป็นการกำหนดกรอบที่ชัดเจน เพื่อให้การเรียนรู้และความกล้าแสดงออกเกิดขึ้นได้จริง

Sandbox Strategy

หนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุดในการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ คือการสร้าง Sandbox อย่างเป็นรูปธรรม โดยตกลงให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า โปรเจกต์หรือหน่วยงานใดเป็นพื้นที่ที่รุ่นลูกมีสิทธิ์ตัดสินใจ 100% ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลยุทธ์ งบประมาณ หรือวิธีการทำงาน พื้นที่ลักษณะนี้เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วและการทดลองสูง อาทิ Digital Marketing, e-Commerce หรือการพัฒนาสินค้าและโมเดลธุรกิจใหม่

เมื่อขอบเขตอำนาจชัดเจน คนรุ่นใหม่ก็จะสามารถสืบทอดกิจการอย่างมีความสุข กล้ารับผิดชอบผลลัพธ์ รวมถึงตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เร็วขึ้น และที่สำคัญคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ซึ่งเป็นรากฐานของภาวะผู้นำในระยะยาว

Supportive Role

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ต้องออกแบบควบคู่กัน คือการเปลี่ยนบทบาทของผู้ก่อตั้ง จาก “ผู้ตรวจการบ้าน” มาเป็น “กองหนุน” คือ แทนที่จะเข้าไปให้คำตอบหรือแก้ปัญหาให้ก่อน ผู้ก่อตั้งควรถอยออกมาอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะสนับสนุนเมื่อถูกร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร งบประมาณ คน หรือเครือข่ายที่จำเป็น

แนวทางนี้ช่วยเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน กล่าวคือ สร้างความรู้สึกไว้วางใจให้คนรุ่นใหม่ โดยไม่ทำให้รู้สึกว่าทุกก้าวถูกจับตามองหรือควบคุมตลอดเวลา และในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ผู้ก่อตั้งรู้สึกว่าถูกกันออกจากวงการตัดสินใจ

การวางผู้ก่อตั้งกิจการให้เป็นผู้ตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจผ่าน Dashboard

ใช้เทคโนโลยีสร้างความสบายใจ สืบทอดกิจการอย่างมีความสุข

หนึ่งในสาเหตุลึก ๆ ที่ทำให้การส่งไม้ต่อในธุรกิจครอบครัวตึงเครียด ไม่ได้มาจากความไม่ไว้ใจลูกโดยตรง แต่มาจากความไม่สบายใจของผู้ก่อตั้งที่เคยควบคุมทุกอย่างด้วยตนเองมาทั้งชีวิต เมื่อบทบาทผู้ก่อตั้งเปลี่ยนไป ความกังวลจึงตามมาโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีในบริบทนี้จึงเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางใจให้คนรุ่นใหญ่ 

Concept 

แนวคิดหลักคือ การทำให้ผู้ก่อตั้งมองเห็นภาพรวมของบริษัทได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องลงไปจัดการงานรายวันหรือโทร. สอบถามรายละเอียดด้วยตัวเองตลอดทั้งวัน เมื่อมีเทคโนโลยีที่ช่วยออกแบบข้อมูลให้เข้าใจง่ายและมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผู้ใหญ่ก็จะวางใจมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนยังอยู่กับธุรกิจ และสามารถดูแลกิจการได้ในรูปแบบที่เหมาะกับช่วงวัย

Solution

ออกแบบ Dashboard ที่แสดงตัวเลขและสถานะสำคัญของธุรกิจแบบ Real-time โดยเน้นดูง่าย เข้าใจเร็ว และไม่ต้องตีความซับซ้อน ตอบโจทย์คนรุ่นใหญ่

วิธีการออกแบบ

  • คัดเลือกตัวชี้วัดหลัก (Key Metrics) เพียง 5–7 ตัว เช่น ยอดขายรายวัน/รายเดือน กระแสเงินสด (Cash Flow) อัตรากำไรขั้นต้น ความพึงพอใจของลูกค้า (CSAT) หรือสถานะคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่

  • ใช้ Visual ที่สื่อสารอารมณ์ได้ทันที เช่น การใช้สีเขียว เหลือง แดง หรือสัญลักษณ์ลูกศรขึ้น-ลง เพื่อให้ผู้ก่อตั้งรับรู้สถานการณ์ปัจจุบันได้ทันที

  • ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใหญ่ แสดงผลบน iPad หรือ Tablet หน้าจอใหญ่ ตัวอักษรชัด ปุ่มน้อย ไม่ต้อง Login ซับซ้อน และเปิดดูได้ทุกที่ทุกเวลา ง่ายเหมือนการอ่านหนังสือพิมพ์

  • มีกรอบการตีความร่วมกันในครอบครัว ตกลงกันล่วงหน้าว่าตัวเลขระดับไหนถือว่าปกติ ระดับไหนควรคุย และระดับไหนต้องลงมือแก้ไขทันที เพื่อป้องกันการตีความที่ไม่ตรงกัน

Result

เมื่อผู้ก่อตั้งเปิด Dashboard แล้วเห็นภาพรวมเป็นสีเขียว ความกังวลก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ การโทร. จี้ถามรายละเอียดยิบย่อยจะหายไป ช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงานค่อย ๆ ลดลงเพราะมีความเชื่อใจกันมากขึ้น และบรรยากาศภายในครอบครัว รวมถึงที่ทำงาน ก็จะผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เทคโนโลยีจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยเชื่อมความสบายใจของคนรุ่นใหญ่ เข้ากับอิสระในการบริหารธุรกิจของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

บทสรุป: ความสุขของการส่งต่อกิจการ คือชัยชนะที่แท้จริง

Happy Family Business Transition เกิดขึ้นได้เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองจากการ “แย่งชิงอำนาจ” เป็นการ “แบ่งปันบทบาท” ให้เหมาะกับช่วงวัย รุ่นใหญ่ได้บทบาทผู้นำทางคุณค่า ส่วนรุ่นใหม่ได้เป็นผู้นำในการลงมือทำ เมื่อทุกคนได้เป็น “ตัวเอก” บนเวทีที่ใช่สำหรับตัวเอง ธุรกิจจึงเติบโต ครอบครัวจึงอบอุ่น และการสืบทอดกิจการอย่างมีความสุขก็จะไม่ใช่แค่ภาพในฝัน แต่เป็นระบบที่ออกแบบได้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Family Business Transition (FAQs)

Q1: ธุรกิจครอบครัวควรเริ่มวางแผนการส่งต่อกิจการตั้งแต่อายุเท่าไรจึงจะเหมาะสม?

A: ไม่มีอายุที่ตายตัว แต่แนวปฏิบัติที่ดีคือควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 5–10 ปี ก่อนการเปลี่ยนผ่านจริง เพื่อให้มีเวลาทดลองบทบาท ปรับความคาดหวัง และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในครอบครัวและทีมงาน โดยไม่เร่งรัดจนเกิดแรงต้าน

Q2: หากรุ่นลูกยังไม่พร้อมหรือยังขาดความเชี่ยวชาญ ควรส่งต่อธุรกิจหรือไม่ 

A: Family Business Transition ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในคราวเดียว ธุรกิจสามารถออกแบบการถ่ายโอนความรับผิดชอบเป็นระยะ ๆ โดยเริ่มจากบางหน่วยงานหรือบางโครงการ เพื่อให้รุ่นลูกได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมรับคำแนะนำจากรุ่นใหญ่ควบคู่กันไป

Q3: จะป้องกันไม่ให้พนักงานรู้สึกสับสนเรื่องอำนาจการตัดสินใจระหว่างสองรุ่นได้อย่างไร?

A: ควรสื่อสารโครงสร้างอำนาจและบทบาทของแต่ละรุ่นให้ชัดเจนอย่างเป็นทางการ เช่น ผ่านผังองค์กร คำสั่งแต่งตั้ง หรือการประชุมชี้แจง เพื่อให้พนักงานเข้าใจว่าเรื่องใดควรตัดสินใจโดยใคร ลดความคลุมเครือและการเลือกข้างโดยไม่ตั้งใจ

Q4: ธุรกิจครอบครัวที่มีลูกหลายคนควรแบ่งบทบาทอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม?

A: ควรยึดหลักความเหมาะสมกับความสามารถมากกว่าลำดับอาวุโส โดยกำหนดบทบาทตามทักษะ ความถนัด และความสนใจของแต่ละคนอย่างโปร่งใส พร้อมตั้งเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความรู้สึกไม่เท่าเทียมในระยะยาว

ข้อมูลอ้างอิง

  1. 6 Tips for Succession Planning in Family-Run Businesses. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จาก https://www.stantonchase.com/insights/blog/it-runs-in-the-family-6-tips-for-succession-planning-in-family-run-businesses

  2. Plan a Smooth Succession for Your Family Business. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จาก https://hbr.org/2022/09/plan-a-smooth-succession-for-your-family-business

  3. Managing the Family Business: Leadership Roles. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จาก https://www.library.hbs.edu/working-knowledge/managing-the-family-business-leadership-roles

  4. Family business legacy insights. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จาก https://www.pwc.com/us/en/services/audit-assurance/private-company-services/library/shared-family-wealth-inheritance.html

  5. Fine-tuning family businesses for a new era. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จาก https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/fine-tuning-family-businesses-for-a-new-era

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333