สังเวียนเลือกตั้งสหรัฐฯ กับทิศทางการค้า–การลงทุน
SME KnowledgeSME Go Inter

สังเวียนเลือกตั้งสหรัฐฯ กับทิศทางการค้า–การลงทุน

5 ส.ค. 2563
|
1908

ผลสำรวจความเห็นชาวอเมริกันก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดย ABC News/Washington Post จัดทำขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า "นายโจ ไบเดน" อดีตรองประธานาธิบดีสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตัวแทนผู้ลงชิงตำแหน่งจากพรรคเดโมแครต ได้รับคะแนนนิยมนำประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพลับลิกัน ถึง 55% ต่อ 40% 

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง สหรัฐฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์ 1 ที่มีปัญหาการระบาดสูงสุด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาโควิด-19 แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย เหตุที่สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกคิดเป็นมูลค่า 20.49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดสัดส่วนประมาณ 22% เป็นขนาดเกือบ 1 ใน 4 ของโลก

ไม่เพียงเท่านั้น จุดเปลี่ยนการเมืองสหรัฐ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยด้วย เนื่องจากสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดหลักของไทย มีมูลค่าการค้า 43,630 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562 เป็นการส่งออก 31,348 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 13.9% ถือเป็นตลาดอันดับ 2 ของไทยรองจากอาเซียน

ความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมือง และนโยบายการบริหารของทั้งสองพรรค ย่อมจะส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของไทยแน่นอน

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

โดยพรรครีพลับลิกัน เป็นพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายที่สนับสนุนตลาดและระบบการค้าทุนนิยม เชื่อมั่นในการเก็บภาษีแบบเท่าเทียมกัน และมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนกองทัพ รีพลับลิกันมีนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยใช้มาตรการทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี และไม่สนับสนุนความร่วมมือทางการค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศนโยบายใช้ American first ถอนตัวออกจากการเจรจาความตกลงที่คลอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) 

แต่หากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะ เชื่อได้ว่าจะมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเสรีและเปิดกว้าง เชื่อมั่นระบบการเก็บภาษีตามระดับรายได้แบบขั้นบันได การพิจารณากลับเข้าร่วม CPTPP เป็นนโยบายที่พรรคนี้อาจจะทบทวนเข้าร่วมอีกครั้ง เพราะเป็นนโยบายที่อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ก่อร่างไว้ในสมัยที่เป็น TPP ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศถอนตัวออกไป

โอกาสการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้มาก ผลจากจุดอ่อนแอในการบริหารงานของทรัมป์ที่ผ่านมามีจุดที่ทำพรรครีพลับลิกันต้องระวังอย่างหนัก

ทั้งจากการแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ล้มเหลว ทำให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละ 50,000-70,000 คน และสถานการณ์การประท้วงกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีที่ถูกตำรวจทำร้ายจนเสียชีวิต เป็นปัญหาบานปลายส่งปัญหาต่อเศรษฐกิจ จนล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปรับลดประมาณการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่ามีโอกาสที่ติดลบ 8% ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน ว่าจะติดลบ 5.9%

หากเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงย่อมส่งผลเชื่อมโยงไปถึงอัตราการว่างงาน การเก็บภาษีภาคธุรกิจ และระดับราคาสินค้าในประเทศปัญหาความนิยมในตัวของโดนัล ทรัมป์ที่ลดลง ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับสังเวียนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ เพื่อวางแผนธุรกิจส่งออก ตลอดจนการลงทุนในอนาคต


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333