เผย 3 วิธีใช้ ESG Data พัฒนา SME สู่การเป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน
SME KnowledgeSME Update

เผย 3 วิธีใช้ ESG Data พัฒนา SME สู่การเป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน

30 ก.ค. 2569
|
19

เคยไหม? มั่นใจเต็มร้อยว่าใบเสนอราคาของเราทำราคาได้ถูกที่สุด คุณภาพสินค้าก็เหนือกว่าคู่แข่งทุกด้าน แต่สุดท้ายฝ่ายจัดซื้อของบริษัทมหาชนกลับปฏิเสธ แล้วหันไปเลือกคู่แข่งที่ราคาสูงกว่า หากคุณกำลังเจอสถานการณ์ลักษณะนี้ หนึ่งในเหตุผลที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเปลี่ยนแปลงของเกณฑ์ที่องค์กรขนาดใหญ่ใช้คัดเลือกซัปพลายเออร์ โดยเฉพาะ “เกณฑ์การจัดซื้อสีเขียว” (Green Procurement) ซึ่งเริ่มทำให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทควบคู่กับราคา คุณภาพ และความสามารถในการส่งมอบ

ในอดีต ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอาจเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อม แต่ปัจจุบัน ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกระบวนการจัดซื้อแบบ B2B โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การจัดซื้อสีเขียว (Green Procurement) และการบริหารการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต Scope 3 บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าเหตุใดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ SME ควรเตรียมความพร้อม และจะเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นแต้มต่อในการนำเสนอขายได้อย่างไร

Green Procurement และการใช้ข้อมูลความยั่งยืนสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ B2B

เมื่อ Green Procurement กลายเป็นเกณฑ์ใหม่ในการคัดเลือกคู่ค้า

ในสมรภูมิการค้าระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ยุคปัจจุบัน เรากำลังก้าวข้ามผ่านจุดที่แข่งขันกันเพียงแค่เรื่อง “ราคาที่ดีที่สุด” หรือ “ฟังก์ชันที่ครบครันที่สุด” ไปสู่มิติใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าและความรับผิดชอบ สำหรับ SME ในอดีต การทำรายงานความยั่งยืนหรือการคำนวณด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นภาระทางเอกสารที่ยุ่งยาก และเป็นต้นทุนราคาแพงที่เก็บไว้ให้เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ระดับมหาชนทำเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงของการตลาดดิจิทัลยุคนี้ ESG Data จึงกำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของข้อเสนอราคา B2B ยุคใหม่ และเป็นเอกสารสนับสนุนการขายที่ช่วยให้ธุรกิจแสดงความพร้อมด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสครั้งใหญ่ของธุรกิจ SME กำลังเกิดขึ้นจากแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ซึ่งเป็นเค้กก้อนโตที่ SME ทุกรายหมายปอง กำลังเผชิญหน้ากับความกดดันอย่างหนักหน่วงจากทั้งกฎหมายระดับสากล ผู้ถือหุ้น และผู้บริโภค ทำให้องค์กรใหญ่เหล่านี้ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การจัดซื้อสีเขียวอย่างเคร่งครัด ฝ่ายจัดซื้อจึงเริ่มให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่ยั่งยืนที่สามารถส่งมอบข้อมูลกิจกรรมหรือข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อใช้ประกอบการคำนวณ Scope 3 ขององค์กร โดยเฉพาะการปล่อยจากสินค้าและบริการที่ซื้อจากซัปพลายเออร์

ดังนั้น การที่ SME สามารถกางเอกสารและแสดงข้อมูลด้านความยั่งยืนให้คู่ค้าดูได้ตั้งแต่หน้าแรกของการนำเสนอขาย จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์ของคุณคือพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่มีความพร้อมเข้าไปช่วยลดความเสี่ยงด้าน ESG ให้แก่องค์กรของพวกเขาในระยะยาว ซึ่งนี่คือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่ยังใช้กลยุทธ์การขายแบบเดิม ๆ โดยไม่มีข้อมูลรองรับ

การใช้ข้อมูล Carbon Footprint เพื่อสนับสนุน Green Procurement และการขาย B2B อย่างยั่งยืน

3 วิธีใช้ ESG Data สร้างความได้เปรียบในการขาย

หากต้องการเปลี่ยนจากการเป็นฝ่ายขายที่คอยวิ่งไล่ตามราคา มาเป็นผู้ควบคุมการขายและกำหนดทิศทางการเจรจาด้วยตัวเอง SME จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการข้อมูล ตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงขั้นตอนการปิดการขาย ด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้

1. Supply Chain Collaboration: ดีลต้นน้ำ เชื่อมข้อมูลตลอดซัปพลายเชน

หยุดส่งต่อความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการเป็นธุรกิจสีเขียวจะต้องมีโรงงานผลิตที่กรีน 100% หรือต้องลงทุนเครื่องจักรพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่ามหาศาลตั้งแต่แรก แท้จริงแล้วในโมเดลธุรกิจ B2B หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำหน้าที่เป็น “ผู้บริหารจัดการ” (Orchestrator) ที่ชาญฉลาด คุณเพียงเข้าไปจับมือ เจรจา และดีลกับซัปพลายเออร์ หรือผู้ผลิตต้นน้ำในห่วงโซ่อุปทานของคุณ เพื่อขอและรวบรวมข้อมูล Carbon Footprint ของวัตถุดิบแต่ละประเภท

จากนั้น SME ควรชักชวนและกำหนดแนวทางให้คู่ค้าต้นน้ำเริ่มจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ปริมาณวัตถุดิบ พลังงานที่ใช้ แหล่งผลิต และรูปแบบการขนส่ง เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการประเมิน Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ เมื่อข้อมูลมีความครบถ้วน ธุรกิจจึงสามารถพัฒนาต่อไปสู่การคำนวณ การทวนสอบ และการยื่นขอรับรอง CFP ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ วิธีนี้ช่วยให้ SME ค่อย ๆ สร้างระบบข้อมูลโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมดในชั่วข้ามคืน

2. ชุดข้อมูล Carbon Footprint: เพิ่มมูลค่าให้ข้อเสนอราคา B2B 

หมดยุคของการนำเสนอขายด้วยการบอกเพียงว่า “สินค้าของเราผลิตจากวัสดุเกรดเอ” หรือ “ราคาของเราถูกกว่าตลาด 5%” เพราะนักจัดซื้อยุคใหม่มักถูกตั้งคำถามจากบอร์ดบริหารว่า “สินค้านี้ปล่อยคาร์บอนเท่าไร ?” การปรับตัวที่รวดเร็วคือการเลิกขายสินค้าแบบเดี่ยว ๆ แต่ให้ส่งมอบสินค้าพ่วงด้วยชุดข้อมูลคาร์บอนประจำผลิตภัณฑ์ที่ธุรกิจจัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการขาย

แนวทางคือ ให้ธุรกิจออกแบบสไลด์การนำเสนอและเอกสารประกอบการขายให้ระบุอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่า สินค้าล็อตที่กำลังเสนอขายนี้มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณเท่าใด ยกตัวอย่างเช่น สินค้า 1 ชิ้น = X kgCO2e (กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) การเปลี่ยนวิธีนำเสนอในลักษณะนี้จะช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อและทีมตรวจสอบความยั่งยืนขององค์กรใหญ่สามารถตรวจรับข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ประหยัดเวลาทำงานของฝั่งจัดซื้อไปได้อย่างมหาศาล และทำให้ข้อเสนอของคุณถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ โดยปริยาย

3. Value-Based Pitching: เปลี่ยนตัวเลขสิ่งแวดล้อม ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการตลาดด้าน ESG คือการนำตัวเลขทางวิทยาศาสตร์หรือศัพท์เทคนิคที่ยากต่อการเข้าใจไปคุยกับผู้บริหารระดับสูง หน้าที่ของทีมการตลาดและฝ่ายขายคือการแปลสัญญะเหล่านั้นให้กลายเป็น “ภาษาธุรกิจ” ที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางการเงิน ประสิทธิภาพ และการลดความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อให้ความสำคัญสูงสุด

สิ่งที่ธุรกิจทำได้คือการนำเสนอให้เห็นว่า การเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีโครงสร้างข้อมูล Carbon Footprint ชัดเจน เมื่อเทียบกับซัปพลายเออร์ที่ไม่มีข้อมูล จะช่วยลดเวลาการติดตามข้อมูล ลดภาระการใช้ค่าประมาณ และเพิ่มความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนได้อย่างไร สำหรับสินค้าบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกลไกราคาคาร์บอนในต่างประเทศ ข้อมูลการปล่อยที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ยังอาจช่วยให้ผู้นำเข้าประเมินต้นทุนและบริหารความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต้องพิจารณาตามประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และข้อกำหนดที่ใช้บังคับในแต่ละกรณี

การใช้ข้อมูล ESG เพื่อพัฒนาธุรกิจสู่การเป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน

แนวทางเริ่มต้นสำหรับ SME

การเริ่มต้น Transform องค์กรไปสู่การขายแบบ Data-Driven ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมเต็มร้อย SME สามารถเริ่มต้นลงมือทำได้ทันทีผ่านแผนปฏิบัติการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยการจัดทำเอกสารความยั่งยืนแบบสรุปจบในหน้าเดียว เพื่อแนบควบคู่ไปกับใบเสนอราคา (Quotation) ทุกครั้ง โดยในเอกสารดังกล่าวควรระบุเนื้อหาหลัก 3 ส่วนสำคัญที่จะเข้าไปตอบโจทย์เกณฑ์การจัดซื้อสีเขียวของคู่ค้าอย่างตรงจุด

  • ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้า: ระบุค่า Carbon Footprint of Product (CFP) หรือข้อมูลการปล่อยต่อหน่วย พร้อมขอบเขตการคำนวณ ปีของข้อมูล แหล่งที่มา และสถานะการทวนสอบ เพื่อให้คู่ค้าพิจารณานำไปใช้ประกอบการคำนวณบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

  • แหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้: แสดงข้อมูลผู้ผลิต แหล่งวัตถุดิบ ประเทศต้นทาง มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และแนวทางคัดเลือกซัปพลายเออร์ เพื่อช่วยให้ลูกค้าประเมินความเสี่ยงและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน

  • ประโยชน์ต่อการบริหาร Scope 3 ของลูกค้า: อธิบายว่าข้อมูลชุดนี้ช่วยให้ลูกค้านำไปประกอบการคำนวณการปล่อยจากสินค้าที่ซื้อ ลดการพึ่งพาค่าเฉลี่ยทั่วไป หรือเปรียบเทียบทางเลือกในการจัดซื้อได้อย่างไร หากต้องการระบุว่าลดการปล่อยได้กี่เปอร์เซ็นต์ ควรใช้ข้อมูลฐานและวิธีคำนวณเดียวกัน พร้อมเปิดเผยสมมติฐานอย่างชัดเจน

ผู้บริหารใช้ ESG Data และ Green Procurement เพื่อพัฒนา SME สู่การเป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน

เมื่อฝ่ายจัดซื้อได้รับข้อเสนอที่มีทั้งราคา คุณสมบัติสินค้า และข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ธุรกิจจะช่วยลดภาระในการติดตามข้อมูลย้อนหลัง และทำให้คู่ค้าประเมินความพร้อมของซัปพลายเออร์ได้ง่ายขึ้น แม้ ESG Data จะไม่สามารถรับประกันการปิดการขายได้ในทุกกรณี แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ย่อมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความแตกต่างจากผู้ขายที่ยังไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลรองรับ

กฎสำคัญของการขาย B2B ยุคใหม่จึงไม่ใช่การเปิดเผยตัวเลขให้มากที่สุด แต่คือการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มีขอบเขตชัดเจน และพิสูจน์ที่มาได้ เพราะความโปร่งใสที่นำไปใช้งานต่อได้ คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ SME ก้าวจากผู้เสนอราคาทั่วไปไปสู่การเป็นคู่ค้าที่ยั่งยืนขององค์กรขนาดใหญ่

แหล่งที่มาข้อมูล :

  1. 4 Steps for Reducing Scope 3 Emissions and Accelerating Action Through Your Supply Chain. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.cdp.net/en/insights/4-steps-for-reducing-scope-3-emissions-and-accelerating-action-through-your-supply-chain

  2. Partnership for Carbon Transparency (PACT). สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.wbcsd.org/actions/partnership-for-carbon-transparency-pact/

  3. Partnership for Carbon Transparency releases updated technical specifications for standardized exchange of emissions data. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.wbcsd.org/news/pact-updated-tech-specifications-emissions-data/

  4. You are what you buy – the first International Standard for sustainable procurement just published. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.iso.org/news/Ref2178.html.

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333