ISSB มาตรฐานความยั่งยืนที่ SME ควรรู้ เพิ่มโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อหลายประเทศเริ่มนำมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้หรือพิจารณาปรับใช้กับภาคธุรกิจ ข้อมูลที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องเตรียมจึงอาจครอบคลุมไปถึงกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่งสินค้า ทำให้ซัปพลายเออร์ซึ่งเป็น SME มีบทบาทในการสนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคู่ค้ามากขึ้น
หนึ่งในแนวทางสำคัญที่กำลังมีบทบาทต่อภาคธุรกิจ คือ มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่พัฒนาโดยคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (International Sustainability Standards Board: ISSB) ซึ่งมุ่งให้ธุรกิจเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และต้นทุนเงินทุน โดย ISSB ได้พัฒนามาตรฐานหลัก 2 ฉบับ ได้แก่ IFRS S1 ครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนโดยรวม และ IFRS S2 เน้นการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ทั้ง IFRS S1 และ IFRS S2 มีผลสำหรับรอบระยะเวลารายงานประจำปีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024 เป็นต้นไป ตามที่ IFRS Foundation กำหนด อย่างไรก็ตาม การนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้บังคับกับภาคธุรกิจขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและระยะเวลาที่หน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศกำหนด
สำหรับ SME การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสในการพัฒนาความพร้อมด้านข้อมูลเพื่อรองรับการทำงานร่วมกับคู่ค้ารายใหญ่ เพราะเมื่อบริษัทขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานต้องรวบรวมข้อมูลความยั่งยืนจากกิจกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซัปพลายเออร์ที่มีข้อมูลการดำเนินงานเป็นระบบและตรวจสอบย้อนกลับได้ก็จะมีความพร้อมในการสนับสนุนข้อมูลตามที่ลูกค้าร้องขอมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้พัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจต่อไป
ISSB คืออะไร? ทำไมข้อมูลความยั่งยืนจึงเชื่อมกับเรื่องการเงินมากขึ้น
ISSB คือ คณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศภายใต้ IFRS Foundation ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน โดยมุ่งให้ผู้ลงทุน ผู้ให้กู้ และเจ้าหนี้สามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้
ทั้งนี้ ISSB ไม่ได้กำหนดให้ธุรกิจรายงานทุกกิจกรรมด้าน ESG ที่ทำ แต่ให้พิจารณาความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่คาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่าจะมีผลต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงเงินทุน หรือต้นทุนเงินทุนของกิจการในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว
ดังนั้น มาตรฐานความยั่งยืนในกรอบของ ISSB จึงเชื่อมโยงข้อมูลที่เคยมองว่าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือสังคมเข้ากับผลต่อธุรกิจ เช่น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงาน ความพร้อมของวัตถุดิบ หรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ
ISSB ต่างจาก GRI อย่างไร?
นอกจากมาตรฐานที่พัฒนาโดย ISSB แล้ว ยังมี GRI Standards ซึ่งพัฒนาโดย Global Reporting Initiative (GRI) หรือองค์กรที่พัฒนามาตรฐานการรายงานความยั่งยืน เพื่อให้องค์กรเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน โดย GRI และ ISSB มีวัตถุประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนี้
-
GRI Standards: เน้นการเปิดเผยผลกระทบที่สำคัญจากการดำเนินธุรกิจต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน เช่น ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน สภาพการทำงานของแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน และความปลอดภัยของสินค้าและบริการ
-
มาตรฐาน ISSB: เน้นการเปิดเผยความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มทางการเงินของกิจการ เช่น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตหรือการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ลงทุน ผู้ให้กู้ และเจ้าหนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองมาตรฐานสามารถใช้ร่วมกันได้ โดย IFRS Foundation และ GRI มีความร่วมมือในการพัฒนาให้มาตรฐานสามารถทำงานร่วมกันได้มากขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนได้ครอบคลุมทั้งผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อฐานะทางการเงิน
IFRS S1 และ S2 2 มาตรฐานหลักที่ SME ควรรู้จัก
มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนซึ่งพัฒนาโดย ISSB มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ IFRS S1 และ IFRS S2 ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันแต่เชื่อมโยงกัน ดังนี้
1. IFRS S1: มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินด้านความยั่งยืน ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและโอกาสของกิจกรรมทางธุรกิจ
IFRS S1 (General Requirements for Disclosure of Sustainability-related Financial Information) เป็นข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน โดยครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่คาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่าอาจส่งผลต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือต้นทุนเงินทุนของกิจการในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ได้แก่
-
การกำกับดูแล (Governance): องค์กรมีโครงสร้างการกำกับดูแลและผู้รับผิดชอบในการติดตามความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนอย่างไร
-
กลยุทธ์ (Strategy): ความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนมีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบธุรกิจ ห่วงโซ่คุณค่า และแผนการดำเนินงานขององค์กรอย่างไร
-
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management): องค์กรมีกระบวนการระบุ ประเมิน จัดลำดับความสำคัญ และติดตามความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนอย่างไร
-
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (Metrics and Targets): องค์กรใช้ข้อมูลใดติดตามผลการดำเนินงาน และมีความคืบหน้าต่อเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทผลิตอาหารพึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลัก บริษัทอาจต้องประเมินว่าความเสี่ยงด้านความพร้อมของวัตถุดิบมีผลต่อการดำเนินงานและต้นทุนในอนาคตอย่างไร หากเป็นประเด็นที่เข้าเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S1
2. IFRS S2: มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ
IFRS S2 (Climate-related Disclosures) มุ่งเน้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือเทคโนโลยี รวมถึงโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งในข้อกำหนดสำคัญของ IFRS S2 คือการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่
-
Scope 1: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุม เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักรหรือยานพาหนะของบริษัท
-
Scope 2: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการผลิตพลังงานที่องค์กรซื้อมาใช้ เช่น ไฟฟ้าที่ใช้ภายในโรงงานหรือสำนักงาน
-
Scope 3: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งกิจกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ เช่น การผลิตวัตถุดิบที่จัดซื้อ การขนส่งสินค้า และการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S2 ต้องพิจารณาข้อกำหนดเรื่องความมีสาระสำคัญ รวมถึงมาตรการผ่อนปรนในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมาตรฐานอนุญาตให้กิจการที่เริ่มใช้มาตรฐานครั้งแรกได้รับการยกเว้นการเปิดเผยข้อมูล Scope 3 ในรอบระยะเวลารายงานประจำปีแรกได้
สำหรับ SME การทำความเข้าใจ IFRS S1 และ S2 จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมข้อมูลด้านความยั่งยืนได้สอดคล้องกับความต้องการของคู่ค้ามากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนและรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า แม้ SME ไม่ได้มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานตามมาตรฐานเหล่านี้โดยตรง แต่การจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน เชื้อเพลิง วัตถุดิบ และการขนส่งอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้พร้อมสนับสนุนข้อมูลแก่คู่ค้าเมื่อมีการร้องขอ และเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
ทำไมบริษัทใหญ่จึงต้องการข้อมูลจากซัปพลายเออร์มากขึ้น?
หนึ่งในเหตุผลที่มาตรฐาน ISSB มีความเกี่ยวข้องกับ SME คือ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางส่วนของบริษัทขนาดใหญ่เกิดจากกิจกรรมภายนอกองค์กร โดยเฉพาะ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เช่น การจัดซื้อสินค้าและบริการ การขนส่ง การเดินทางทางธุรกิจ การใช้ผลิตภัณฑ์ และการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุ ตามหมวดหมู่ที่กำหนดใน GHG Protocol
ภายใต้ IFRS S2 กิจการที่ใช้มาตรฐานต้องพิจารณาการเปิดเผยข้อมูล Scope 3 ที่มีสาระสำคัญ โดยข้อมูลดังกล่าวอาจต้องอาศัยการประมาณการร่วมด้วย เนื่องจากการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าอาจมีข้อจำกัดด้านความพร้อมและคุณภาพของข้อมูล มาตรฐานจึงกำหนดแนวทางให้กิจการใช้ข้อมูลที่สมเหตุสมผลและมีหลักฐานสนับสนุน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนหรือความพยายามเกินสมควรในการเลือกวิธีการวัด ข้อมูลนำเข้า และสมมติฐานที่ใช้คำนวณ
ประเด็นนี้อาจสร้างโอกาสให้ SME ที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือซัปพลายเออร์ของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะเมื่อคู่ค้าต้องประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน ก็อาจมีความต้องการข้อมูลจากผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น ข้อมูลวัตถุดิบ พลังงาน เชื้อเพลิง การขนส่ง หรือข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ธุรกิจสามารถจัดเตรียมได้
สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศปรับปรุงหลักการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยยังคงแนวทางการเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S1 และ IFRS S2 และให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศในระยะแรก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 พร้อมแนวทางการทวนสอบข้อมูล ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้ปรับแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตของบริษัทจดทะเบียนและระยะเวลาการเริ่มบังคับใช้ โดยมีมาตรการผ่อนปรนในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม ขณะที่แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2026–2028 ยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมระบบนิเวศการเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB
ด้วยทิศทางดังกล่าว SME ที่ดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ผู้ส่งออก หรือบริษัทข้ามชาติ จึงสามารถเริ่มพัฒนาระบบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองตามความเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดและคำขอข้อมูลจากคู่ค้าในอนาคต
Case Study: Thai Union กับการลดคาร์บอนร่วมกับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ตัวอย่างของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานเห็นได้จาก บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารทะเลระดับโลก ซึ่งวางกลยุทธ์ SeaChange® 2030 เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ลง 42% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2021 รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ในหมวดหมู่ที่กำหนดลง 42% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
หนึ่งในโครงการที่สะท้อนการทำงานร่วมกับคู่ค้าคือ Shrimp Decarbonization Initiative ซึ่ง Thai Union ริเริ่มร่วมกับ The Nature Conservancy และ Ahold Delhaize USA ในปี 2024 ก่อนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเพิ่มเติม รวมถึง Whole Foods Market เพื่อส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานกุ้ง โดยในปี 2025 บริษัทได้เผยแพร่ความคืบหน้าของโครงการที่สนับสนุนให้ฟาร์มกุ้งนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินงาน ตลอดจนส่งเสริมการตรวจสอบย้อนกลับของกุ้งตั้งแต่โรงเพาะฟักจนถึงขั้นตอนการจัดส่ง
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการ Scope 3 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย สำหรับ SME ที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือซัปพลายเออร์ แนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ได้คือการเริ่มจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน เชื้อเพลิง และกระบวนการผลิตให้เป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมแก่คู่ค้า และใช้เป็นฐานสำหรับพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจในอนาคต
5 ขั้นตอนเตรียมข้อมูลความยั่งยืนสำหรับ SME ก่อนคู่ค้ารายใหญ่ร้องขอ
แม้ SME ส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีหน้าที่จัดทำรายงานตามมาตรฐาน ISSB โดยตรง แต่สามารถเริ่มเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับการขอข้อมูลจากคู่ค้ารายใหญ่ในอนาคต ซึ่งสามารถเริ่มดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้
1. สำรวจว่าคู่ค้าต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืนประเภทใด
เริ่มจากตรวจสอบว่าบริษัทคู่ค้ารายใหญ่มีนโยบายด้านความยั่งยืนหรือแบบประเมินซัปพลายเออร์อย่างไร โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงาน และแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หากยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจน SME สามารถสอบถามฝ่ายจัดซื้อหรือผู้ประสานงานของบริษัทคู่ค้าว่ามีแผนขอข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่
จากนั้นให้จัดลำดับความสำคัญ โดยเริ่มเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่ส่งมอบให้ลูกค้าหลักก่อน เพื่อให้การเตรียมข้อมูลตอบโจทย์ทางธุรกิจโดยตรง และลดภาระจากการรวบรวมข้อมูลที่ยังไม่จำเป็น
2. จัดทำฐานข้อมูลการใช้ทรัพยากรจากเอกสารที่มีอยู่แล้ว
SME สามารถเริ่มจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้น (Data Baseline) โดยรวบรวมข้อมูลการดำเนินงานเป็นรายเดือน เช่น
-
การใช้ไฟฟ้า: ปริมาณไฟฟ้าจากบิลค่าไฟ หน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)
-
การใช้เชื้อเพลิง: ปริมาณน้ำมันดีเซล เบนซิน หรือก๊าซที่ใช้ในกระบวนการผลิตและยานพาหนะ
-
การใช้น้ำ: ปริมาณน้ำจากบิลค่าน้ำประปา หน่วยลูกบาศก์เมตร
-
การใช้วัตถุดิบ: ปริมาณวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต
-
การจัดการของเสีย: ปริมาณขยะ เศษวัสดุ และของเสียจากกระบวนการผลิต
ในระยะแรกอาจใช้ Excel หรือ Google Sheets ที่มีอยู่แล้ว พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบในการบันทึกข้อมูล และจัดเก็บเอกสารต้นทางประกอบ เช่น ใบแจ้งหนี้หรือบันทึกการผลิต โดยยังไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อซอฟต์แวร์ด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะ
3. นำข้อมูลไปประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเบื้องต้น
เมื่อมีข้อมูลการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง SME สามารถศึกษาการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ซึ่งเป็นการประเมินปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กร โดยนำข้อมูลกิจกรรม เช่น ปริมาณเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าที่ใช้ มาคำนวณร่วมกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ที่เหมาะสม โดยผู้ประกอบการสามารถศึกษาหลักเกณฑ์และข้อมูลประกอบการคำนวณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ผ่านระบบฉลากคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดขอบเขตการประเมินให้ชัดเจนก่อนเริ่มคำนวณ และแยกความแตกต่างระหว่างการประเมินเบื้องต้นกับข้อมูลที่ผ่านการทวนสอบแล้ว เพื่อป้องกันการนำตัวเลขไปสื่อสารเกินกว่าระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่มีอยู่
4. จัดทำเอกสารสรุปข้อมูล ESG สำหรับส่งให้คู่ค้า
เมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือจัดทำเอกสารสรุปข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG Data Sheet เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้งานได้โดยไม่ต้องค้นหาเอกสารใหม่ทุกครั้งที่ลูกค้าร้องขอ
ข้อมูลที่ควรพิจารณารวบรวม เช่น ปริมาณการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย สถิติด้านความปลอดภัยในการทำงาน และใบรับรองมาตรฐานที่ธุรกิจได้รับ โดยระบุช่วงเวลาของข้อมูล หน่วยวัด วิธีการคำนวณ และเอกสารอ้างอิงให้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น SME ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาจจัดทำเอกสารสรุปปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงาน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ และปริมาณเศษวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับตอบแบบประเมินของลูกค้า ทั้งนี้ ควรตรวจสอบว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลภายในที่มีข้อจำกัดในการเปิดเผยก่อนส่งต่อให้บุคคลภายนอก
5. พิจารณาขอรับรองมาตรฐานที่เหมาะสมกับธุรกิจ
เมื่อมีระบบจัดเก็บข้อมูลและแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนขึ้น SME อาจพิจารณาขอรับรองมาตรฐานหรือฉลากสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับลักษณะธุรกิจ เช่น
-
อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry): โครงการของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมให้สถานประกอบการพัฒนากระบวนการผลิตและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งการรับรองออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) ไปจนถึงเครือข่ายสีเขียว (Green Network) ที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
-
ฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Mark): เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนตามข้อกำหนดของโครงการ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารถศึกษาประเภทผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรอง หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และค่าใช้จ่ายก่อนยื่นขอรับรอง
การขอรับรองควรพิจารณาจากความพร้อมของธุรกิจ งบประมาณ และความเกี่ยวข้องกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากแต่ละมาตรฐานมีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน อีกทั้งการได้รับใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้หมายความว่าธุรกิจปฏิบัติตามข้อกำหนดของ ISSB ครบถ้วนโดยอัตโนมัติ
ความพร้อมด้านความยั่งยืน อีกหนึ่งโอกาสสร้างความได้เปรียบให้ SME ไทย
ในอนาคต การพิจารณาคู่ค้าทางธุรกิจอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา คุณภาพสินค้า หรือความสามารถในการส่งมอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความโปร่งใสและความสามารถในการแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้วย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ SME สามารถนำมาพัฒนาศักยภาพการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้
สิ่งที่น่าจับตามองคือ เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับซัปพลายเออร์ก็อาจเปลี่ยนจากการซื้อขายสินค้าไปสู่การร่วมกันพัฒนากระบวนการทำงานและเป้าหมายด้านความยั่งยืน ธุรกิจที่สามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างน่าเชื่อถือและปรับตัวตามความต้องการของคู่ค้า จึงมีโอกาสสร้างความร่วมมือที่ต่อเนื่องและเปิดทางสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง
-
Greenhouse Gas Emissions Disclosure requirements applying IFRS S2 Climate‑related Disclosures. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 จาก https://www.ifrs.org/content/dam/ifrs/supporting-implementation/ifrs-s2/ghg-ifrs-s2-educational-material.pdf.
-
IFRS Foundation (2025). สืบค้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 จาก https://www.ifrs.org/content/dam/ifrs/meetings/2024/september/tig/ap4-scope-3-category-15-ghg-emissions-financial-activities-s2.pdf.
-
IFRS S1 General Requirements for Disclosure of Sustainability-related Financial Information. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 จาก https://www.ifrs.org/issued-standards/ifrs-sustainability-standards-navigator/ifrs-s1-general-requirements/.
-
ISSB: Frequently Asked Questions. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 จาก https://www.ifrs.org/groups/international-sustainability-standards-board/issb-frequently-asked-questions/.