FTSE Russell ผู้ประเมินความยั่งยืนระดับโลกที่ธุรกิจไทยให้ความสำคัญ
SME KnowledgeSME Update

FTSE Russell ผู้ประเมินความยั่งยืนระดับโลกที่ธุรกิจไทยให้ความสำคัญ

26 มิ.ย. 2569
|
22

FTSE Russell คือองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนระดับโลก โดยเฉพาะในยุคที่แนวคิดด้านความยั่งยืนหรือ ESG กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า FTSE Russell คืออะไรและทำงานอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องที่มีไว้แค่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่อีกต่อไป เพราะผลกระทบจากระบบนี้กำลังส่งผ่านมาถึงผู้ประกอบการ SME ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโดยตรง


Key Takeaways

  • FTSE Russell คือผู้จัดทำดัชนีตลาดหุ้นและผู้ประเมินระดับโลกที่อยู่ในเครือของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG)

  • ระบบประเมิน FTSE Russell ESG Scores วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0.0 ถึง 5.0

  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำลังยกระดับจากการประเมิน SET ESG Ratings ไปใช้มาตรฐานของ FTSE Russell อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569

  • การประเมิน FTSE Russell ใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น ช่วยลดภาระการตอบแบบสอบถาม และเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

  • แม้ SME จะไม่ได้ถูกประเมินโดยตรง แต่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผ่านลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการรักษาคะแนน ESG ใน Supply Chain

สารบัญ

FTSE Russell คืออะไร?

FTSE Russell ESG Scores คืออะไร แตกต่างจาก Index อื่นอย่างไร?

FTSE Russell กับประเทศไทย เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกี่ยวข้องด้วยไหม?

FTSE Russell ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทใหญ่อีกต่อไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

FTSE Russell คืออะไร?

FTSE Russell คืออะไร

FTSE Russell คือบริษัทในเครือของ London Stock Exchange Group (LSEG) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 โดยมีหน้าที่หลักในการผลิต ดูแลรักษา และทำการตลาดดัชนีตลาดหุ้นระดับโลก ซึ่งดัชนีที่มีชื่อเสียงขององค์กรนี้ ได้แก่ ดัชนี FTSE 100 ในสหราชอาณาจักร และดัชนี Russell 2000 ในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน FTSE Russell เป็นผู้ประเมินและจัดอันดับที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก โดยกองทุนชั้นนำระดับโลกใช้ผลิตภัณฑ์ดัชนีขององค์กรนี้เป็นเกณฑ์อ้างอิง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารจัดการสูงถึง 15.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การได้รับคัดเลือกเข้าสู่ดัชนีของ FTSE Russell เปรียบเสมือนการเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงเม็ดเงินลงทุนจากสถาบันการเงินทั่วโลกโดยเฉพาะใน Green Economy หรือ เศรษฐกิจสีเขียว


FTSE Russell ESG Scores คืออะไร แตกต่างจาก Index อื่นอย่างไร?

นอกเหนือจากการจัดทำดัชนีตลาดหุ้นทั่วไปแล้ว FTSE Russell ESG Scores คือเครื่องมือที่ใช้ประเมินการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน โดยพิจารณาใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และด้านบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งประกอบไปด้วย 14 ส่วนหลัก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานแรงงาน การลดต้นทุนไฟฟ้า หรือการต่อต้านทุจริต และเจาะลึกผ่านตัวชี้วัดมากกว่า 300 ตัวชี้วัด โดยผลการประเมินจะออกมาในรูปแบบคะแนนตั้งแต่ 0.0 ที่หมายถึงไม่มีข้อมูลให้ประเมิน ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 5.0 

FTSE Russell จะมีการวัดผลที่แตกต่างจากสถาบันผู้ประเมินรายอื่น ๆ อย่างชัดเจน ดังนี้

  • เมื่อเทียบกับ SET ESG Ratings : SET ESG Rating ที่เป็นมาตรฐานของไทยจะโฟกัสเฉพาะบริษัทในตลาดหุ้นไทย โดยใช้วิธีให้องค์กรเป็นผู้ตอบแบบประเมินและจัดเกรดเป็นตัวอักษร BBB ถึง AAA ในขณะที่ FTSE Russell จะมองในสเกลระดับโลก และประเมินจากข้อมูลที่เปิดเผยสาธารณะโดยไม่ต้องใช้แบบสอบถาม และให้คะแนนเป็นตัวเลข 0.0 ถึง 5.0

  • เมื่อเทียบกับ MSCI ESG : ดัชนี MSCI จะให้น้ำหนักไปที่การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมนั้น ๆ และตัดเกรดเป็นตัวอักษร CCC ถึง AAA ซึ่งต่างจาก FTSE Russell ที่เน้นดูผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในภาพรวมขององค์กรมากกว่า

  • เมื่อเทียบกับ S&P Global : S&P Global จะใช้ระบบคะแนนเต็ม 100 และมักจะลงลึกรายละเอียดเชิงเทคนิคที่เฉพาะเจาะจงมากในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ส่วน FTSE Russell จะใช้เกณฑ์ที่สามารถวัดผลครอบคลุมบริษัทจำนวนมหาศาลทั่วโลกได้กว้างขวางกว่า

  • เมื่อเทียบกับ Sustainalytics : สถาบันนี้จะโดดเด่นเรื่องการประเมินคะแนนความเสี่ยงและนำผลลัพธ์ไปจัดอันดับ เพื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันโดยตรง แต่ FTSE Russell คือมาตรฐานที่จะเน้นประเมินเพื่อดูว่าองค์กรทำได้ตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการจัดอันดับแข่งกับองค์กรอื่น


FTSE Russell กับประเทศไทย เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

FTSE Russell กับประเทศไทย

ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เห็นความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยให้เทียบเท่าสากล จึงได้ประกาศเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านจากการประเมินแบบเดิม (SET ESG Ratings) ไปสู่มาตรฐาน FTSE Russell ESG Scores ในปี 2569 อย่างเป็นทางการ

ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เริ่มโครงการนำร่องการประเมินร่วมกับ FTSE Russell โดยมีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วม 225 บริษัท ผลปรากฏว่าบริษัทไทยทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.0 คะแนน และมีถึง 121 บริษัทที่ได้คะแนน 3.0 ขึ้นไป ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ดีและเทียบเคียงได้กับตลาดชั้นนำในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความโปร่งใสเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้หุ้นไทยดึงดูดเม็ดเงินจากผู้จัดการกองทุนต่างชาติได้มากขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน


SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกี่ยวข้องด้วยไหม?

แม้ว่าผู้ประกอบการ SME หลายคนอาจยังมองว่า FTSE Russell คือเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว มาตรฐานเหล่านี้กำลังกลายเป็นเกณฑ์สำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเตรียมความพร้อม เพราะแม้จะไม่ได้รับการประเมินโดยตรง แต่ก็ยังคงมีความเกี่ยวข้องผ่านทางบริษัทขนาดใหญ่ ดังนี้

SME ได้รับผลทางอ้อมผ่าน Supply Chain

ในเกณฑ์การประเมิน ESG มิติสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทขนาดใหญ่จะต้องรายงานและควบคุมผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน หมายความว่าหาก SME ไม่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือดูแลแรงงานที่ดี บริษัทใหญ่เหล่านั้นก็จะถูกหักคะแนนไปด้วย ดังนั้น SME จึงต้องปรับตัวเพื่อให้ยังคงเป็นคู่ค้าที่ได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน 

ลูกค้าองค์กรที่ถูกประเมินจะส่งแรงกดดันมายังซัพพลายเออร์

บริษัทจดทะเบียนที่มีเป้าหมายต้องการคะแนน FTSE Russell ในระดับสูง จะเริ่มกำหนดนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดการให้ซัพพลายเออร์ที่เป็น SME ต้องแสดงหลักฐานด้านความยั่งยืน เช่น การคำนวณคาร์บอนเครดิต หรือการใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น

สัญญาณที่เริ่มเห็นในไทยแล้ว

ในตลาดธุรกิจไทยองค์กรขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเริ่มมีเงื่อนไขการให้สินเชื่อ Green loan หรือการให้แต้มต่อในการประมูลงานกับ SME ที่มีแนวนโยบายสอดคล้องกับ ESG อย่างชัดเจน เช่น กองทุน Thailand ESG Funds (TESG) ที่มีมูลค่าทะลุ 7.6 หมื่นล้านบาท ก็เป็นหนึ่งในกลไกที่ส่งต่อเม็ดเงินไปยังบริษัทที่ใส่ใจแนวคิด Sustainability ซึ่งผู้ประกอบการ SME ที่ปรับตัวและรับเอามาตรฐานเหล่านี้มาใช้ได้ก่อน จะได้เปรียบในการหาลูกค้ารายใหญ่และโอกาสธุรกิจใหม่ในอนาคต 


FTSE Russell ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทใหญ่อีกต่อไป

การเข้ามาของมาตรฐาน FTSE Russell คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ESG คือมาตรฐานการประเมินมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ทางสังคมเท่านั้น เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ประกอบการ SME การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความน่าเชื่อถือ และเตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากโครงสร้างตลาดทุนไทยที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ความยั่งยืนระดับโลก 


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

FTSE Russell ต่างจาก MSCI ESG Rating อย่างไร?

ทั้งสองคือองค์กรผู้ประเมิน ESG ระดับโลก แต่มีข้อแตกต่างทางด้านระเบียบวิธีประเมิน โดยจุดเด่นของ FTSE Russell คือการพึ่งพาข้อมูลสาธารณะเป็นหลัก เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงานส่งซ้ำซ้อน และเน้นไปที่การประเมินเป้าหมาย และการทวนสอบข้อมูลเชิงปริมาณ แต่ MSCI จะเน้นที่การดูความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ ESG เป็นหลัก

SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนจำเป็นต้องสนใจ FTSE Russell Scores ไหม?

SME ยังต้องทำความเข้าใจเกณฑ์และตัวชี้วัดเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการของตนเองให้สอดคล้องกับสิ่งที่คู่ค้ากำลังถูกประเมิน ซึ่งหาก SME ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ จะเป็นแต้มต่อทางธุรกิจที่สำคัญอย่างมาก 

ดูผลคะแนน FTSE Russell ESG ของบริษัทไทยได้ที่ไหน?

การประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการสำหรับบริษัทไทยจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2569 ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และแพลตฟอร์มของ FTSE Russell โดยบริษัทที่ได้รับการประเมินจะสามารถเข้าถึงรายงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนในปี 2567 เป็นช่วงทดลองนำร่องเพื่อเตรียมความพร้อมโดยยังไม่มีการเปิดเผยคะแนนต่อสาธารณะ

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333