“นวัตกรรม-เทคโนโลยี” ทางรอดเกษตรไทย

ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตรของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนมากกว่า 40 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 66 ล้าน ที่มีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลภายในประเทศ(จีดีพี)

ส่งผลให้ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามให้งบประมาณสนับสนุนการปฏิรูปภาคเกษตร เพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรเพิ่มความสามารถแข่งขันด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ แก้ไขปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงและขาดการพัฒนาสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม

ประเด็นนี้ นักวิชาการต่างออกมาให้การสนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาการสร้างนวัตกรรม เพื่อทำเกษตรสมัยใหม่ และเกษตรประณีต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ทั้งนี้ หากไทยยังไม่แก้ไขปัญหานี้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า อาจจะมีสินค้าเกษตรของไทยจำนวนไม่น้อยที่ถูกประเทศคู่แข่งแซงหน้าไป

รัฐบาลทุ่มเงินไม่น้อยในการปฏิรูปภาคเกษตร เพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกร เพิ่มความสามารถแข่งขัน เสริมเขี้ยวเล็บ ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนมากมาย เพื่อเป้าหมายการลดต้นทุน และเพิ่มรายให้เกษตรกร

แต่ปรากฎว่า ยิ่งนานวันดูเหมือนเป้าหมายของภาครัฐจะไม่ขยับ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง หรือประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะเพื่อนบ้านที่เพาะปลูกพืชชนิดเดียวกับไทย ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยางพารา และปาล์ม เป็นต้น

 

@ นโยบายภาครัฐหนุน”นวัตกรรมเกษตร”

 

‘นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์’ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เกษตรกรมากกว่า 40 ล้านคน มีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 10% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) จากจำนวนประชากรทั้งหมดของไทยในปี 2560 ซึ่งมีจำนวน 66 ล้านคน แสดงให้ว่าเห็นคนจำนวน 40% ของประชากรทั้งหมดที่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุด หากจากนี้ต่อไปทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ไม่ร่วมมือกัน เพื่อยกระดับเกษตรกรให้เป็นทรัพย์สินที่มีค่าของประเทศไทย หรือช่วยกันยกระดับเกษตรกรไม่ได้ จะไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นประเทศที่รายได้น้อยได้ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/ปี จำนวนเกือบ 4 ล้านคน ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ต่ำมาก

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2560

 

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคเกษตรกรรม หากไทยยังไม่ปรับตัว ในอนาคตอาจจะหนักกว่านี้ เพราะมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรกรทุกวันนี้ต่ำมาก และการพัฒนายังไม่เร็วพอ

   @ ความท้าทายของภาครัฐสร้างเกษตรกรเป็นพระเอก

ดังนั้น ความท้าทายที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ยกระดับรายได้ให้หลุดพ้นการผู้ที่มีรายได้ต่ำสุดของประเทศ รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องลุกขึ้นมา เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากรภาคเกษตรให้มีรายได้ดีขึ้น

 

สินค้าที่ขายในโลก ล้วนแล้วแต่มาจากเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นข้าว อาหาร ยางพารา แต่คำถามที่ว่า ทำไมเกษตรกรจึงยากจน เรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งดำเนินการเปลี่ยนแปลง ให้เกษตรกรเป็น ”พระเอก”

โดยกระทรวงเกษตรฯ ต้องนำระบบอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านที่รัฐบาลวางไว้มาใช้พัฒนาสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดรายจ่าย ลดต้นทุน ให้กับเกษตรกร โดยวางเป้าหมายให้เกษตรกรเป็น ”พระเอก” ขับเคลื่อนประเทศชาติ

 

เพราะไทยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขณะนี้เข้าสู่เทคโนโลยียุคดิจิทัลแล้ว หากไทยไม่เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ ภาคเกษตรไทยจะถูกไล่ล่าจากเพื่อนบ้านที่เร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หวังเบียดตำแหน่งแชมป์ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญทั้งข้าว ยางพารา ของไทยในตลาดโลก

 

@ พัฒนานวัตกรรมเกษตรหนีคู่แข่ง

 

สุดท้ายหากภายใน 3-4 ปีนี้ ภาคเกษตรไม่พัฒนาตนเอง ไม่นำความคิดใหม่ๆ ไม่นำนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าด้านการเกษตร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยจะถูกคู่แข่งแซง ดังนั้นเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทย  ข้าราชการ เอกชน และเกษตรกร ต้องร่วมมือร่วมใจกัน นักการเมืองกับข้าราชการ ต้องรวมพลังสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า ทั้งหมดเป็นเรื่องการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ระหว่างกระทรวง ให้เกิดผลสำเร็จ

 

เมื่อก้าวพ้นความถดถอยของเศรษฐกิจแล้ว เกษตรกรไทยต้องการไปสู่จุดที่ดีกว่า เพราะขณะนี้เกษตรกรถือเป็นกลุ่มคนที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก ดังนั้น  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  รวมทั้งเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศ ต้องเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสร้างเกษตรรูปแบบใหม่

 

โดยรัฐบาลนี้ทุ่มงบประมาณนับแสนล้านบาทลงสู่เศรษฐกิจฐานรากจำนวนมาก แต่งบประมาณตรงนั้นสามารถช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจของภาคเกษตรไม่ทรุดลงเท่านั้น ดังนั้นจากนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ต้องเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย ยกระดับเกษตรกร ให้มีความภูมิใจ ให้เป็นเกษตรกรทันสมัยที่มีรายได้ทัดเทียมอาชีพอื่นๆ

 

     @ สำรวจสินค้าเกษตรไทยรุ่ง-ไม่รุ่ง

“รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร” นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  ระบุถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าเกษตรไทยย้อนหลังไป 5-6 ปี ( 2555-2558)  จำนวน 989  กลุ่มสินค้า พบว่า มีสินค้าที่ไม่น่าสนใจมากถึง 750 กลุ่มสินค้า กลุ่มสินค้าหลุดโผ 56 กลุ่มสินค้า อาทิ ไส้กรอก ปลาสด ปลาแช่แข็ง และเมล็ดแตงโม เป็นต้น กลุ่มสินค้าดาวรุ่ง (rising star) 26 กลุ่มสินค้า อาทิ พ่อพันธุ์สุกร น้ำผึ้งธรรมชาติ ซีเรียล เนื้อเป็ดแช่แข็ง และ กลุ่มดาวค้างฟ้า (hot list) 127 กลุ่ม อาทิ ข้าวสาร ทูน่าแปรรูป กุ้งแปรรูป แป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น

 

เมื่อพิจารณา เทียบกับประเทศคู่แข่งพบว่าในภาพรวมแล้วประเทศไทยจะมีสินค้าที่เสียเปรียบ เป็นจำนวนมาก  โดยมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และความสามารถที่เคยมีกำลังถูกชาติคู่แข่งไล่ล่า ดังนั้น ภาคเกษตรไทยจำเป็นอย่างมากที่จะต้องปรับตัว แก้ไขจุดอ่อนจากความสามารถในการแข่งขันกำลังลดลงเรื่อยๆ

โดยการพัฒนาโครงสร้างเกษตรทั้งระบบ พัฒนารายสินค้า ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเกษตรให้แม่นยำและทันเวลา รัฐบาลต้องลงทุนวิจัยและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ โดยรัฐบาล ต้องมีนโยบายในการคัดเลือกและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อเป็นทางรอดให้ภาคเกษตรของไทย

 

ผลวิเคราะห์สินค้าเกษตรไทย ปี 2555-2558

 @ แนะใช้นวัตกรรมทำเกษตรสมัยใหม่-เกษตรประณีต

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า  การนำนวัตกรรมมาใช้ต้องปรับเปลี่ยนภาคเกษตร เปลี่ยนให้เกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตรทันสมัย และเป็นเกษตรประณีต ด้วยการบริหารจัดการแหล่งน้ำและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดระบบอาหารปลอดภัย วิจัยพัฒนา สร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และควบคุมการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ให้อยู่ในความเหมาะสม

 

ทั้งนี้ เกษตรสมัยใหม่นอกจากวิธีคิดใหม่ๆ แหล่งข้อมูลเพื่อการวิจัยและพัฒนา ใช้เทคโนโลยีและไอซีที เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น  เพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ดำเนินการพร้อมกับสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ คือ การอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรในระดับสูงเกินไป และจูงใจให้เกิดการผลิตเยอะ ๆ โดยไม่เน้นคุณภาพ และส่วนข้อควรระวัง คือ การมีระบบเกษตรพันธะสัญญา อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ฉะนั้นหากไม่มีความเป็นธรรม ความยั่งยืนก็จะไม่เกิดขึ้น

 

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น