นับถอยหลัง AEC Blueprint 2025

หลังจากรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เมื่อปี 2018 ตลาดอาเซียนนับว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน

ไฮไลท์ :

ผลการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้แผนพิมพ์เขียว AEC Blueprint 2025 ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 8 ปีแล้ว โดยการประชุมครั้งนี้สมาชิกต้องการผลักดันให้อาเซียนเร่งรัดงานค้างในหลายๆ ด้าน เช่น การเปิดตลาดธุรกิจบริการชุดที่ 10 กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหากีดกันการค้า หาข้อสรุปความตกลงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อาเซียน จัดทำระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เชื่อมระบบศุลกากร พร้อมเตรียมประเด็นชงผู้นำ เร่งรัดเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)  ให้จบปีนี้ และเตรียมท่าทีอาเซียนรับความตกลงใหม่ๆ เช่น ความตกลง Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership หรือ CPTPP   พร้อมทั้งผลักดันการเดินหน้าอาเซียนเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0

หลังจากรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เมื่อปี 2018 ตลาดอาเซียนนับว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน กำลังซื้อสูง โดยในปี 2560 อาเซียนมีมูลค่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปีผ่านมา ‘อาเซียน’ ถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน ในปี 2560 มีมูลค่า 101,158 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 59,664 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 8.9% จากปี 2559 และการนำเข้า 41,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.6% จากปีก่อน  สำหรับตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

 

          ประเภทสินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทยกับ อาเซียน

 

การรวมกลุ่ม AEC ถือว่าบรรลุเป้าหมายของความสัมพันธ์ก็จริง แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางสุดท้ายของการเจรจา เพราะหลังจากนั้นสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ยังได้มุ่งขยายการเจรจาต่อ โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานครั้งใหม่ในขั้นต่อไปให้บรรลุเป้าหมายในปี 2568 ภายใต้แผนพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2025 (AEC Blueprint 2025)

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดที่ประเทศสิงคโปร์  ฝ่ายไทยมี “น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเข้าร่วมการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้แผนพิมพ์เขียว AEC Blueprint 2025 ซึ่งขณะนี้นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 8 ปีแล้ว

ประเด็นที่มีการติดตามความคืบหน้าสำคัญในครั้งนี้ ได้แก่ การสรุปความตกลงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างสมาชิก การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมอาเซียน การจัดทำระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน (ASEAN-wide Self-certification) การเชื่อมโยงระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window) ให้ได้ครบ 10 ประเทศ  ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศ ที่เริ่มใช้งานระบบ ASEAN Single Window แล้ว และยังผลักดันให้ประเทศสมาชิกที่เหลือเร่งดำเนินการให้สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวงทางการค้าภายในอาเซียน

พร้อมกันนี้ สมาชิกอาเซียนยังได้หารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยังคั่งค้าง ตลอดจนพยายามผลักดันประเด็นคั่งค้างให้แล้วเสร็จ ทั้งการจัดทำข้อผูกพันเปิดตลาดบริการชุดที่ 10  แนวทางในการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) ที่ขณะนี้ประเทศสมาชิกได้มีการนำมาตรการมาใช้กันมากขึ้น รวมทั้งการหารือประเด็นอื่นๆ อาทิ การปรับตัวของอาเซียนเพื่อรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 และประเด็นความเชื่อมโยงในอาเซียนทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และประชาชน

ไฮไลต์ที่สำคัญอันหนึ่งในการประชุมครั้งนี้ หนีไม่พ้นเรื่องการจัดทำรายงานการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจเสนอต่อผู้นำอาเซียน โดยมุ่งเน้นความสำคัญใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การเร่งรัดประเทศสมาชิกในกลุ่มการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)  ให้ใช้ความพยายาม เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาความตกลง RCEP ภายในปี 2561

2.มุ่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายวิสัยทัศน์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2025 รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และ 3.ส่งเสริมการประสานงานระหว่างองค์กรรายสาขาภายใต้เสาเศรษฐกิจ และระหว่างสามเสาประชาคมเพื่อจัดการกับประเด็นคาบเกี่ยวต่างๆ

สำหรับประเด็นสำคัญของการเจรจาภายใต้ RCEP ด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า โดยมอบหมายให้คณะเจรจาสำรวจแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการเจรจา เช่น การหารือสองฝ่ายระหว่างประเทศที่มีความอ่อนไหวระหว่างกัน และการต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสาขาเพื่อสร้างความสมดุลในภาพรวมการเจรจา ซึ่งการเจรจาจะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในการประชุมคณะกรรมการเจรจา RCEP ครั้งที่ 22 ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2561 โดยคณะเจรจาจะประเมินความคืบหน้าอีกครั้งในการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 5 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งกลุ่มประเทศแสดงความสนใจที่จะเข้าเป็นสมาชิก RCEP ซึ่งต้องมีการหารือกลไกในการรับสมาชิกใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ สมาชิกอาเซียนยังได้มีการนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกอาเซียน โดยเห็นพ้องร่วมกันว่าอาเซียนควรมีการเตรียมพร้อมและกำหนดท่าทีร่วมกันในประเด็นใหม่ที่เกี่ยวพันกับการค้าซึ่งประเทศคู่เจรจาเสนอ เช่น แรงงานและสิ่งแวดล้อม พลังงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการเจรจาความตกลงกับประเทศต่างๆ ในอนาคต และที่ประชุมตกลงให้มีการจัดประชุมเพื่อแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความตกลง Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership หรือ CPTPP ระหว่างสมาชิกอาเซียนที่เป็นภาคีความตกลงดังกล่าวแล้วให้กับสมาชิกอาเซียนที่ยังไม่เป็นภาคีความตกลงฉบับนี้ด้วย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของกลุ่มสมาชิกอาเซียนที่จะเดินหน้าความสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และสร้างอำนาจการต่อรองให้กับอาเซียนในเวทีโลก  ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนด้วยเช่นกัน

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น