คาร์บอนเครดิต คืออะไร? แนวทางแข่งขันใหม่ที่ SME ต้องรู้
การตื่นตัวในการสร้างสมดุลให้ชั้นบรรยากาศของโลกของนานาประเทศผ่านพิธีสารโตเกียว และเริ่มใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกำหนด ผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนด จึงมีความต้องการเข้าซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไป รวมถึงรู้จักกับวิธีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในลักษณะของ Carbon Emission Trading Schemes (ETS) ซึ่งเป็นที่นิยมกันในยุโรปและอีกหลายประเทศ
Key Takeaway
-
คาร์บอนเครดิต คือ สิทธิที่เกิดจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีมูลค่าเหมือนทรัพย์สินที่สามารถนำไปซื้อขาย เพื่อชดเชยการปล่อยมลพิษขององค์กรได้
-
ประเทศไทยใช้มาตรฐาน T-VER ภายใต้การดูแลของ อบก. โดยผู้ประกอบการสามารถซื้อขายได้ 2 รูปแบบหลัก คือ ผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย และการเจรจาตกลงกันโดยตรง (OTC)
-
สิทธิประโยชน์สำหรับ SME นอกจากช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Loan) ได้
คาร์บอนเครดิต คืออะไร?
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ หนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนได้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจซึ่งอาจมีธุรกิจที่บริหารจัดการให้กระบวนการทำธุรกิจ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมาย จนคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตออกมา ซึ่งมีมูลค่าจนสามารถนำออกขายให้แก่ธุรกิจหรือหน่วยงาน ที่ในกระบวนการทำงานยังมีส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าเป้าหมายที่ควบคุม ก็สามารถมาซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยได้ตามราคาในตลาด
ส่วน ‘ตลาดคาร์บอน’ (Carbon Market) คือ ตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ที่สามารถทำให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดลงด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งกลไกตลาดคาร์บอนจะทำให้เกิดความสมดุล โดยทำให้ผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษ หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุนในปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อชดเชยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโลก
การจัดการกับ Carbon Credit ในไทยถือว่าค่อนข้างใหม่ ซึ่งการให้ความรู้แก่ภาคธุรกิจไทยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน เนื่องจากการลดภาวะโลกร้อน เป็นประเด็นสำคัญและเร่งด่วนที่จะกระทบต่อธุรกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
การทำงานของคาร์บอนเครดิตและตลาดคาร์บอนในประเทศไทยเป็นอย่างไร?
ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Compliance Market)
ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market) คือ ตลาดคาร์บอนที่มีการซื้อขายแบบที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย (Mandatory Basis) ซึ่งมักจะเกิดในประเทศพัฒนาแล้วที่ลงนามในการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารโตเกียว เช่น กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยประเทศเหล่านี้จะมีข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมักจะมีการอนุญาตให้ผู้ซื้อสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ซื้อมาหักล้างกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ตนปล่อยออกไป เพื่อทำให้โดยรวมแล้วระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้
ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Market)
ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary carbon market) คือ ตลาดคาร์บอนที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับการจัดตั้งตลาดเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กร เพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในตลาดด้วยความสมัครใจโดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally binding target)
ทำโครงการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ทำได้อย่างไร?
การเริ่มต้นทำโครงการคาร์บอนเครดิต คือโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจและเจ้าของพื้นที่ในการสร้างรายได้ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นจากการเลือกประเภทโครงการที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะอ้างอิงตามมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งโครงการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกป่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการจัดการขยะและของเสีย โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ เพื่อระบุรายละเอียด วิธีการคำนวณ และแผนการติดตามผลที่ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด
เมื่อจัดทำเอกสารเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดมา คือ การตรวจสอบโครงการโดยผู้ประเมินภายนอก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต เพื่อยืนยันว่าโครงการมีศักยภาพในการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามที่ระบุไว้ หลังจากผ่านการตรวจสอบแล้ว จึงจะสามารถนำโครงการไปขึ้นทะเบียนกับ อบก. ได้อย่างเป็นทางการ และดำเนินการพร้อมกับทำการบันทึกข้อมูลและติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต
สุดท้ายเมื่อโครงการดำเนินการจนเห็นผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ประเมินภายนอกจะเข้ามารับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จริงอีกครั้ง เพื่อนำหลักฐานไปยื่นต่อ อบก. ในการรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งปริมาณเครดิตที่ผ่านการรับรองแล้ว จะถูกบันทึกไว้ในระบบทะเบียน และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนเพื่อสร้างรายได้เสริม หรือใช้เพื่อเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต่อไปได้ในอนาคต
มาตรฐานการรับรองในประเทศไทย
การรับรองโครงการเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต คือ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในประเทศไทย สำหรับการสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ธุรกิจนำไปใช้ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดได้อย่างมั่นใจ
T-VER และบทบาทของ อบก. (ประเทศไทย)
โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER เป็นกลไกหลักที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความสมัครใจ โดย อบก. ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณ และพิจารณาอนุมัติการขึ้นทะเบียนโครงการ พร้อมรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ เพื่อให้มั่นใจว่าคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นในไทยมีคุณภาพ โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
มาตรฐานสากล (เช่น Verra, Gold Standard, CORSIA)
มาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าและการเข้าถึงตลาดคาร์บอนระดับนานาชาติ ยกตัวอย่างเช่น Verra (หรือ VCS) และ Gold Standard ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด และเป็นที่ต้องการสูงในตลาดภาคสมัครใจ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานเฉพาะทางอย่าง CORSIA ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศโดยเฉพาะ โดยการขอรับรองตามมาตรฐานสากลเหล่านี้ จะช่วยให้มีความสะดวกในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้มากขึ้น
แนวโน้มกฎระเบียบโลก เช่น CBAM
ในปัจจุบันกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมโลกมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจส่งออกสินค้าบางประเภท ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เปรียบเสมือนกำแพงภาษีคาร์บอน ที่บีบให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิต และใช้เครื่องมืออย่างคาร์บอนเครดิตเพื่อลดภาษี ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวโน้ม จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และสอดรับกับทิศทางความยั่งยืนในระดับสากล
สถานการณ์ตลาดคาร์บอนเครดิตกับธุรกิจ SME ประเทศไทยเป็นอย่างไร?
สำหรับประเทศไทยตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ใน ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593 ซึ่งการซื้อขายคาร์บอนในไทยยังมีปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้ด้วยข้อจำกัดด้านมาตรฐาน และต้นทุนการจัดการที่เกิดขึ้น จึงอาจทำให้การลดก๊าซเรือนกระจกเป็นไปอย่างล่าช้า
ดังนั้น หากต้องการให้โครงการคาร์บอนเครดิต ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ควรมีการสนับสนุนการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้
1. การจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วมตลาดคาร์บอนมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ไทยส่วนใหญ่มีความสนใจ และเห็นด้วยกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ทำให้อาจมีผลลัพธ์ดีขึ้นหากมีมาตรการสนับสนุนในการเข้าร่วมตลาดคาร์บอน
2. การกำหนดเกณฑ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เกิดขึ้นได้จริง เช่น กำหนดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละอุตสาหกรรม รวมทั้งเชื่อมโยงกับนโยบายอื่น เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน
3. การจัดทำระบบฐานข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจนว่าคาร์บอนเครดิต ซื้อขายยังไงให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และติดตามสถานการณ์ได้ชัดเจน
4. การส่งเสริมให้มีการลงทุนในเทคโนโลยี ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการลงทุนเพื่อผลิตคาร์บอนเครดิต เช่น จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ SME สนับสนุนโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) หรือเสนอสินเชื่อ SME ในการลงทุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan)
5. การสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมกัน
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตทำอย่างไรได้บ้าง?
1. การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
2. ซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง
แม้ว่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการของไทยยังมีปริมาณไม่มาก จากการเป็นตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary carbon market) ที่มีขนาดเล็กและมีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.5 ต่อปี ด้วยการซื้อขายในรูปแบบของการเจรจาต่อรองเป็นหลัก แต่ อบก. ได้มีการจัดตั้งเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network หรือ TCNN) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ชุมชน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย และช่วยสนับสนุนและขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนในประเทศให้มีสภาพคล่องและขยายตัวมากขึ้น
การซื้อ-ขาย คาร์บอนเครดิตดีต่อธุรกิจ SME อย่างไร?
-
ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำง่ายขึ้น ซึ่งเป็นตัวช่วยลดอุปสรรคในการปรับตัวของธุรกิจขนาดเล็ก
-
ส่งเสริมการขยายการลงทุนในพลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลงทุนในต้นทุนทางธรรมชาติ
-
ลดข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เพราะคาร์บอนเครดิต คือ สิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงในการทำกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำคัญของ SME
-
ต้นทุนรวมลดลงเพราะมีโครงการช่วยสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบ ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนทางการเงินกับธุรกิจที่มีโครงการปลูกป่า หรือการพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน
-
สร้างความยั่งยืนทางการเงินให้ธุรกิจที่มีโครงการสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) ช่วยให้โครงการที่กักเก็บก๊าซได้ดีมีเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่อง และไม่หยุดชะงักตามกลไกตลาดปกติ
-
ผู้ประกอบการสามารถขอรับทุนสนับสนุนตามเงื่อนไขจากกองทุนต่าง ๆ ผ่านการสนับสนุนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศได้ เช่น Green Climate Fund (GCF), Adaptation Fund, Global Environment Facility (GEF) และ NAMA Facility
-
ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการยกเว้นและลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการคาร์บอนเครดิต เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี สำหรับกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และกิจการที่ใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน, ยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี สำหรับกิจการห้องเย็นที่เปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ หรือลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% เป็นเวลา 3 ปี สำหรับโรงงานที่เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
แนวโน้ม ตลาดคาร์บอนเครดิต ในอนาคตจะเป็นไปอย่างไร?
แนวโน้มความต้องการคาร์บอนเครดิตในอนาคต คือ หนึ่งในสื่งมีทิศทางเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการที่นานาประเทศและองค์กรธุรกิจมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions อย่างจริงจัง โดยข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) คาดการณ์ว่าความต้องการคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะสูงถึง 182-197 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี หรือเกือบ 2,000 ล้านตันภายในปี 2030 ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมหลัก และภาคบริการอย่างการจัดงานอีเว้นท์และการท่องเที่ยว ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการชดเชยคาร์บอนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ประกอบการ SME การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน เพราะการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ทางเลือกจากการซื้อขายเครดิตในตลาดกลางที่กำลังพัฒนาขึ้น ดังนั้น การเข้าสู่ตลาดคาร์บอนจึงไม่ใช่เพียงการทำตามกระแสโลก แต่เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
คาร์บอนเครดิต แนวคิดใหม่สำหรับธุรกิจยุคต่อไป
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต คือ หนึ่งในทางเลือกใหม่ที่จะช่วยให้ธุรกิจ ได้รับทั้งภาพลักษณ์ที่ดีกับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ โอกาสในการแข่งขัน สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี และอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้นธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามในการหาทางปรับใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งหากเข้าใจแล้วว่าคาร์บอนเครดิตคืออะไร ซื้อขายยังไง และสถานการณ์ของ Carbon Credit ในไทยเป็นอย่างไรบ้าง ก็น่าจะช่วยให้คุณสามารถหาแนวทางศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีที่สุดแน่นอน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สามารถขาย Carbon Credit ได้อย่างไร?
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะเกิดขึ้นเมื่อโครงการผ่านการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกจาก อบก. เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ขายสามารถเลือกทำธุรกรรมได้ 2 รูปแบบหลัก คือ การเจรจาซื้อขายกันโดยตรง หรือการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อความสะดวกและโปร่งใส
ต้นไม้ 1 ต้น ได้คาร์บอนเครดิตเท่าไร?
โดยเฉลี่ยไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 9-15 กิโลกรัมต่อปีขึ้นอยู่กับชนิดสายพันธุ์ อายุ และขนาดของทรงพุ่ม ซึ่งต้องมีการวัดขนาดเพื่อคำนวณตามมาตรฐานของโครงการ T-VER อย่างเคร่งครัด
สูตรคํานวณ Carbon Credit คืออะไร?
สูตรพื้นฐาน คือการนำ "ปริมาณการปล่อยก๊าซในกรณีปกติ" ลบด้วย "ปริมาณการปล่อยก๊าซที่เกิดขึ้นจริงจากการทำโครงการ" ส่วนในภาคป่าไม้จะคำนวณจากมวลชีวภาพ แล้วแปลงเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยใช้สมการที่กำหนดมาโดยเฉพาะ
ข้อมูลอ้างอิง
-
TGO | องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จาก http://carbonmarket.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=Y29uY2VwdF9tYXJrZXQ
-
สภาพัฒน์ แนะเพิ่มมาตรการจูงใจเพื่อดึงเอกชนร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตมากขึ้น จาก https://www.infoquest.co.th/2022/201972
-
กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ : ตลาดคาร์บอนเครดิตในเทรนด์ธุรกิจโลก จาก https://www.bangkokbiznews.com/tech/963474
-
การซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในไทย ต้องทำอย่างไร? จาก https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/CarbonCredit-CIS3500-FB-28-05-2024.aspx
-
หลักการและเหตุผล จาก https://ghgreduction.tgo.or.th/th/content_page/item/109-2016-07-19-11-04-47.html
-
Verra Releases Criteria for Insurance Products for CORSIA-Eligible Carbon Credits จาก https://verra.org/verra-releases-criteria-for-insurance-products-for-corsia-eligible-carbon-credits/
-
The VCS Under CORSIA จาก https://verra.org/programs/verified-carbon-standard/vcs-under-corsia/
-
CORSIA กับอนาคตการบินที่ยั่งยืน จาก https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/corsia-2024
-
CBAM คืออะไร? จาก https://solarppm.com/what-is-cbam/