และส่วน Body ของ Website หน่อยนะครับ
โอกาส SME ไทยใน ‘ตลาดฮาลาล’ หลังวิกฤตโควิด19 จากกลุ่มตลาด Niche ขยายสู่ ตลาด Mass
SME KnowledgeSME Update

โอกาส SME ไทยใน ‘ตลาดฮาลาล’ หลังวิกฤตโควิด19 จากกลุ่มตลาด Niche ขยายสู่ ตลาด Mass

26 ก.ย. 2565
|
5895
 แนวโน้มในอนาคตคาดว่าตลาดอาหารฮาลาลโลก (Halal Food) จะเติบโตมากขึ้นตามความต้องการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย และตรวจสอบแหล่งที่มาได้ จากผู้บริโภคทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม และในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารชั้นนำของโลก ทั้งยังมีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหารที่ทันสมัย ผู้ประกอบการสินค้าอาหารในไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่จะขยายการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว



อาหารฮาลาล ทุกคนรับประทานได้ จึงขยายตลาดได้ง่าย

ตลาดอาหารฮาลาล สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม (มุสลิม) เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันตลาดอาหารฮาลาล มีผู้บริโภคชาวมุสลิมทั่วโลกราว 2,140 ล้านคน ถือว่ามีศักยภาพสูงโดยมีมูลค่าการค้าถึงประมาณ 162,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2560 จนขยับจากการเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ไปเป็นตลาดหลัก (Mass Market) หรือตลาดที่มีผู้บริโภคเป้าหมายจำนวนมากและหลากหลายกลุ่มได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรมุสลิมโลก และกระแสบริโภคอาหารปลอดภัย ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด 19 ขณะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่อันดับ 11 ของโลก เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทยที่จะขยายตลาดนี้ 



แนวโน้มตลาดอาหารฮาลาลโลก

ตลาดอาหารฮาลาลมีการแข่งขันสูง มีหลายๆ ประเทศที่พยายามผลักดันตนเองให้เข้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบต้นน้ำ อาทิ เนื้อไก่ อาหารทะเล ผัก ผลไม้ที่มีการผลิตเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ รวมถึงการส่งออก แต่ไทยต้องเร่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้บริโภคชาวมุสลิมอย่างต่อเนื่อง
      
ขณะเดียวกัน ควรศึกษาถึงแนวโน้มความต้องการบริโภคอาหารรูปแบบใหม่ ๆ ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการพิจารณาขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีศักยภาพการตลาดสูง โดยใช้ฐานวัตถุดิบในประเทศเป็นตัวสนับสนุน

ทั้งนี้ในปี 2561 ตลาดอาหารฮาลาลโลกมีมูลค่า 1,369 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 17 ของเงินค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นมูลค่านำเข้าอาหารของประเทศหรือรัฐสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม(Organization of Islamic Conference : OIC) จำนวน 57 ประเทศ/รัฐ รวมกันราว 210 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 15 ของมูลค่าตลาดอาหารฮาลาลโลก ทั้งนี้ ตลาดอาหารฮาลาลโลกมีโอกาสเติบโตอีกมาก จาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้ 

ปัจจัยเรื่องจำนวนประชากรมุสลิมโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลการศึกษาของ Pew Research Center คาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 จำนวนประชากรมุสลิมโลกเพิ่มขึ้น 2.8 พันล้านคน จากในปี 2553 ที่มีเพียง 1.6 พันล้านคน ซึ่งขยายตัวถึงร้อยละ 73 สูงกว่าอัตราการขยายตัว ของจำนวนประชากรจากทุกศาสนา โดยคิดเป็นสัดส่วน 29.67% ของประชากรโลกทั้งหมด
 
นอกจากนี้ มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลทั่วโลก ในปี 2563 มีมูลค่ารวม 1.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 48 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 71 ล้านล้านบาท ภายในปี 2569 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปี

ปัจจัยเรื่องความมั่นคงทางอาหารต่ำของประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศในบริเวณนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกพืชและการทำปศุสัตว์ ส่วนใหญ่จึงยังต้องนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศ

ปัจจัยเรื่องโควิด19 ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่ใช่มุสลิม หันมาเลือกซื้ออาหารฮาลาลมากขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นว่าอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาลมีความสะอาด ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบที่มาได้ (Traceability) ตามหลักการที่สำคัญดังนี้

'มาตรฐานฮาลาล' มีหลักในการปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารอย่างไร

1.สัตว์ที่นำมาประกอบอาหารต้องผ่านกระบวนการเชือดที่ถูกต้องตามหลักอิสลาม

2.วิธีการได้มาของอาหารต้องถูกต้อง คือไม่ใช่การลักขโมยหรือได้มาโดยมิชอบ

3.ต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สะอาด และไม่มีสิ่งเจือปนจากสิ่งสกปรก เช่น ไม่รับประทานสัตว์ที่ตายเอง เนื่องจากอาจตายเพราะการระบาดของโรค หรือการไม่รับประทานเลือดสัตว์เพราะอาจมีเชื้อโรคที่อันตรายหรืออาหารและเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดความมึนเมาหรือเป็นพิษ และก่อให้เกิดอันตราย อย่างนี้เป็นต้น

4.อุปกรณ์ ภาชนะบรรจุอาหารและสถานที่ในการผลิตต้องสะอาด

5. เจ้าหน้าที่ควบคุมการผลิตหรือปรุงผลิตภัณฑ์ต้องเป็นมุสลิม

6.ระหว่างการขนย้าย ขนส่งหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาลาล สินค้าต้องไม่ปะปนกับสิ่ง ต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ



ผู้บริโภคมั่นใจ ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลชั้นนำของโลก

ประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารฮาลาลใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยมีมูลค่าส่งออกรวมประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ  คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.44 ของตลาดโลก โดยสินค้าอาหารฮาลาลที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าว แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ผลไม้สด ผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้าประมง ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ (เนื้อไก่) และอาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่สุดในโลก คือ สหรัฐฯ มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 8.91 ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี จีน และฝรั่งเศส รวมถึงไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มประเทศมุสลิม โดยไทยมีผู้ประกอบการสินค้าอาหารฮาลาลในประเทศราว 1.4 แสนราย ซึ่งในจำนวนนี้ราวร้อยละ 95 หรือกว่า 1.33 แสนราย ต่างก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการมุสลิม

สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดฮาลาล เปิดกว้างในการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก รวมถึงผู้ประกอบการ SME ไทยที่มีโอกาสเจาะตลาดอาหารฮาลาลได้มากขึ้นในอนาคต 



ตลาดเป้าหมายของไทยในการส่งออกอาหารฮาลาล

จากการประเมินตัวเลขจำนวนประชากรมุสลิม รวมทั้งความต้องการอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่าตลาดอาหารฮาลาลที่มีศักยภาพคือ ตลาดอาหารฮาลาลที่เป็นประเทศมุสลิม (OIC) ได้แก่ กลุ่มประเทศตะวันออกกลางเป็นตลาดหลักของอาหารฮาลาล กลุ่มประเทศตะวันออกกลางภูมิภาคตะวันออกกลาง มีประชากรรวม 396 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ถือเป็นตลาดอาหารฮาลาลที่สำคัญ ซึ่งประกอบด้วย บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรมุสลิมมากกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนประชากรทั้งหมด อีกทั้งเป็นภูมิภาคที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารฮาลาลเป็นส่วนใหญ่ 

โดยไทยส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไปทั้ง 2 ตลาดนี้รวมกันประมาณปีละ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้าอาหารฮาลาลที่ไทยเน้นส่งออก คือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป คิดเป็นร้อยละ 43.6 ของมูลค่าส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลของไทยไปยังสองตลาดนี้ ข้าว ร้อยละ 17.6 ผัก-ผลไม้กระป๋องและแปรรูป รวมถึงน้ำผัก-ผลไม้ ร้อยละ 8.3 ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ร้อยละ 5.5 น้ำตาลทราย ร้อยละ 3.3 และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 2.7


นอกจากนี้ ประเทศนอกกลุ่มประเทศมุสลิม (Non-OIC) แต่มีความต้องการนำเข้าอาหารฮาลาลจำนวนมาก  คือ  อินเดีย จีน และสิงคโปร์ อย่างประเทศอินเดียมีจำนวนประชากรมุสลิมมากถึง 195 ล้านคน นอกจากนี้รัฐทางภาคเหนือของอินเดียนิยมบริโภคมังสวิรัติ และสามารถขยายฐานไปสู่ตลาดฮาลาลได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การรุกตลาด อาหารฮาลาลในประเทศเหล่านี้ ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาให้รอบด้าน เนื่องจากแต่ละตลาดมีโอกาสและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน



แนวโน้มตลาดสินค้าและบริการฮาลาลที่สำคัญ 5 กลุ่ม

1. เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลฮาลาล ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลสำหรับชาวมุสลิมเป็นตลาดเฉพาะ สำหรับไทยซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ในปี 63 ไทยส่งออกเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ มูลค่า 2,916 ล้านดอลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 1.26% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย โดยส่งออกไปยังตลาดสำคัญ อาทิ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา จึงถือว่าไทยมีโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ไปยังตลาดชาวมุสลิมได้อีกมาก

2. อาหารฮาลาล ปัจจุบันไทยมีการผลิตอาหารฮาลาลเพื่อจำหน่ายแก่ชาวมุสลิมในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตรซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหาร ทำให้มีวัตถุดิบคุณภาพดีที่หลากหลายและปริมาณที่เพียงพอป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตตลอดทั้งปี อีกทั้งอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีความเข้มแข็ง ผู้ผลิตมีความชำนาญและเชี่ยวชาญด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร มีชื่อเสียงที่ดีในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม ที่ผ่านมาจึงมีข้อจำกัดในการส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดมุสลิม ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอาหารฮาลาล โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อให้ผู้บริโภคมุสลิมเชื่อมั่นในอาหารฮาลาลไทยมากขึ้น

3. การท่องเที่ยวฮาลาล ข้อมูลจาก Mastercard-Crescent Rating พบว่า ในปี 61 ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่ชาวมุสลิมเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุด และจากการจัดอันดับประเทศปลายทางที่ไม่ใช่กลุ่มประเทศ OIC ที่เป็นมิตรกับมุสลิมที่สุด ในปี 62 ไทยได้อันดับที่ 2 รองจาก สิงคโปร์

ดังนั้นภายหลังจากสถานการณ์โควิด19 คลี่คลาย ไทยอาจพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับชาวมุสลิมมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการกระตุ้นและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวของไทยด้วย

4. แฟชั่นสำหรับชาวมุสลิม จากแนวโน้มการเติบโตของชาวมุสลิมทั่วโลก ทำให้ความต้องการสินค้าเครื่องแต่งกายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ชาวมุสลิมจึงเป็นกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพและมีการเติบโตอย่างมากในตลาดแฟชั่น ประเทศที่ครองตำแหน่งอันดับประเทศที่มีการใช้จ่ายสำหรับเครื่องแต่งกายและรองเท้ามากที่สุด ได้แก่ อิหร่าน ตุรกี และซาอุดิอาระเบีย

อย่างไรก็ดี แม้การแพร่ระบาดของโควิด19 จะส่งผลกระทบ แต่กลับส่งผลดีต่อการค้าแบบออนไลน์ซึ่งมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น

5. เวชภัณฑ์ฮาลาล เป็นผลิตภัณฑ์ยาที่มีส่วนผสมที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมายชารีอะห์ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาสนาอิสลาม ประเทศที่มีการใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ยามากที่สุด คือ ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐฯ

ปัจจุบันยังไม่มียาและส่วนผสมที่ได้รับการรับรองฮาลาลเพียงพอที่จะครอบคลุมความต้องการใช้ยาของชาวมุสลิม เนื่องจากมาตรฐานฮาลาลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลยังไม่ถูกนำมาใช้ การระบาดของโควิด19 เป็นปัจจัยผลักดันนวัตกรรมใน ภาคการดูแลสุขภาพ ประกอบกับการแนวโน้มการดูแลรักษาสุขภาพเป็นตัวดึงดูดความสนใจของนักลงทุนมากขึ้น จะทำให้อุตสาหกรรมในด้านนี้เติบโตได้ในอนาคต



ทำอย่างไร? ให้ได้เครื่องหมาย ‘ฮาลาล’

สำหรับในประเทศไทยการยื่นขอ ‘ตราฮาลาล’ ต้องผ่านกระบวนการดังนี้..

กรณียื่นขอเครื่องหมายฮาลาลแบบนิติบุคคล
– ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท
– หนังสือรับรองจากสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท (อายุไม่เกิน 6 เดือน)
– ใบอนุญาตตั้งโรงงานแบบ รง.2 หรือ รง.4 (ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงาน)
– ใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2)
– คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.17)
– ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.18)
– หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (คม.1)
– คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร สบ. 3 หรือ สำเนาการใช้ฉลากอาหาร แบบ ฉ.1
– แบบจดทะเบียนอาหาร (สบ.๕)
– หนังสือแสดงรายละเอียดวิธีการผลิต , ขั้นตอน , วัตถุดิบ , ส่วนผสม
– ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเพื่อประกอบการพิจารณาเบื้องต้น
– แผนที่ตั้งโรงงาน

ขั้นตอนการขอเครื่องหมายฮาลาล
1. ยื่นความจำนงเข้ารับการพิจารณารับรองเครื่องหมายฮาลาล 
2 .ยื่นคำขอและพิจารณาคำขอเครื่องหมายฮาลาล
3. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานประกอบการ 
4. พิจารณาผลการตรวจสอบ และให้หนังสือรับรอง
5. ติดตามและประเมินผล
    
ทั้งนี้ ‘ตราฮาลาล’ จะประทับหรือแสดงบนฉลาก ผลิตภัณฑ์ หรือกิจการใดๆ โดยใช้สัญลักษณ์ภาษาอาหรับว่า ‘ฮาลาล’ ภายในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หลังกรอบเป็นลายเส้นแนวตั้ง ใต้กรอบภายในเส้นขนานมีคำว่า ‘สนง.คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย’ จะออกให้กับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารด้วย 



ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยมากกว่า 1 แสนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตราฮาลาล ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีตราฮาลาล แสดงบนฉลากสินค้าที่หลากหลายมากที่สุดในโลก



จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า ไทยมีจุดแข็งในหลาย ๆ ด้าน ผู้ประกอบการก็มีความพร้อมและศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการฮาลาล และไทยมีวัตถุดิบขั้นพื้นฐานที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ดังนั้น ไทยจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าและบริการไปยังตลาดมุสลิม รวมทั้งตลาดที่ไม่ใช่มุสลิม ก็มีแนวโน้มจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นฮาลาลมากขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าอาหารฮาลาลสะอาด ปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการ และกล่าวได้ว่านี่จึงเป็นอีกเทรนด์ที่ผู้ประกอบการอาหาร SME ต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง 


ที่มา : ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
https://www.ditp.go.th/contents_attach/709499/709499.pdf
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
http://halalinfo.ifrpd.ku.ac.th/index.php/th/halal-certification-menu-th/the-process-of-halal-certification-th#
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) https://web.facebook.com/TPSO.MOC/posts/2810567672590844/?_rdc=1&_rdr
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
https://www.acfs.go.th/halal/halal_cert.php

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333