เปิดรายงาน IMF–UNCTAD วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19

SME in Focus
07/07/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 1196 คน
เปิดรายงาน IMF–UNCTAD วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19
banner

จากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า การเติบโตของเอเชียคาดว่าจะหดตัว 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในช่วงเดือนเมษายน ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 นั้นดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในรายงานเศรษฐกิจโลกในเดือนเมษายน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรักษาเสถียรภาพของไวรัสในช่วงต้น-ประมาณการสำหรับปี 2020 ได้ถูกปรับลดลงสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค และมาตรการกักกันที่ยืดเยื้อในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่ง

ด้านรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ (World Economic Outlook) ฉบับปรับปรุง ที่ระบุว่า มาตรการชัตดาวน์ธุรกิจทั่วโลกทำลายตำแหน่งงานหลายร้อยล้านอัตรา และบรรดาเศรษฐกิจสำคัญในยุโรปต่างเผชิญกับภาวะติดลบในระดับเลขสองหลัก ขณะที่แนวโน้มของการฟื้นตัวหลังจากโรคระบาดใหญ่โควิด-19 จะประสบกับ “ความไม่แน่นอนที่กระจายไปทั่ว” เนื่องจากวิถีการแพร่ระบาดของไวรัสที่คาดเดาไม่ได้

ในขณะที่ภาคธุรกิจต่างๆ กลับมาเปิดทำการในหลายประเทศ และจีนเผชิญกับการฟื้นตัวด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดหมายไว้ แต่การแพร่ระบาดของไวรัสระลอก 2 ยังคงคุกคามแนวโน้มการเติบโต

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

Chang Yong Rhee ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF บอกว่า เศรษฐกิจในเอเชียขึ้นอยู่กับห่วงโซ่อุปทานของโลกเป็นอย่างมาก และไม่สามารถเติบโตได้ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังทุกข์ทรมานจากวิกฤติเศรษฐกิจ

IMF คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกจะติดลบ 4.9% ในปีนี้ และจะฟื้นตัวเพียง 5.4% ในปี 2564 แต่ต้องอยู่ “ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น” ซึ่งวิกฤติโควิดจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก 12 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 370.4 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลา 2 ปี  และ IMF ยังระบุด้วยว่า ภาวะขาลงของเศรษฐกิจโลกสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะกับประเทศต่างๆ ที่มีรายได้ต่ำและภาคครัวเรือน

รายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับปรับปรุงของ IMF ปรับลดตัวเลขทางเศรษฐกิจลงอย่างมากเทียบกับรายงานครั้งก่อนหน้าในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงต้นของการระบาดใหญ่ ขณะนั้น IMF เตือนว่า เศรษฐกิจโลกจะหดตัว 3% พร้อมแสดงความกังวลว่าโควิด-19 จะสร้างความเสียหายเรื้อรังทั้งต่อการจ้างงาน ธุรกิจ และการค้า

ขณะเดียวกันร่างกฎหมายสำหรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของรัฐบาลต่างๆ ซึ่งทำให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำมาก และมีแนวโน้มที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจโลกหลุดจากภาวะถดถอย (Recession) ไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Depression) แม้จะสร้างหนี้ก้อนใหญ่ที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

 

UNCTAD วิเคราะห์ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19

UNCTAD เปิดตัว World Investment Report 2020 หัวข้อ “International Production Beyond the Pandemic” โดยสามารถดาวน์โหลดรายงานฯ ฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์ https://unctad.org/ สรุปผลวิเคราะห์สำคัญ ดังนี้

 

ผลกระทบของ COVID-19 ต่อ FDI

ภาพรวมระดับโลกมูลค่า FDI ทั่วโลกจะลดลงประมาณ 40% ในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งจะทำให้มูลค่า FDI ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 มูลค่า FDI จะลดลงเพิ่มอีกประมาณ 5-10% ในปี ค.ศ. 2021 และเริ่มฟื้นตัวในปี ค.ศ. 2022 Top 5,000 บริษัทข้ามชาติ (MNEs) ของโลก ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญต่อ global FDI ได้ปรับประมาณการรายได้ลงโดยเฉลี่ยประมาณ 40% ซึ่งรายได้ที่ลดลงจะส่งผลต่อ reinvested earnings ซึ่งคิดเป็น 50% ของมูลค่า FDI Greenfield investment และ Mergers & Acquisitions (M&As) ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 ลดลง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี ค.ศ. 2019

ประเทศกำลังพัฒนามีมูลค่า FDI ลดลงมากที่สุด เนื่องจากประเทศเหล่านี้เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตของโลก และการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ (extractive industries) ซึ่งได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากที่สุด และไม่มี capacity ในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว

ระดับภูมิภาคยุโรปจะมีมูลค่า FDI ลดลงประมาณ 30-45% ซึ่งลดลงมากกว่าอเมริกาเหนือ ซึ่งมูลค่า FDI จะลดลงประมาณ 20-35%

แอฟริกามีมูลค่า FDI ลดลง 10% ในปี ค.ศ. 2019 และคาดว่าจะลดลง 25-40% ในปี ค.ศ. 2020

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ซึ่งมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตของโลกสูง จะมีมูลค่า FDI ลดลงประมาณ 30-45%

อเมริกาใต้มีมูลค่า FDI เพิ่มขึ้น 10% ในปี ค.ศ. 2019 แต่ในปีนี้คาดว่าจะลดลงถึง 50% เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ปัญหาทางการเมือง และปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

 

COVID-19 ต่อนโยบายด้านการลงทุน

มากกว่า 70 ประเทศได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือปกป้อง strategic industries จากการ takeover โดยต่างชาติ ประเทศส่วนใหญ่น่าจะเพิ่มมาตรการกีดกันการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข แต่จะแข่งขันในการดึงดูด FDI สำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการสร้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจ การปฏิรูป International Investment Agreements (IIAs) มีความสำคัญยิ่งขึ้น เนื่องจากหลายมาตรการในการต่อสู้กับ COVID-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจของบางประเทศ อาจขัดกับพันธกรณีใน IIAs ที่มีอยู่

ขณะที่แนวโน้มเกี่ยวกับ International production สถานการณ์ COVID-19 การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม สงครามทางการค้าระหว่างประเทศ และข้อบังคับการผลิตด้านสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยน international production ในทศวรรษนี้ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

- อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตสูง จะมีการผลิตที่กระจุกตัวมากยิ่งขึ้น และเปิดให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตยากยิ่งขึ้น

- อุตสาหกรรมด้าน services และการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่การผลิตสูง จะมีฐานการผลิตที่กระจายตัวมากยิ่งขึ้น (ไม่กระจุกตัวในจีนที่เดียวอีกต่อไป) ซึ่งเป็นโอกาสให้ประเทศต่างๆ ได้เข้าร่วมห่วงโซ่การผลิต อย่างไรก็ตามห่วงโซ่การผลิตจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ดังนั้นประเทศจะได้รับประโยชน์ คือประเทศที่มีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

- ขั้นตอนตลอดห่วงโซการผลิต จะกระจุกอยู่ในภูมิภาคเดียวกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อส่งเสริมการลงทุนจะมีความสำคัญสูงขึ้น

- อุตสาหกรรมที่ไม่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตมาก จะย่นขั้นตอนของการผลิต โดยเน้นการออกแบบและการบริหารที่สำนักงานใหญ่ และตั้งโรงงานเพื่อผลิต final products ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกเพื่อการบริโภคในภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งจะลดการถ่ายโอนทางเทคโนโลยี

ด้านการลงทุนใน SDGs  

เมื่อปี ค.ศ. 2014 UNCTAD ประเมินว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องได้รับการลงทุนเพิ่มเติมมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็นประจำทุกปีเพื่อบรรลุ SDGs โดยการลงทุนใน SDGs มีพัฒนาการใน 6 SDGs sectors (จาก 10 SDGs sectors) ได้แก่ infrastructure, climate change mitigation, food and agriculture, health, telecommunication และ ecosystems and biodiversity

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการดังกล่าวยังต่ำกว่ามูลค่าการลงทุนที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องได้รับอยู่มาก Sustainability funds ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีอัตราการเติบโตที่สูง โดยมีมูลค่าประมาณ 1.2-1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่การลงทุนเหล่านี้อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก และเน้นการลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียน การระดมเงินทุนในลักษณะ social bonds โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของ capital markets ในการสนับสนุนการบรรลุ SDGs ในประเทศกำลังพัฒนา และในช่วง 10 ปีข้างหน้าควรมี sustainability-themed products เพื่อสนับสนุนโครงการด้าน SDGs ในประเทศกำลังพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะใน LDCs (5)

ถึงแม้ว่า 150 ประเทศ ได้บรรจุ SDGs ในแผนการพัฒนาประเทศแล้ว แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่กำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการสนับสนุน การลงทุนเพื่อ SDGs นอกจากนี้ การส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นด้านการคมนาคม นวัตกรรม และการเกษตร

ในขณะที่ SDGs sectors สำคัญอื่นๆ ยังไม่มีมาตรการส่งเสริมการลงทุน อาทิ health water and sanitation, education และ climate change adaptation ดังนั้นจึงควรเน้นการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการบรรลุ SDGs ใน แผนการลงทุนระดับประเทศ และให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนในแผนการดำเนินการเพื่อบรรลุ SDGs ของประเทศ


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<< 


ดัน SMEs ภาคการเกษตรไทยสู่ครัวโลกหลังโควิด-19

พิษ COVID-19 ทำธุรกิจเมียนมา 1 ใน 3 ปิดกิจการชั่วคราว


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

ธุรกิจยุคใหม่ต้อง ‘ไร้สัมผัส’

ธุรกิจยุคใหม่ต้อง ‘ไร้สัมผัส’

ความร้ายแรงของโควิด-19 ที่มนุษย์โลกต้องเผชิญนั้นยิ่งกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ เพราะทำลายทั้งชีวิตและระบบเศรษฐกิจของผู้คนไปทั่วโลก…
149446 | 09/06/2020
Smart City นวัตกรรมสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Smart City นวัตกรรมสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โครงการ ‘เมืองอัจฉริยะอาเซียน’ ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการหลังมีข้อมติจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2561…
34577 | 02/07/2019
8 เรื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2564

8 เรื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2564

การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ยังเป็นตัวบีบคั้นให้เกิดการปรับเปลี่ยน ทั้งในภาคการใช้ชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการทำธุรกิจ ให้มีทิศทางที่ต่างไปจากเดิม…
25256 | 07/01/2021
เปิดรายงาน IMF–UNCTAD วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19