ผู้ประกอบการต้องรู้ หากจะส่งออกน้ำมันปาล์มไปสเปน

SME Go Inter
22/07/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 699 คน
ผู้ประกอบการต้องรู้ หากจะส่งออกน้ำมันปาล์มไปสเปน
banner

น้ำมันปาล์มกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจเพราะสหภาพยุโรปกําลังมองว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีส่วนในการตัดไม้ทําลายป่าทําลายที่อยู่อาศัยของคนพื้นถิ่นและสัตว์ป่า รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่น

นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2561 คณะกรรมาธิการยุโรปรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงต่อร่างข้อบังคับเรื่องการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy Directive: RED II) ซึ่งเห็นชอบให้กําหนดสัดส่วนที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะสามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่เสี่ยงต่อการทําลายป่า (High Indirect Land Use Change (ILUC) risk) โดยจะค่อย ๆ ลดสัดส่วนจนเหลือศูนย์ภายในปี 2573โดยมิได้เจาะจงเฉพาะกับน้ำมันปาล์ม

อย่างไรก็ดี น้ำมันปาล์มน่าจะเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ประกอบกับเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 คณะกรรมาธิการยุโรปเพิ่งเห็นชอบร่างกฎเกณฑ์เพิ่มเติม (Delegated Act) เรื่องการประเมินความเสี่ยงของเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทต่าง ๆซึ่งเชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันปาล์มถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทําลายป่า

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลค์ Facebook bangkokbanksme 


ประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรวมถึงไทยจึงได้พยายามที่จะกดดันให้สหภาพยุโรปปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มภายในประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งสามารถผลิตได้ 1.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 2.93 ของผลผลิตน้ำมันปาล์มโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยอาจได้รับผลกระทบทางตรงจากมาตรการดังกล่าวน้อยกว่าสองผู้ผลิตน้ำมันปาล์มหลักของโลกอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งผลิตได้ 33 ล้านตันและ 19.8 ล้านตัน ตามลําดับ อีกทั้งปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังสหภาพยุโรปของไทยยังมีเพียงเล็กน้อย แต่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยก็ไม่อาจสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าวได้

ในปี 2560 สหภาพยุโรปนําเข้าน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอินเดียด้วยปริมาณ 10 ล้านตันหรือคิดเป็นมูลค่า 6 พันล้านยูโร โดยร้อยละ 75 เป็นการนําเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซียและนําไปใช้สําหรับผลิตไบโอดีเซล (ร้อยละ 46) ใช้ผลิตอาหารคน อาหารสัตว์ และใช้ในภาคอุตสาหกรรม (ร้อยละ 45) และผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน (ร้อยละ 9)

 

แนวโน้มน้ำมันปาล์มในสเปน

หากเจาะลึกในส่วนของสเปน ข้อมูลล่าสุดระบุว่าในปี 2560 สเปนนําเข้าน้ำมันปาล์มประมาณ 1.9 ล้านตันคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,238.1 ล้านยูโร ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.7 เมื่อเปรียบเทียบกับปี2559 ถือเป็นปริมาณการนําเข้าที่มากเป็นอันดับสองในสหภาพยุโรป รองจากเนเธอร์แลนด์ โดยนําเข้าจากอินโดนีเซีย(ร้อยละ 72.2) มาเลเซีย (ร้อยละ 12.2) และโคลอมเบีย (ร้อยละ 6.2)

น้ำมันปาล์มที่นําเข้าถูกนํามาใช้สําหรับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ (ร้อยละ 83) อุตสาหกรรมการผลิตอาหารคน (ร้อยละ10.3) และอุตสาหกรรมการผลิตโอลีโอเคมีคอล (Oleochemical Industry) อาทิ การผลิตน้ำหอม สบู่ ครีม ลิปสติกผงซักฟอก และอาหารสัตว์ (ร้อยละ 6.7)

สำหรับเทรนด์น้ำมันปาล์มในสเปนซึ่งเป็นแนวโน้มและความต้องการของตลาดสเปนที่ผู้ประกอบการไทยควรรับทราบแบ่งได้เป็น 2 มิติ ได้แก่ มิติด้านพลังงาน และมิติด้านอาหาร มิติด้านพลังงาน มาตรการของสหภาพยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อสเปน เพราะมากกว่าร้อยละ 50 ของไบโอดีเซล และร้อยละ 98.46 ของไฮโดรไบโอดีเซล (Hydrobiodiesel) ที่ผลิตในสเปนทํามาจากน้ำมันปาล์ม

นอกจากนี้ สเปนเป็นผู้ผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มหลักของสหภาพยุโรป โดยนําเข้าน้ำมันปาล์มปริมาณ 1.53 ล้านตันหรือร้อยละ 83 ของการนําเข้าทั้งหมดเพื่อมาใช้สําหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพสําหรับภาคขนส่งและพลังงาน และหากรวมสเปน อิตาลี และเนเธอร์แลนด์เข้าด้วยกัน ผลผลิตรวมของทั้งสามประเทศมีสัดส่วนถึงร้อยละ 80ของไบโอดีเซลที่ผลิตได้ในสหภาพยุโรป

ทั้งนี้น้ำมันปาล์มที่มาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในสเปนทั้งหมดจําเป็นต้องได้รับมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification) ตามกฏข้อบังคับ RED ของสหภาพยุโรป ISCC คือมาตรฐานการทําเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน (sustainability) และสามารถสืบย้อนตลอดห่วงโซ่การผลิต (traceability) โดยบริษัทผู้นําเข้าน้ำมันปาล์มของสเปนได้ยึดปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปด้วย

สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มของไทยควรให้ความสนใจเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว

บริษัท Repsolซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในสเปนและนําเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอันดับ 1 ของประเทศด้วยปริมาณ 7 แสนตัน/ปี รวมทั้งนําเข้า palm oil residue 3 แสนตัน/ปี โดยนําเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นหลักเผยว่าสนใจนําเข้า palm oil residue จากไทยโดยเฉพาะ Palm Fatty Acid Distillate (PEAD) Free Fatty Acid (FFA)และ Palm Oil Miu Effluent (POME) บนเงื่อนไขที่ว่าผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกจากไทยต้องได้รับรองมาตรฐาน ISCC เสียก่อนนี่จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสําหรับผู้ประกอบการไทยในการขอรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพื่อสามารถทําธุรกิจและส่งออกสินค้าไปยังบริษัทในสหภาพยุโรปได้

ในส่วนของมิติด้านอาหาร สเปนนําเข้าน้ำมันปาล์มเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตอาหารปริมาณ 1.9 แสนตันหรือคิดเป็นร้อยละ 10.3 ของการนําเข้าทั้งหมด โดยแบ่งเป็นน้ำมันปาล์ม 1.69 แสนตันและน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดปาล์ม (palmkernel oil) 2 หมื่นตัน โดยนํามาใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร อาทิ เนยเทียม คุกกี้ เบเกอรี่ เค้ก ไอศกรีม ซอสช็อกโกแลต อาหารเตรียมสําเร็จ (prepared foods) ขนมทานเล่น เป็นต้น

โดยในแต่ละปีชาวสเปนบริโภคน้ำมันปาล์มและน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดปาล์มรวม 3.77 กิโลกรัม/ปี หรือ10.32 กรัม/วันโดยแบ่งเป็นการบริโภคน้ำมันปาล์ม 3.32 กิโลกรัม/ปี และน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดปาล์ม 0.449 กิโลกรัม/ปี การใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปาล์มที่ได้รับมาตรฐานความยั่งยืนในสเปนเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

โดยจากสถิติในปี2561 พบว่าร้อยละ 43.7 ของน้ำมันปาล์ม รวมถึงร้อยละ 18 ของน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดปาล์มที่ใช้สําหรับอุตสาหกรรมอาหารที่วางขายในท้องตลาดสเปน ล้วนได้รับมาตรฐาน CSPO(Certified Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าสถิติในปี 2559 ที่มีเพียงแค่ร้อยละ 23.7 และร้อยละ 14.9 ตามลําดับ แต่มิได้หมายความว่าน้ำมันปาล์มและน้ำมันจากเนื้อเมล็ดปาล์มที่เหลือไม่ได้มาผ่านกรรมวิธีการผลิตอย่างยั่งยืน


เลี่ยงบาลี ไม่ใช้คำว่า น้ำมันปาล์ม

เพียงแต่น้ำมันเหล่านี้ไม่ได้รับมาตรฐานความยั่งยืนของสหภาพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้บริโภคสเปนหลายคนตื่นตัวกับกระแสการบริโภคน้ำมันปาล์มเนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพ ทําให้ผู้ประกอบการบางรายเลือกใช้คําอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการระบุคําว่า “น้ำมันปาล์ม” (aceite de palma) ในภาษาสเปน) ที่ฉลากสินค้าแทน อาทิ น้ำมันจากเนื้อในเมล็ดปาล์ม (aceite de palmiste) ไขมันพืชจากกระบวนการแยกและเติมไฮโดรเจนในน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดปาล์ม (grasa vegetal fraccionada ehidrogenada de palmiste) ปาล์มสเตียริน (estearina de palma) หรือไขมันปาล์ม (manteca de palma)และผู้ผลิตบางรายก็ติดฉลาก “no palm oil” (sin aceite de palma ในภาษาสเปน) บนสินค้าไปด้วย

ในปี 2560 จึงมีการจัดตั้งมูลนิธิน้ำมันปาล์มยั่งยืนสเปน (Fundación Española del Aceite de Palma Sostenible) ขึ้นมาโดยประสานงานร่วมกับองค์กร European Palm Oil Alliance (EPOA) และองค์กร RSPO เพื่อทําหน้าที่เป็นสื่อกลางด้านการวิจัยและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการบนหลักการทางวิทยาศาสตร์เรื่องน้ำมันปาล์มให้สังคมสเปนได้ทราบและเข้าใจอย่างถูกต้องในประเด็นหลาย ๆ ด้าน อาทิ ข้อเท็จจริงเรื่องโภชนาการ คุณประโยชน์ของน้ำมันปาล์มต่อสุขภาพการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันและผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน เป็นต้น และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทต่าง ๆ จึงมีข้อตกลงกันว่าบริษัทต่าง ๆ จะนําเข้าน้ำมันปาล์มที่มาจากการปลูกและผลิตอย่างยั่งยืน รวมทั้งจะส่งเสริมให้บริษัทอื่นๆ หันมาใช้น้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนด้วย

ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกน้ำมันปาล์มดิบหรืออาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มควรปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนที่ยอมรับกันในระดับสากลและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ผู้บริโภคในยุโรปต้องการน้ำมันปาล์มที่ได้รับรองมาตรฐานความยั่งยืน อาทิ Certified Sustainable Palm Oil (CSPO),Rainforest Alliance และ International Sustainability and Carbon Certification (ISCC)

อนึ่ง ในปัจจุบัน มีหน่วยงาน/องค์กรสเปนมากกว่าร้อยแห่งที่เป็นสมาชิก Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) ซึ่งมุ่งมั่นเรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและใช้น้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบต่อชุมชน โดยสามารถค้นหาสมาชิกองค์กร RSPO จากสเปนได้จาก https://rspo.org/members/all

นอกจากนี้ ในส่วนของมูลนิธิน้ำมันปาล์มยั่งยืนสเปนก็มีสมาชิกทั้งจากในสเปนและต่างประเทศโดยสมาชิกจากสเปนประกอบด้วยบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลต Ferrero Ibérica S.A. บริษัทผู้ผลิตเนยเทียมสินค้าเบเกอรี่และอาหาร Gracomsa Alimentaria บริษัทกลั่นน้ำมันและไขมัน Lipsaและบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง Natra ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจเข้าไปศึกษารายละเอียดของบริษัทเหล่านี้ เพื่อเปิดตลาดธุรกิจกับสเปนต่อไป

 อ้างอิง : โดย ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์  กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
229411 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
78733 | 12/06/2019
Cross-Border e-Commerce ไปจีนต้องรู้อะไร SME Go Inter

Cross-Border e-Commerce ไปจีนต้องรู้อะไร

ยุคสมัยนี้ เป็นที่รู้กันว่า “นักช็อปปิ้งชาวจีน” จะให้น้ำหนักกับคำว่า “ของแท้” (Genuine Product Guarantee) อยู่เหนือปัจจัยด้านราคาและระยะเวลาขนส่งเวลา...
19739 | 02/07/2019
banner
banner