ถอดรหัสธุรกิจครอบครัวระดับโลก สู่แนวทางการเติบโตของ SME ไทย
SME InsightsFamily Business

ถอดรหัสธุรกิจครอบครัวระดับโลก สู่แนวทางการเติบโตของ SME ไทย

28 เม.ย. 2569
|
17

ข้อมูลจาก Global 500 Family Business Index ปี 2025 โดย EY และ University of St. Gallen ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัว 500 อันดับแรกของโลกยังคงเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ ทั้งในมิติของรายได้ การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าในระยะยาว โดยธุรกิจในกลุ่มนี้สร้างรายได้รวมสูงถึง 8.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตขึ้น 10% จากรอบการประเมินก่อนหน้า สะท้อนความสามารถในการปรับตัวและรักษาเสถียรภาพขององค์กร แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ รูปแบบการบริหารที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ธุรกิจครอบครัวชั้นนำของโลกไม่ได้ดำเนินงานภายใต้การบริหารระบบกงสีหรือการสืบทอดกิจการแบบดั้งเดิม แต่มีการพัฒนาโครงสร้างองค์กรให้มีความเป็นสถาบันธุรกิจ (Institutionalized Enterprise) มากขึ้น ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การแยกบทบาท “เจ้าของ” และ “ผู้บริหาร” ออกจากกัน การสร้างสภาครอบครัว และการพัฒนาทายาท

ธุรกิจครอบครัวต้องแยกบทบาทของเจ้าของออกจากความเป็นผู้บริหารอย่างชัดเจน

แยกบทบาท “เจ้าของ” ออกจาก “ผู้บริหาร” อย่างชัดเจน

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจว่า “ใครควรทำอะไร” ระหว่างคนในครอบครัวกับมืออาชีพ

การวิเคราะห์ช่องว่างของ SME ไทย

ธุรกิจครอบครัวในไทยจำนวนมากมักเผชิญกับเพดานการเติบโต เมื่อองค์กรขยายตัวถึงระดับหนึ่ง สาเหตุหลักไม่ได้มาจากตลาดหรือการแข่งขัน แต่เกิดจากการที่เจ้าของยังคงลงมาบริหารงานทุกระดับ ทำให้กระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ปะปนกับอารมณ์และความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยไม่มีระบบ KPI หรือ Governance ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผลลัพธ์คือ องค์กรอาจเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถขยายต่อได้ เพราะทุกอย่างผูกติดกับตัวบุคคล

วิธีการปรับใช้สำหรับ SME

  • แยก 3 บทบาทหลักให้ชัดเจน คือ Owner กำหนดทิศทางและถือหุ้น Board คอยกำกับดูแลและจัดตั้งนโยบาย ส่วน Management ทำหน้าที่บริหารงานประจำวัน

  • สร้างระบบ Professional Management ด้วยการกำหนด Job Description ให้ชัดเจน พร้อมใช้ KPI และ Performance Review แบบเดียวกันทั้งองค์กร และเปิดรับผู้บริหารภายนอกในตำแหน่งสำคัญ

  • วาง Governance Structure จัดตั้งคณะกรรมการ (Board of Directors) แม้ในระดับ SME รวมถึงมีการประชุมเชิงกลยุทธ์แยกจากการประชุมปฏิบัติการ

กรณีศึกษาตระกูล Walton (Walmart)

Walmart ร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการแยกบทบาทอย่างเป็นระบบ โดยตระกูล Walton ยังคงถือหุ้นใหญ่และมีบทบาทในระดับ Board แต่จะไม่ได้เข้าไปบริหารงานประจำ โดยเปิดทางให้ CEO มืออาชีพบริหารธุรกิจเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์คือ Walmart สามารถขยายสาขาทั่วโลกได้โดยไม่ติดข้อจำกัดของสายเลือด และยังรักษามาตรฐานการบริหารในระดับสากลได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การ “ปล่อยมือ” จึงไม่ใช่การสูญเสียอำนาจเสมอไป แต่คือการ “ยกระดับบทบาท” จากผู้ทำงาน ไปสู่ผู้ออกแบบระบบ

SME จัดตั้งสภาครอบครัว เพื่อดูแลเรื่องการบริหารระบบกงสีและอื่น ๆ

“สภาครอบครัว” ปราการเหล็กสยบความขัดแย้ง

หลายกรณีแสดงให้เห็นว่า จุดเปราะบางของธุรกิจครอบครัวไม่ได้อยู่ที่ตลาดหรือคู่แข่ง แต่อยู่ที่ “โครงสร้างภายใน” ที่ยังไม่ได้ผ่านการออกแบบให้รองรับความขัดแย้งในองค์กรอย่างเป็นระบบ

การวิเคราะห์โครงสร้างของ SME ไทย

เมื่อธุรกิจเติบโต จำนวนสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนของผลประโยชน์ก็เพิ่มขึ้นตาม เช่น ใครมีสิทธิ์ทำงานในบริษัท ใครมีสิทธิ์ถือหุ้น นโยบายการปันผลเป็นอย่างไร การตัดสินใจเรื่องสำคัญต้องใช้เสียงข้างมากหรือเอกฉันท์ ฯลฯ หากไม่มีเวทีเฉพาะสำหรับจัดการเรื่องเหล่านี้ ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ

วิธีการปรับใช้สำหรับ SME

  • จัดตั้งสภาครอบครัว (Family Council) ที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบของสมาชิก การบริหารระบบกงสี นโยบายสวัสดิการ หรือการสื่อสารภายในองค์กร

  • แยกเวทีการประชุมออกจากกัน กล่าวคือ มีทั้ง Family Meeting และ Board Meeting เพื่อแยกวาระที่เกี่ยวกับธุรกิจออกจากเรื่องครอบครัว

  • สร้างธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) เพื่อกำหนดกติกาที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน เช่น การสืบทอดกิจการ เงื่อนไขการเข้าทำงานของทายาท หลักเกณฑ์การถือหุ้น การแก้ไขข้อพิพาท 

กรณีศึกษาตระกูล Hermès และ Dumas (Hermès)

Hermès เป็นตัวอย่างของธุรกิจครอบครัวที่สามารถรักษา “ความเป็นเจ้าของ” ได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะเผชิญความพยายามเข้าซื้อกิจการจากภายนอกหลายครั้ง โดยกลไกสำคัญคือการรวมตัวของสมาชิกครอบครัวในรูปแบบ Holding Company และการใช้สภาครอบครัวเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ ยิ่งไปกว่านั้น กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อ-ขายหุ้นภายในตระกูลยังถูกกำหนดไว้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการสูญเสียอำนาจควบคุม

ในการสืบทอดกิจการ ทายาทต้องฝึกทำงานในสนามจริงเพื่อให้มีความรู้ความสามารถในระดับที่เหมาะสม

การสืบทอดกิจการ ปั้นทายาทสู่การเป็น Active Owners

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวอาจไม่ใช่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการสืบทอดกิจการ เพราะช่วงเวลาที่กิจการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง คือช่วงที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างปรากฏชัดที่สุด ทั้งในมิติของอำนาจ การตัดสินใจ และความคาดหวังของสมาชิกในครอบครัว

การวิเคราะห์การสืบทอดกิจการ

โมเดลที่อาจเรียกได้ว่าล้มเหลวที่สุดคือการสร้าง Passive Owners หรือทายาทที่มีสิทธิ์ถือหุ้น แต่ไม่มีความเข้าใจในธุรกิจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว เลือกตัดสินใจจากผลประโยชน์ระยะสั้น และสูญเสียจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ

วิธีการพัฒนา Active Owners ฉบับ SME

  • ทำให้ทายาทเข้าใจธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการหมุนเวียนงานในหลายแผนก ให้ทำงานหน้างานจริง ไม่ใช่เพียงดำรงตำแหน่งผู้บริหาร

  • เน้นการเติบโตตามผลงาน การเลื่อนตำแหน่งควรอิงจากผลงานและศักยภาพในการบริหาร ไม่ใช่ลำดับอายุหรือความเป็นสมาชิกในครอบครัว โดยใช้เกณฑ์การประเมินเดียวกับพนักงานทั่วไป

  • ใช้ระบบพี่เลี้ยง จัดให้มีผู้บริหารมืออาชีพทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ แนวคิดเชิงกลยุทธ์ และวิธีการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมทั้งมีการประเมินผลและให้ข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษาตระกูล Arnault (LVMH)

Bernard Arnault ประธานและซีอีโอของ LVMH (Moët Hennessy Louis Vuitton) หนึ่งในอาณาจักรสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้ผลักดันลูก ๆ เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารทันที แต่ใช้วิธี “ฝึกภาคสนาม” ผ่านแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือ เช่น Louis Vuitton, Dior, Tiffany & Co. โดยทายาทแต่ละคนต้องสร้างผลงานจริง ทำงานร่วมกับทีมมืออาชีพ และผ่านการประเมินก่อนเลื่อนตำแหน่ง กระบวนการนี้ทำให้ทายาทไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับช่วงต่อ” แต่คือ “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่มีความสามารถจริงและได้รับการยอมรับจากพนักงานในองค์กร

ทายาทร่วมกันวางระบบธุรกิจครอบครัวเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนธุรกิจครอบครัวให้กลายเป็นองค์กรที่เติบโตข้ามรุ่นได้นั้น ขึ้นอยู่กับ “ระบบ” ที่รองรับความซับซ้อนในอนาคต โดยสิ่งที่ตระกูลธุรกิจระดับโลกเหล่านี้มีร่วมกันคือ การไม่ปล่อยให้ธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่มีการออกแบบโครงสร้างที่ชัดเจน ทั้งในมิติของการบริหารและครอบครัว

สำหรับ SME ไทย จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการร่างธรรมนูญครอบครัวฉบับแรกขึ้นมาก่อน แม้จะเป็นเพียงเอกสารพื้นฐาน แต่ก็สามารถทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศ” ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญในอนาคตได้

การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ คือการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็น และเป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างที่ช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว พร้อมรองรับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัว เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการสืบทอดกิจการ ไม่ได้อยู่ที่การส่งต่อทรัพย์สิน แต่คือการส่งต่อ ‘ระบบ’ ที่ทำให้ทรัพย์สินนั้นเติบโตต่อไปได้ แม้ไม่มีผู้ก่อตั้งอยู่ในสมการ

ข้อมูลอ้างอิง

  1. A Blueprint For Success: The Secrets Of Family Owned Business Triumphs. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 จาก https://www.forbes.com/sites/francoisbotha/2023/12/10/a-blueprint-for-success-the-secrets-of-family-owned-business-triumphs/.

  2. Bernard Arnault มหาเศรษฐีผู้ครองบัลลังก์อาณาจักรแฟชั่นลักชัวรี LVMH. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 จาก https://www.forbesthailand.com/world/global-world/bernard-arnault-billionaire-who-owns-lvmh-empire

  3. LEGO และ Hermès ธุรกิจครอบครัวต้นแบบ ที่ส่งต่อความสำเร็จได้ข้ามรุ่น. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 จาก https://www.bangkokbanksme.com/sme-insights/family-business/sme-series-lego-hermes

  4. SET Thailand. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 จาก https://www.facebook.com/share/p/1CgL4j8CG9/.

  5. Walmart สร้างความใหญ่ด้วยแนวคิด ”ลดสุดตัว” จนกลายเป็นค้าปลีกใหญ่สุดของอเมริกา. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 จาก https://marketeeronline.co/archives/382290

  6. Why some family-owned businesses outperform. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 จาก https://www.pwc.com/gx/en/issues/c-suite-insights/the-leadership-agenda/family-business-survey.html

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333