วิเคราะห์ 5 สัญญาณเตือน ที่ธุรกิจครอบครัวต้องจ้าง CFO ภายนอก
SME InsightsFamily Business

วิเคราะห์ 5 สัญญาณเตือน ที่ธุรกิจครอบครัวต้องจ้าง CFO ภายนอก

18 ธ.ค. 2568
|
8

คุณยังเป็นคนเซ็นเช็คทุกใบและอนุมัติงบทุกรายการเองอยู่หรือเปล่า?

ในขณะที่ธุรกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่ระบบหลังบ้านยังคงเป็นแบบกงสีที่ใช้ความสัมพันธ์ ความคุ้นเคย และความเชื่อใจเป็นหลัก ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากจึงพบว่า ระบบการเงินที่คุณหรือสมาชิกในครอบครัวควบคุมทุกอย่างเองกลายเป็นอุปสรรคมากกว่าความแข็งแกร่ง และนี่คือจุดที่ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ธุรกิจต้องจ้าง CFO ภายนอกเข้ามาช่วยคุมทิศทางการเงิน?

บทความนี้จะพาไปถอดสัญญาณว่าเมื่อไหร่ที่คุณควรจ้าง CFO สำหรับธุรกิจครอบครัว และควรจัดระบบอย่างไรให้เจ้าของกิจการสามารถปล่อยวางได้อย่างสบายใจ 

ทำไมระบบการเงินธุรกิจครอบครัวแบบ “เถ้าแก่ทำเอง” ถึงไม่พอ?

ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่เติบโตมาจากความสามารถของผู้ก่อตั้งที่ดึงทุกอย่างไว้ในมือเดียว ตั้งแต่การดูงบ เงินสด การเจรจากับธนาคาร ไปจนถึงการอนุมัติทุกค่าใช้จ่าย แม้โมเดลนี้จะเหมาะสำหรับช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อรายได้โตขึ้น ซัปพลายเชนซับซ้อนขึ้น คู่แข่งก็เพิ่มมากขึ้น การดูแลระบบการเงินธุรกิจครอบครัวแบบ Manual จึงเริ่มไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะตลาดในวันนี้คือยุคของการวางกลยุทธ์ทางการเงิน (Financial Strategy) ที่ต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขย้อนหลัง


ความแตกต่างระหว่างผู้จัดการบัญชี (Accountant) กับ CFO ในธุรกิจครอบครัว


บทบาท

Accountant

CFO

แก่นงาน

บันทึกข้อมูลให้ถูกต้อง

วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร

มุมมอง

อดีต–ปัจจุบัน

ปัจจุบัน–อนาคต

งานหลัก

ปิดงบ จัดทำเอกสาร

วางงบลงทุน การเงิน การขยายธุรกิจ

การตัดสินใจ

ทำงานตามข้อมูล

ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์


กล่าวง่าย ๆ คือ ผู้จัดการบัญชีจะเป็นผู้ที่ทำให้ตัวเลขถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ในขณะที่ CFO คือผู้กำหนดทิศทางทางการเงินของทั้งองค์กร ตั้งแต่การบริหารกระแสเงินสด การวางแผนภาษี ไปจนถึงการตัดสินใจลงทุนที่กำหนดอนาคตธุรกิจ 

เมื่อธุรกิจซับซ้อนจนบัญชีอย่างเดียวเอาไม่อยู่

เมื่อธุรกิจเติบโต ระบบการเงินจะมีความซับซ้อนขึ้นแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็น

  • การบริหาร Cash Flow รายวัน–รายเดือน

  • การวางแผนภาษีเชิงรุก (Tax Planning) เพื่อลดภาระอย่างถูกกฎหมาย

  • การวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริง (True Cost) เพื่อกำไรที่ยั่งยืน

  • การเตรียมเอกสารเพื่อคุยกับธนาคารและนักลงทุน

  • การวางโครงสร้างถือหุ้นและโครงสร้างบริษัท

ทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นงานที่เกินขอบเขตของการทำบัญชีทั่วไป เพราะไม่ใช่เพียงการบันทึกตัวเลขให้ถูกต้องหรือปิดงบตามมาตรฐาน แต่เกี่ยวข้องกับการตีความข้อมูลทางการเงินเพื่อให้มองเห็นภาพรวมจริงของธุรกิจ ทั้งการวิเคราะห์ความเสี่ยง การคาดการณ์อนาคต และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว

5 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่ากงสีของคุณควรจ้าง CFO ภายนอก

สัญญาณทั้ง 5 ข้อนี้เปรียบเสมือนตัวบอกอนาคต ว่าธุรกิจของคุณพร้อมแล้วหรือยังสำหรับการจ้าง CFO ภายนอกเข้ามาช่วยยกระดับทั้งระบบ 

1. เมื่อคุณต้องการ “กลยุทธ์” มากกว่า “การบันทึกตัวเลข”

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต สิ่งที่ผู้บริหารต้องการไม่ใช่แค่รายงานผลประกอบการย้อนหลัง แต่คือภาพอนาคตทางการเงิน ว่าอีก 6-12 เดือนข้างหน้าสภาพคล่องจะเป็นอย่างไร ต้นทุนกำลังสูงขึ้นตรงไหน และธุรกิจควรลงทุนในโครงการใดก่อนเพื่อให้ผลตอบแทนดีที่สุด

ดังนั้น การจ้าง CFO ภายนอกจึงช่วยเปลี่ยนบทสนทนาทางธุรกิจ จาก “วันนี้บัญชีถูกต้องไหม?” ไปเป็น “อีกหนึ่งปีเราต้องเตรียมเงินเท่าไรเพื่อขยายโรงงานหรือเปิดสาขาใหม่?” เพราะบทบาทของ CFO คือการทำให้ธุรกิจครอบครัวเห็นภาพเชิงกลยุทธ์ผ่านข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่สัญชาตญาณหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว

2. เมื่อคุณต้องการเงินทุนจากภายนอก

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายนอก ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือทางการเงินในระดับที่สูงกว่าเดิม ทั้งในแง่ตัวเลข ระบบ และการบริหารความเสี่ยง ผู้ให้กู้หรือผู้ลงทุนต้องเห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการจัดการเงินทุนหมุนเวียน รักษากระแสเงินสด และบริหารภาระหนี้ได้อย่างมั่นใจ

นี่คือจุดที่ CFO ภายนอกมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถจัดเตรียมเอกสารและกลยุทธ์ทางการเงินในรูปแบบที่ธนาคารและนักลงทุนเข้าใจ ช่วยให้ธุรกิจได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น และในเงื่อนไขที่ดีขึ้นได้

3. เมื่อเงินกงสีกับเงินบริษัทปนกันจนยุ่งเหยิง

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของหลายครอบครัวคือ เงินทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง การจัดการต้นทุนที่ผิดพลาด และความไม่โปร่งใสทางบัญชีโดยไม่ตั้งใจ ซึ่ง CFO ภายนอกจะเริ่มต้นด้วยการวางกรอบใหม่ให้การเงินธุรกิจครอบครัว แยกบัญชีอย่างชัดเจน และสร้างระบบอนุมัติค่าใช้จ่ายที่รัดกุม ทำให้ผู้บริหารเห็นต้นทุนจริงของธุรกิจ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น

4. เมื่อผู้ก่อตั้งกลายเป็นคอขวดของงานโอเปอเรชัน

ธุรกิจครอบครัวมักพึ่งพาผู้ก่อตั้งในทุกเรื่อง ตั้งแต่การอนุมัติเงิน การเจรจากับธนาคาร ไปจนถึงเรื่องซื้อวัตถุดิบหรือตรวจสต๊อก ผลที่ตามมาคือ ผู้ก่อตั้งไม่มีเวลามองภาพใหญ่ เพราะต้องจมอยู่กับงานประจำทุกวัน การจ้าง CFO ภายนอกจึงเป็นการหาผู้เข้ามารับบทบาท “ผู้จัดการเงินระดับกลยุทธ์” ทำให้ผู้ก่อตั้งมีพื้นที่ในการกลับไปคิดเรื่องขยายธุรกิจ การพัฒนาสินค้าใหม่ หรือการหาพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นงานที่มีเฉพาะผู้ก่อตั้งเท่านั้นที่ทำได้ดีที่สุด

5. เมื่อคุณต้องการมืออาชีพมาช่วยวางแผนการส่งต่อธุรกิจ

การส่งต่อกิจการเป็นโจทย์ที่ละเอียดอ่อนของธุรกิจครอบครัว เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งคนในครอบครัว ความคาดหวัง และโครงสร้างองค์กร การจ้าง CFO ภายนอกจึงจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ผูกติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และลดความอ่อนไหวภายในครอบครัว เพราะ CFO จะวางฐานข้อมูล ตัวเลข และระบบรายงานให้ชัดเจน เพื่อให้คนรุ่นถัดไปสามารถเข้ามาบริหารได้อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงช่วยจัดโครงสร้างความรับผิดชอบให้เหมาะสมกับความสามารถของสมาชิกแต่ละคนด้วย


จะเริ่มอย่างไรดี? 4 ขั้นตอนจ้าง CFO ภายนอกสำหรับธุรกิจครอบครัว

แม้หลายธุรกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่าถึงเวลาต้องจ้าง CFO ภายนอกแล้ว แต่คำถามคือ จะเริ่มอย่างไรให้ระบบลื่นไหล และไม่เกิดแรงต้านจากทั้งคนในครอบครัวและพนักงานในองค์กร

ขั้นที่ 1: ปรับ Mindset เจ้าของ จาก “คนคุมเงิน” สู่ “พาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์”

จุดเริ่มต้นของการจ้าง CFO ภายนอก คือการที่เจ้าของยอมปล่อยมือบางส่วนจากงานการเงินที่เคยทำเองทั้งหมด และเลื่อนบทบาทของตัวเองขึ้นไปเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ขององค์กร พร้อมปรับ Mindset ดังต่อไปนี้

  • มอง CFO เป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ นั่นหมายความว่า CFO ต้องมีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมระดับผู้บริหาร ให้ความเห็น และร่วมกำหนดอนาคตการเงินขององค์กร

  • ยอมเปิดข้อมูลบางส่วนที่เคยเป็นความลับของเถ้าแก่ เช่น กระแสเงินสดจริง ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ หรือรูปแบบการใช้เงินของครอบครัว เพื่อให้ CFO ออกแบบระบบที่ตรงกับความเป็นจริง

  • ให้พื้นที่ CFO ในการตัดสินใจเรื่องระบบ ไม่ใช่แค่รออนุมัติ เพราะถ้า CFO ถูกจำกัดบทบาทเป็นเพียงคนเก็บตัวเลข ระบบก็จะไม่เกิดผลลัพธ์จริง

  • เชื่อในกระบวนการมากกว่าความเคยชิน หลายองค์กรไม่ได้พังเพราะตัวเลขผิด แต่พังเพราะไม่ยอมเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ

ขั้นที่ 2: วางโครงสร้างกำกับดูแล (Governance) เพื่อความสบายใจ

ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากกังวลว่า ถ้าเอาคนนอกมาคุมเงินจะไว้ใจได้แค่ไหน ความกังวลนี้แก้ได้ด้วยการวางระบบกำกับดูแล (Governance) ที่ชัดเจน อันประกอบไปด้วย

  • การตั้ง Board หรือคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความโปร่งใส เช่น กำกับดูแลรายงานทางการเงิน ทำให้ระบบไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

  • ใช้ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจ ช่วยลดข้อขัดแย้งและความไม่แน่นอนในการบริหาร โดยควรกำหนดอำนาจของ CFO ในการอนุมัติค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน และมีกลไกแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกัน

ขั้นที่ 3: การคัดเลือก “คนที่ใช่” (Cultural Fit) ไม่ใช่แค่ “คนที่เก่ง” (Skillset)

ธุรกิจครอบครัวมีความซับซ้อนไม่เหมือนบริษัททั่วไป เพราะมีทั้งมิติของธุรกิจและมิติของครอบครัวอยู่ในระบบเดียวกัน ดังนั้น CFO ที่เหมาะสมจึงไม่ได้วัดกันแค่ที่ทักษะ แต่ต้องเข้าใจพลวัตของครอบครัวด้วย โดยสิ่งที่ควรมองหาใน CFO ภายนอกสำหรับธุรกิจครอบครัว ได้แก่

  • ความซื่อสัตย์และจริยธรรมเป็นอันดับแรก เพราะ CFO จะถือข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ต้องได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในองค์กร

  • ความเข้าใจในวัฒนธรรมกงสีและความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ เพราะ CFO ต้องสื่อสารกับผู้ใหญ่ในบ้าน ผู้ถือหุ้นรุ่นใหม่ ฝ่ายบุคคล และฝ่ายบัญชี โดยไม่ให้กระทบความรู้สึกของใคร

  • ความสามารถในการสร้างความเชื่อใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากการพูด CFO ที่ทำงานกับธุรกิจครอบครัวต้องแสดงให้เห็นว่าข้อมูลนี้เป็นจริง ผ่านรายงานและความโปร่งใสแบบ 100%

  • ทักษะการเจรจาและความอดทนสูง เพราะต้องเจรจาทั้งกับธนาคาร ผู้บริหาร พนักงานบัญชี และบางครั้งกับสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้เห็นภาพเดียวกัน

ขั้นที่ 4: ทางเลือกสำหรับ SME: Outsource CFO หรือ Part-time CFO คืออะไร?

สำหรับธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กถึงกลาง การจ้าง CFO ภายนอกเต็มเวลาอาจเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่โมเดล Outsource CFO, Fractional CFO หรือ Part-time CFO ได้รับความนิยมอย่างมาก เหมาะสำหรับ SME ที่ต้องการกลยุทธ์ แต่ยังไม่ต้องการผู้บริหารเต็มเวลา


Outsource CFO (บริษัทที่ให้บริการครบวงจร)

ข้อดีของ Outsource CFO คือมีทีมผู้เชี่ยวชาญหลายคนช่วยกัน เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการคนดูแลทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • การทำงบประมาณ

  • การวิเคราะห์ต้นทุน

  • การวางระบบ Cash Flow

  • การจัดทำ Dashboard รายเดือน

  • การเตรียมเอกสารคุยกับธนาคาร

Fractional CFO หรือ Part-time CFO

เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเฉพาะการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ โดยให้ CFO เข้ามาทำงานสัปดาห์ละ 1-3 วัน โดยจุดเด่นของโมเดลนี้คือ

  • ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการจ้างเต็มเวลา 60–80%

  • ได้ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจริง

  • ธุรกิจยังคงคล่องตัว

  • สร้างระบบได้เร็ว เพราะทำงานเฉพาะจุดที่จำเป็น


Case Study: บทเรียนจาก SME ที่ใช้ CFO มืออาชีพพลิกธุรกิจครอบครัว

แม้การจ้าง CFO ภายนอกจะฟังดูเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจครอบครัว แต่หลายกรณีก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การมีผู้บริหารการเงินเชิงกลยุทธ์เพียงคนเดียวก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางธุรกิจได้จริง โดยสองกรณีศึกษาต่อไปนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบที่ดีและผู้เชี่ยวชาญที่ใช่ สามารถยกระดับธุรกิจได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

กรณีศึกษา: ธุรกิจส่งออกที่โต 3 เท่าหลังได้ CFO มาวางแผนภาษีและดีลสถาบันการเงิน

ธุรกิจนี้เป็น SME รุ่นที่สองที่เติบโตจากโรงงานขนาดเล็กสู่ผู้ส่งออกเต็มตัว แต่แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นทุกปี ธุรกิจกลับมีปัญหาใหญ่คือ กำไรไม่โตตามและเงินสดตึงตัวตลอดเวลา เจ้าของมองว่าบัญชีทำงานดี ตัวเลขถูกต้อง แต่กลับไม่เข้าใจว่าทำไมธุรกิจไม่ก้าวไปไหนเสียที

เมื่อจ้าง CFO ภายนอกเข้ามาทำงาน จึงพบประเด็นปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  • โครงสร้างภาษีไม่ได้ออกแบบเพื่อการส่งออก ธุรกิจเสียภาษีมากเกินจำเป็นเพราะไม่ได้ใช้สิทธิ์ส่งออกที่ควรได้รับ

  • ไม่มีการคาดการณ์ Cash Flow รายไตรมาส ทำให้ต้องใช้วงเงิน OD ตลอดเวลา ดอกเบี้ยสูงโดยไม่จำเป็น

  • ข้อมูลการเงินไม่พร้อมใช้งานสำหรับธนาคาร แม้ธุรกิจมีศักยภาพสูง แต่ไม่สามารถอธิบายแผนการขยายกิจการด้วยตัวเลขเชิงกลยุทธ์ได้

หลัง CFO เข้ามาทำงานได้ 12 เดือน ผลลัพธ์ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ดังนี้

  • ออกแบบโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้ภาระภาษีลดลงในปีถัดมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

  • จัดทำ Cash Flow Model เชิงรุก ทำให้บริษัทไม่ต้องพึ่งวงเงิน OD ทุกเดือน

  • เตรียมชุดข้อมูลทางการเงินสำหรับธนาคาร ตั้งแต่ Budget Plan, Sensitivity Analysis จนถึง Working Capital Projection

  • เจรจาเงินทุนหมุนเวียนใหม่กับธนาคารในอัตราที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

  • ยอดขายเติบโต 3 เท่า เพราะผู้ผลิตสามารถเพิ่มกำลังผลิตด้วยเงินทุนใหม่ที่ได้รับ

กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นชัดว่า ปัญหาของ SME จำนวนมากไม่ใช่ยอดขาย แต่คือระบบการเงินธุรกิจครอบครัวที่ยังไม่รองรับการเติบโต และ CFO ช่วยเปลี่ยนธุรกิจจาก “โตแบบติดเพดาน” สู่ “โตอย่างยั่งยืน” ในเวลาอันสั้น

กรณีศึกษา: ธุรกิจร้านอาหารที่เกือบปิดตัวลงเพราะ Cash Flow ก่อนได้ CFO มาจัดระบบธุรกิจครอบครัวใหม่

ร้านอาหารนี้มีชื่อเสียง ลูกค้าแน่นทุกวัน แต่เจ้าของกลับเจอปัญหาคือ ยอดขายแต่ละเดือนดูดี แต่ธุรกิจกลับต้องหยิบเงินเก็บส่วนตัวมาจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นประจำ และยิ่งเปิดสาขาเพิ่ม สถานการณ์ยิ่งทรุดหนักลง

เมื่อจ้าง CFO ภายนอกเข้ามา พบสาเหตุหลักดังนี้

  • ไม่รู้ต้นทุนอาหารที่แท้จริง (Food Cost ผันผวนสูง) ไม่มีการวัดต้นทุนต่อจานจริง ทำให้ราคาขายบางเมนูขาดทุนตั้งแต่วันแรก

  • เงินของเจ้าของกับเงินบริษัทปนกันหมด เจ้าของถอนเงินออกโดยไม่บันทึก ทำให้ประเมินกำไรไม่ได้จริง

  • ไม่มีระบบ Cash Flow รายสัปดาห์ ร้านอาหารเป็นธุรกิจเงินสดเร็ว แต่ก็ใช้เงินเร็ว หากไม่มีระบบติดตามรายสัปดาห์ เงินจะหายโดยไม่รู้ตัว

  • เปิดสาขาเร็วเกินกว่าที่ระบบจะรองรับ ร้านเดิมยังไม่มีกำไรที่แท้จริง แต่กลับใช้เงินเปิดสาขาใหม่

CFO จึงเริ่มต้นด้วยการรื้อระบบหลังบ้าน จากนั้นจึงค่อยวางระบบใหม่ที่โปร่งใสและมีข้อมูลจริงรองรับ ดังนี้

  • ออกแบบระบบวัดต้นทุนอาหาร (Standard Cost + Actual Cost) ให้เห็น Food Cost จริง

  • แยกบัญชีเงินเจ้าของ–เงินบริษัทแบบเด็ดขาด

  • สร้าง Weekly Cash Flow Tracker เพื่อดูเงินเข้าออกทุกสัปดาห์

  • ทำ P&L รายสาขาเพื่อให้เห็นว่าสาขาไหนกำไร/ขาดทุน

  • ปรับสูตรอาหารและราคาขายตามต้นทุนจริง

  • ชะลอการเปิดสาขาใหม่จนกว่ากระแสเงินสดแข็งแรงพอ

ผลลัพธ์เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 6 เดือน

  • สัดส่วน Food Cost ลดลงทันทีจากความผิดพลาดทางการคำนวณ

  • กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวก

  • สาขาที่ขาดทุนถูกปรับกลยุทธ์จนคุ้มทุน

  • เจ้าของไม่ต้องควักเงินส่วนตัวมาประคองร้านอีกต่อไป

  • แผนการขยายสาขากลับมาถูกวางอย่างรอบคอบและมีข้อมูลรองรับ

นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดว่า ร้านอาหารไม่ได้เจ๊งเพราะลูกค้าน้อย แต่เพราะตัวเลขไม่เคยถูกทำให้โปร่งใส และ CFO คือผู้ที่ช่วยเปิดเผยปัญหา พร้อมวางระบบใหม่ทั้งชุดให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง


บทสรุป: CFO ที่ดี คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด

ในหลายธุรกิจครอบครัว ปัญหาที่หนักที่สุดไม่ใช่ยอดขายหรือการแข่งขัน แต่คือความไม่พร้อมของระบบการเงิน การจ้าง CFO ภายนอกเข้ามาทำงานจึงเป็นวิธีวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินให้ธุรกิจสามารถรองรับการขยายตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นตัวเลขตามความเป็นจริง การคาดการณ์อนาคต การจัดวางต้นทุนให้โปร่งใส ไปจนถึงการสร้างวินัยทางการเงินที่ไม่ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่งภายในครอบครัว ทั้งหมดนี้คือรากฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตระยะยาวในยุคที่ความเสี่ยงรอบด้านสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การมี CFO ภายนอกช่วยคืน “อิสระทางเวลา” ให้ผู้ก่อตั้งได้กลับไปทำงานที่สร้างมูลค่ามากที่สุด เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การหาพันธมิตรใหม่ หรือการปักธงในตลาดต่างประเทศ เมื่อระบบการเงินแข็งแรงขึ้น การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ก็แม่นยำขึ้น ธุรกิจก็เคลื่อนตัวเร็วขึ้น และสมาชิกครอบครัวก็ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น เพราะมีข้อมูลและกรอบที่ชัดเจนรองรับ การจ้าง CFO ภายนอกจึงเป็นการลงทุนที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตอย่างมีระบบ และส่งต่อได้อย่างมั่นคงในรุ่นต่อไป


ข้อมูลอ้างอิง

  1. When Does a Business Need a CFO?. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.cfoselections.com/perspective/when-does-a-business-need-a-cfo

  2. Do You Need a CFO in Your Small Business?. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จาก https://g3cfo.com/do-you-really-need-cfo-in-small-business/

  3. The Role of a CFO for Small businesses: What Does a CFO Do?. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.dillonadvisors.com/blog/unveiling-the-role-of-a-cfo-for-small-businesses-what-does-a-cfo-do

  4. How Outsourcing CFO Services Can Empower Small Business Growth. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จาก https://thetotalcfo.com/blog/how-outsourcing-cfo-services-can-empower-small-business-growth/

  5. What is a Fractional CFO? How They Help Small Businesses. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.gofractional.com/blog/fractional-cfo

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333