ส่งออกไม้ตัดดอกไปลาว–เมียนมา โตสวนกระแส
ตลาดไม้ตัดดอกของโลกในปี 2560 มีมูลค่า 1.42
ล้านล้านบาท โดยเบอร์ 1
ประเทศที่มีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ อินเดียมีพื้นที่ 1,925,000 ไร่ รองลงมา คือ จีน 1,136,500 ไร่ และสหรัฐ มีขนาด 183,793.75 ไร่ ส่วนประเทศ "ไทย" แม้ว่าจะเป็นอันดับ 7 ของโลก
มีพื้นที่ 77,025 ไร่ แต่ก็ถือเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน
ยอดส่งออกดอกไม้ในแต่ละปีที่ไทยส่งออกได้ มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท แต่อีกด้านหนึ่งไทยยังมีการนำเข้าดอกไม้บางส่วนจากจีนและมาเลเซียด้วย
ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme
ในปีนี้ภายหลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด
19 ทำให้โรงแรมและร้านอาหารภัตราคารหรูๆ ทั่วโลก ต้องปิดให้บริการหลายเดือน
ความต้องการใช้ไม้ดอกไม้ประดับในการตกแต่งสถานที่ลดลง
ส่งผลให้ยอดส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยลดลง
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2563 ไทยส่งออกดอกไม้มูลค่า 46.8
ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 31% จากช่วงเดียวกันของปี 2562
เป็นผลจากตลาดหลักส่วนใหญ่หดตัว อาทิ สหรัฐ ส่งออก 8.71 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 46%
ญี่ปุ่น 8.38 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 17% สหภาพยุโรป 5.67 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว
40% และเกาหลีใต้ ส่งออก 3.36 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 31%
++ graphic
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตุว่ายังมี
"ตลาดอาเซียน" ที่ขยายตัวดี โดยเฉพาะในบางประเทศ อาทิ ลาว ขยายตัว 16%
มูลค่า 0.59 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมา 0.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 45%
ซึ่งทั้งสองตลาดนี้นิยมนำเข้าดอกกล้วยไม้ ไม้ประดับ เช่น มอสและไลเคน เป็นต้น
สำหรับใช้ในการทำบุญไหว้พระ
จุดแข็งสำคัญของไทยในการผลิตดอกไม้มาจากที่มีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์
มีสภาพภูมิอากาศที่ดี รวมทั้งมีเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐาน
ทำให้ดอกไม้ไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้ มีสัดส่วน 53%
ของการส่งออก นอกจากนี้ยังมี ปทุมมา กุหลาบ เป็นต้น
และที่สำคัญคือผู้ส่งออกไทยมีแต้มต่อจากการลดภาษีตามกรอบการค้าเสรี
(อาเซียน) ซึ่งได้ปรับลดภาษีนำเข้า 0% ในกลุ่มอาเซียน
ทำให้ไทยสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังอาเซียนเพิ่มขึ้น หากเทียบเมื่อปี 2535
ก่อนมีการทำความตกลงอาเซียน และปีล่าสุด 2562 หลังจากทำความตกลงอาเซียน พบว่ายอดส่งออกดอกไม้ไทยไปยังตลาดอาเซียนขยายตัวถึง
11,900%
และที่สำคัญครึ่งปีแรกปีนี้
อาเซียนถือเป็นตลาดส่งออกไม้ตัดดอกใหญ่อันดับ 3 ของไทย ครองส่วนแบ่งตลาด 15%
จากยอดส่งออกทั้งหมด รองจากสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วน 22% และญี่ปุ่นสัดส่วน 16%
ซึ่งในอาเซียน 9 ประเทศนี้
"เวียดนาม" เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย
ศ.ดร.โสระยา ร่วมรังษี
ผู้อำนวยการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
คณะเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวียดนามได้มีการพัฒนานวัตกรรมสายพันธุ์ดอกไม้ใหม่ๆ
มากขึ้น มีดอกไม้บางชนิดคล้ายกับที่ไทยปลูก
ถือเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะจากประเด็นที่เวียดนามเป็นหนึ่งในภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
(UPOV
1991) จึงมีนักลงทุนจากหลายประเทศ อาทิ
เนเธอร์แลนด์เข้าไปลงทุนทำฟาร์มดอกไม้ขนาดใหญ่
สิ่งสำคัญหากไทยต้องการรักษาจุดแข็งการเป็นผู้ส่งออก
ต้องมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่และจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ
ป้องกันการขโมยพันธุ์ ซึ่งทำได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อนักวิจัย เพราะในการพัฒนาและวิจัยพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ต้องใช้ระยะเวลานานนับปี
และมีต้นทุนในการวิจัยสูงพันธุ์ละเป็นล้านบาท