ส่งออกไม้ตัดดอกไปลาว–เมียนมา โตสวนกระแส
SME KnowledgeSME Go Inter

ส่งออกไม้ตัดดอกไปลาว–เมียนมา โตสวนกระแส

27 ส.ค. 2563
|
0

ตลาดไม้ตัดดอกของโลกในปี 2560 มีมูลค่า 1.42 ล้านล้านบาท โดยเบอร์ 1  ประเทศที่มีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ อินเดียมีพื้นที่ 1,925,000 ไร่ รองลงมา คือ จีน 1,136,500 ไร่ และสหรัฐ มีขนาด 183,793.75 ไร่ ส่วนประเทศ "ไทย" แม้ว่าจะเป็นอันดับ 7 ของโลก มีพื้นที่ 77,025 ไร่ แต่ก็ถือเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน

ยอดส่งออกดอกไม้ในแต่ละปีที่ไทยส่งออกได้ มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท แต่อีกด้านหนึ่งไทยยังมีการนำเข้าดอกไม้บางส่วนจากจีนและมาเลเซียด้วย 

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

ในปีนี้ภายหลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้โรงแรมและร้านอาหารภัตราคารหรูๆ ทั่วโลก ต้องปิดให้บริการหลายเดือน ความต้องการใช้ไม้ดอกไม้ประดับในการตกแต่งสถานที่ลดลง ส่งผลให้ยอดส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยลดลง 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2563 ไทยส่งออกดอกไม้มูลค่า 46.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 31% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 เป็นผลจากตลาดหลักส่วนใหญ่หดตัว อาทิ สหรัฐ ส่งออก 8.71 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 46% ญี่ปุ่น 8.38 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 17% สหภาพยุโรป 5.67 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 40% และเกาหลีใต้ ส่งออก 3.36 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 31%

++ graphic

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตุว่ายังมี "ตลาดอาเซียน" ที่ขยายตัวดี โดยเฉพาะในบางประเทศ อาทิ ลาว ขยายตัว 16% มูลค่า 0.59 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมา 0.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 45% ซึ่งทั้งสองตลาดนี้นิยมนำเข้าดอกกล้วยไม้ ไม้ประดับ เช่น มอสและไลเคน เป็นต้น สำหรับใช้ในการทำบุญไหว้พระ

จุดแข็งสำคัญของไทยในการผลิตดอกไม้มาจากที่มีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี รวมทั้งมีเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐาน ทำให้ดอกไม้ไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้ มีสัดส่วน 53% ของการส่งออก นอกจากนี้ยังมี ปทุมมา กุหลาบ เป็นต้น 

และที่สำคัญคือผู้ส่งออกไทยมีแต้มต่อจากการลดภาษีตามกรอบการค้าเสรี (อาเซียน) ซึ่งได้ปรับลดภาษีนำเข้า 0% ในกลุ่มอาเซียน ทำให้ไทยสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังอาเซียนเพิ่มขึ้น หากเทียบเมื่อปี 2535 ก่อนมีการทำความตกลงอาเซียน และปีล่าสุด 2562 หลังจากทำความตกลงอาเซียน พบว่ายอดส่งออกดอกไม้ไทยไปยังตลาดอาเซียนขยายตัวถึง 11,900% 

และที่สำคัญครึ่งปีแรกปีนี้ อาเซียนถือเป็นตลาดส่งออกไม้ตัดดอกใหญ่อันดับ 3 ของไทย ครองส่วนแบ่งตลาด 15% จากยอดส่งออกทั้งหมด รองจากสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วน 22% และญี่ปุ่นสัดส่วน 16% ซึ่งในอาเซียน 9   ประเทศนี้ "เวียดนาม" เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย 

ศ.ดร.โสระยา ร่วมรังษี ผู้อำนวยการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวียดนามได้มีการพัฒนานวัตกรรมสายพันธุ์ดอกไม้ใหม่ๆ มากขึ้น มีดอกไม้บางชนิดคล้ายกับที่ไทยปลูก ถือเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะจากประเด็นที่เวียดนามเป็นหนึ่งในภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) จึงมีนักลงทุนจากหลายประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์เข้าไปลงทุนทำฟาร์มดอกไม้ขนาดใหญ่

สิ่งสำคัญหากไทยต้องการรักษาจุดแข็งการเป็นผู้ส่งออก ต้องมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่และจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ ป้องกันการขโมยพันธุ์ ซึ่งทำได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อนักวิจัย เพราะในการพัฒนาและวิจัยพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ต้องใช้ระยะเวลานานนับปี และมีต้นทุนในการวิจัยสูงพันธุ์ละเป็นล้านบาท

ขณะเดียวกันไทยต้องศึกษาตลาด ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพราะเทรนด์ตลาดในแต่ละปีจะไม่เหมือนกัน โดยผู้ส่งออกจะต้องรวมกลุ่มกันไปร่วมงานแฟร์ดอกไม้ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อจะได้พบและศึกษาความต้องการของลูกค้า และสุดท้ายจะต้องมุ่งพัฒนามาตรฐานดอกไม้ให้ได้ระดับสากล ตามมาตรฐาน Global GAP ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับและสามารถขยายตลาดได้ในอนาคต  



Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333