สถานการณ์ตลาดเครื่องซักผ้าสหรัฐฯ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
SME KnowledgeSME Go Inter

สถานการณ์ตลาดเครื่องซักผ้าสหรัฐฯ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

11 ธ.ค. 2563
|
1998

นับจากเกิดประเด็นทางการค้าที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการกดดันด้านภาษีกับผู้ผลิตเครื่องซักผ้าของจีน จนทำให้นักลงทุนจีนย้ายฐานการผลิตมาที่อาเซียนรวมถึงไทย เพื่อใช้เป็นฐานผลิตส่งออกไปสหรัฐฯ จึงเป็นตลาดส่งออกเครื่องซักผ้าที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทย

กระทั่งปรากฏว่าจีนย้ายฐานผลิตมา จนทำให้ตัวเลขการส่งออกเครื่องซักผ้าจากไทยและเวียดนามไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนผิดปกติ ทำให้ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าภายในสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) กับเครื่องซักผ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าว กำหนดว่าเมื่อไรก็ตามหากมีการส่งออกสินค้าเข้าไปยังสหรัฐฯ จนมากเกินจากระดับที่มาตรการเซฟการ์ดกำหนด ผู้นำเข้าต้องเสียภาษีตั้งแต่ 16-40% ตามแต่ละประเภทของสินค้า ตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นมา

หลังจากประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด ก็ส่งผลทำให้การส่งออกเครื่องซักผ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตมากกว่า 10 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสินค้าที่ถูกใช้ภาษีเซฟการ์ดที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หดตัวลงลง 12.67% เมื่อปี 2562 หรือมีมูลค่า 823 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต่อมาสินค้าเครื่องซักผ้าจากไทยยังถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกระลอก เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้ากลุ่มนี้ในอีก 4 รายการ เมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยต้องกลับไปเสียภาษีในอัตราปกติ นับว่าเป็นที่น่าเสียดายอย่างมากสำหรับตลาดส่งออกนี้

ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี ประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ตลาดเครื่องซักผ้าในสหรัฐฯ มีมูลค่ามากถึง 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562 หรือคิดเป็นจำนวน 16 ล้านเครื่อง แม้ว่าภาพรวมการใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องซักผ้าจะหดตัว 3% จากปัจจัยหลัก คือการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาด ภายหลังจากที่ใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า และผลจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย

แต่อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยังพอมีสัญญาณบวกว่า ตลาดนี้มีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคตถึง 17,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 โดยเฉพาะเครื่องซักผ้าขนาดสำหรับครัวเรือน เพราะประชาชนสหรัฐฯ มีการแยกครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี

สำหรับเครื่องซักผ้าในตลาดสหรัฐฯ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ มูลค่า 8,790 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 54.93% ขณะที่รองลงมาเป็นสินค้าเครื่องอบแห้งผ้า มูลค่า 7,097 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 44.34% และสินค้าเครื่องซักผ้าที่มีฟังก์ชั่นอบผ้าแห้ง มูลค่า 115 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.72%

ทั้งนี้ประเภทเครื่องซักผ้าที่จำหน่ายจะมีทั้งระบบฝาด้านบนที่มีแกนหมุน หรือระบบจานหมุน เครื่องซักผ้าแบบฝาหน้า และเครื่องซักผ้าแบบที่สามารถอบผ้าแห้งได้ในตัว ส่วนสนนราคาก็มีตั้งแต่ 200-2,000 เหรียญสหรัฐ แล้วแต่ประเภท

หากจำแนกตามแบรนด์จะพบว่า เครื่องซักผ้าที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันตามส่วนแบ่งตลาด ยังเป็น Whirlpool ซึ่งผลิตโดยบริษัท Whirlpool Corp. ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งตลาด 21.3% รองลงมาแบรนด์ Maytag ส่วนแบ่งตลาด 19.7% แบรนด์ GE ส่วนแบ่งตลาด 15.5% แบรนด์ Samsung ส่วนแบ่งตลาด 11.6% และแบรนด์ Kenmore ส่วนแบ่งตลาด 8.2%

ช่องทางการการทำตลาดก็ยังเป็นการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกปกติ นำโดยร้านที่จำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า และร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่การจำหน่ายผ่านทางช่องทางออนไลน์เพิ่งจะมีสัดส่วนเพียง 11.5% เท่านั้น

ต้องยอมรับว่าภายหลังจากการออกมาตรการเซฟการ์ด ทำให้ยอดส่งออกเครื่องซักผ้าของไทยแผ่วลงไปบ้าง ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียมปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันราคาทำได้ลำบากเพราะต้องบวกภาษีเซฟการ์ด และต้นทุนค่าแรงงาน

แต่ผู้ส่งออกไทยก็ยังไม่ควรหมดหวังไปทั้งหมด เพราะไทยยังมีจุดแข็งทั้งเชี่ยวชาญในด้านการผลิตมาเป็นเวลานาน จนสามารถผลิตได้มาตรฐานระดับโลก และจุดยุทธศาสตร์ของไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการขนส่ง หากไทยสามารถปรับตัวผลิตสินค้าได้สอดรับกับความต้องการผู้บริโภคครอบครัวเดี่ยวที่กำลังเพิ่มขึ้น และขยันทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


ประเทศไทยได้อะไรจากข้อตกลง FTA ไทย–อียู

เปิดเหตุผลทำไม ‘เวียดนาม’ เศรษฐกิจโตในยุคโควิด

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333