เตรียมข้อมูลคาร์บอนให้พร้อม รับมือ CBAM กลไกควบคุมคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า EU
“ขอข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงย้อนหลังหน่อยครับ” หรือ “สินค้ารุ่นนี้ปล่อยคาร์บอนเท่าไร?” หากธุรกิจของคุณเริ่มได้รับคำถามลักษณะนี้จากลูกค้ารายใหญ่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า Carbon Data กำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการทำธุรกิจระหว่างคู่ค้า
แรงผลักดันหนึ่งมาจากกลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ซึ่งเข้าสู่ระยะการจัดเก็บค่าใช้จ่ายตามกลไก CBAM อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยครอบคลุมสินค้าคาร์บอนเข้มข้นบางกลุ่ม เช่น ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน รวมถึงสินค้าตั้งต้นบางรายการตามพิกัดศุลกากรที่กำหนด
แม้ SME ไทยส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นผู้รายงานข้อมูลต่อสหภาพยุโรปโดยตรง แต่หากธุรกิจเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือสินค้าให้ผู้ส่งออก ก็อาจถูกขอข้อมูลจากลูกค้าเพื่อนำไปคำนวณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้า หรือ Embedded Emissions
เรื่องนี้จึงไม่ใช่โจทย์ว่า SME ต้องทำรายงาน ESG เล่มใหญ่แค่ไหน แต่คือจะเตรียมข้อมูลอย่างไรให้ตอบลูกค้าได้ทัน มีหลักฐานรองรับ และไม่ลงทุนเกินความจำเป็น
CBAM ดูไกลตัว แต่ทำไม SME Supplier ควรรู้ไว้?
ลองนึกภาพว่าสินค้าหนึ่งชิ้นต้องผ่านผู้ผลิตหลายรายก่อนเดินทางถึงตลาดปลายทาง วัตถุดิบอาจมาจากโรงงานหนึ่ง ส่งไปผลิตเป็นชิ้นส่วนอีกโรงงาน แล้วจึงประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกไปยุโรป
เมื่อผู้นำเข้าหรือบริษัทปลายน้ำต้องการทราบว่าสินค้านั้นมีการปล่อยคาร์บอนเท่าไร ข้อมูลจึงต้องย้อนกลับไปยังผู้ผลิตแต่ละช่วงของห่วงโซ่อุปทาน นี่คือเหตุผลที่ SME ซึ่งไม่ได้ส่งออกโดยตรง ก็อาจได้รับแบบสอบถามหรือ Template ให้กรอกข้อมูลจากลูกค้าได้
คำขอเหล่านี้อาจอยู่ในแบบประเมินคู่ค้า เอกสารประกวดราคา เงื่อนไขการจัดซื้อ หรือการขอข้อมูลเป็นรายผลิตภัณฑ์ สิ่งที่แต่ละบริษัทต้องการอาจไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับสินค้า กระบวนการผลิต และวิธีคำนวณที่ลูกค้าใช้
ดังนั้น ก่อนเริ่มทำอะไร คำถามแรกที่ควรถามไม่ใช่ “ต้องซื้อระบบอะไร” แต่คือ “ลูกค้าต้องการข้อมูลอะไร และต้องการในระดับไหน”
ธุรกิจแบบไหนควรเริ่มเตรียม Carbon Data?
ไม่ใช่ SME ทุกแห่งที่ต้องเร่งทำเรื่องนี้พร้อมกัน แต่ควรเริ่มให้ความสำคัญหากธุรกิจของคุณมีสัญญาณต่อไปนี้
-
เป็นซัพพลายเออร์ของผู้ส่งออก บริษัทข้ามชาติ หรือบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้านำเข้ายุโรป
-
ผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มสินค้า CBAM
-
เริ่มได้รับแบบสอบถามด้านคาร์บอนหรือ ESG จากลูกค้า
-
พบเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมใน TOR สัญญา หรือการขึ้นทะเบียนคู่ค้า
-
ลูกค้าขอข้อมูล Carbon Footprint ระดับองค์กรหรือระดับผลิตภัณฑ์
หากมีข้อใดตรงกับธุรกิจของคุณ ยังไม่จำเป็นต้องรีบทำทุกอย่างในครั้งเดียว แต่ควรคุยกับลูกค้าให้ชัดว่า ต้องใช้ข้อมูลรายการใด ครอบคลุมช่วงเวลาไหน ใช้รูปแบบใด และต้องผ่านการทวนสอบหรือไม่
Carbon Data ที่ลูกค้าอาจขอ มีอะไรบ้าง?
รายละเอียดของข้อมูลขึ้นอยู่กับสินค้าและความต้องการของลูกค้า แต่ส่วนใหญ่มักเริ่มจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในการดำเนินธุรกิจ
1. พลังงานและเชื้อเพลิงที่ใช้
เช่น ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าต่อเดือน ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน, ก๊าซ ที่ใช้กับเครื่องจักรและกระบวนการผลิต หากโรงงานผลิตสินค้าหลายประเภท ควรกำหนดวิธีแบ่งสัดส่วนพลังงานให้แต่ละผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอและอธิบายที่มาได้
2. ปริมาณการผลิตและวัตถุดิบ
ข้อมูลปริมาณการผลิตควรอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับข้อมูลพลังงาน รวมถึงระบุชนิด ปริมาณ และแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรที่ใช้กับสินค้าที่ผลิตจริง
3. กระบวนการผลิต
บางธุรกิจมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตโดยตรง ไม่ได้เกิดจากการใช้ไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว การทำแผนผังกระบวนการผลิตแบบเข้าใจง่าย จะช่วยให้เห็นว่าควรเก็บข้อมูลจากจุดใดบ้าง
4. การขนส่งและของเสีย
ลูกค้าบางรายอาจขอข้อมูลระยะทาง วิธีการขนส่ง น้ำหนักสินค้า ปริมาณของเสีย หรือวิธีจัดการของเสีย แต่ SME ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกรายการไว้ก่อน ควรยืนยันขอบเขตกับลูกค้า แล้วจึงเลือกเก็บเฉพาะข้อมูลที่ต้องใช้
5. หลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
ตัวเลขเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ธุรกิจควรเก็บหลักฐานประกอบ เช่น ใบแจ้งหนี้ มิเตอร์ บันทึกการผลิต ใบส่งของ และเอกสารจากผู้ให้บริการ พร้อมบันทึกวิธีคำนวณ สมมติฐาน และแหล่งที่มาของ Emission Factor เพื่อให้กลับมาตรวจสอบได้ในภายหลัง
Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 เข้าใจเท่าที่จำเป็น
การแบ่ง Scope ตาม GHG Protocol ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ง่ายขึ้น
-
Scope 1 การปล่อยโดยตรงจากแหล่งที่ธุรกิจเป็นเจ้าของหรือควบคุม เช่น การใช้เชื้อเพลิงในโรงงาน
-
Scope 2 การปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้ เช่น ไฟฟ้า
-
Scope 3 การปล่อยทางอ้อมอื่นตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น วัตถุดิบ การขนส่ง การใช้สินค้า และการจัดการซากสินค้า
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ลูกค้าขอเพื่อใช้กับ CBAM อาจเป็นข้อมูลระดับผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่เหมือนกับการทำบัญชีคาร์บอนของทั้งองค์กรเสมอไป ก่อนเริ่มคำนวณจึงควรแยกให้ชัดว่า ลูกค้าต้องการข้อมูลของ “องค์กร” Carbon Footprint for Organization (CFO) หรือ “สินค้า”Carbon Footprint of Product (CFP)
4 ขั้นตอนเตรียม Carbon Data แบบไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
ขั้นที่ 1 ถามลูกค้าให้ชัด
ขอรายละเอียดชื่อสินค้า พิกัดศุลกากร ช่วงเวลาของข้อมูล รูปแบบไฟล์ วิธีคำนวณ และเงื่อนไขการทวนสอบ หากลูกค้ามี Template หรือคู่มือ ควรใช้เอกสารนั้นเป็นจุดตั้งต้น
ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว
เริ่มจากบิลค่าไฟ เชื้อเพลิง บันทึกการผลิต รายการวัตถุดิบ ใบส่งของ และข้อมูลของเสีย โดยจัดให้เป็นช่วงเวลาเดียวกัน ในระยะแรก SME สามารถใช้ Spreadsheet ที่กำหนดผู้รับผิดชอบและแนบหลักฐานอ้างอิงได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องลงทุนในระบบราคาแพง
ขั้นที่ 3 กำหนดเจ้าของข้อมูล
Carbon Data มักกระจายอยู่ในฝ่ายผลิต จัดซื้อ บัญชี คลังสินค้า และขนส่ง หากไม่มีผู้รับผิดชอบหลัก ข้อมูลอาจไม่ต่อเนื่องหรือใช้คนละช่วงเวลากัน ธุรกิจจึงควรกำหนดคนรวบรวมข้อมูล พร้อมรอบอัปเดตรายเดือนหรือรายไตรมาสให้ชัดเจน
ขั้นที่ 4 ขอความช่วยเหลือเมื่อโจทย์ซับซ้อนขึ้น
หากลูกค้าต้องการวิธีคำนวณเฉพาะ ข้อมูลมีหลายโรงงาน หรือจำเป็นต้องมีผู้ทวนสอบภายนอก จึงค่อยขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจเลือกบริการได้ตรงกับโจทย์ โดยไม่จ่ายเกินความจำเป็น
สิ่งที่ควรระวัง ก่อนส่งข้อมูลให้ลูกค้า
-
อย่าใช้ตัวเลขประมาณการโดยไม่มีที่มา หรือรวมข้อมูลคนละช่วงเวลาไว้ด้วยกัน
-
อย่าสับสนระหว่างข้อมูลคาร์บอนระดับองค์กรกับระดับผลิตภัณฑ์
-
อย่ารีบซื้อระบบหรือขอการรับรอง ก่อนรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร
-
ควรตรวจทานข้อมูลกับหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องก่อนส่งทุกครั้ง
-
ควรตรวจสอบพิกัดสินค้าและข้อกำหนดล่าสุดกับคู่ค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การมี Checklist สั้น ๆ ก่อนส่งข้อมูล ช่วยลดทั้งความคลาดเคลื่อนและงานแก้ไขในภายหลัง
แล้ว ESG Data เกี่ยวข้องอย่างไร?
CBAM เน้นข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่อยู่ในขอบเขต แต่แบบประเมินคู่ค้าของบริษัทใหญ่อาจถามเรื่องอื่นเพิ่มเติม เช่น การจัดการของเสีย แรงงาน ความปลอดภัย จริยธรรม และการต่อต้านคอร์รัปชัน
SME จึงควรแยกงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Carbon Data ที่ต้องใช้กับคำขอเฉพาะ และ ESG Data พื้นฐานสำหรับการประเมินคู่ค้า วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่าเรื่องใดควรทำก่อน และเรื่องใดค่อยพัฒนาต่อ โดยไม่สร้างภาระให้ธุรกิจมากเกินไป
คำถามที่ SME มักสงสัย
SME ทุกแห่งได้รับผลกระทบจาก CBAM หรือไม่?
ไม่ใช่ทุกแห่ง ผลกระทบขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร ตลาดปลายทาง และตำแหน่งของธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน หากไม่แน่ใจ ควรเริ่มจากการสอบถามลูกค้าหรือผู้ส่งออกโดยตรง
ต้องทำ Carbon Footprint เต็มรูปแบบเลยหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป เริ่มจากข้อมูลที่ลูกค้าระบุก่อน หากต้องใช้รายละเอียดเพิ่มหรือมีเงื่อนไขการทวนสอบ จึงค่อยขยายขอบเขตให้เหมาะสม
SME ไทยต้องรายงานข้อมูลต่อ EU โดยตรงหรือไม่?
โดยทั่วไป ผู้ดำเนินการตาม CBAM คือผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปหรือผู้แทนศุลกากรทางอ้อม ส่วน SME ไทยมักอยู่ในบทบาทผู้ส่งข้อมูลการผลิตและการปล่อยคาร์บอนให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
บทสรุป: เริ่มจากข้อมูลที่มี แล้วค่อยพัฒนาให้พร้อมใช้
Carbon Data ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากรายงานเล่มใหญ่หรือระบบราคาแพง แต่เริ่มจากข้อมูลที่มีเจ้าของ มีหลักฐาน และตอบคำถามได้ว่า ตัวเลขมาจากไหน
เมื่อธุรกิจจัดข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยให้ตอบคำถามลูกค้าได้เร็วและลดต้นทุนจากการเร่งจัดทำข้อมูล แต่ยังช่วยให้เห็นโอกาสลดการใช้พลังงานหรือวัตถุดิบจากข้อมูลจริงของธุรกิจ
สำหรับ SME Supplier สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำทุกเรื่องพร้อมกัน แต่คือการรู้ว่าคู่ค้าต้องการอะไร เริ่มเก็บข้อมูลที่จำเป็น และพัฒนาความพร้อมไปทีละขั้น เมื่อโอกาสจากลูกค้ารายใหญ่มาถึง ธุรกิจก็พร้อมเดินต่อได้อย่างมั่นใจ
แหล่งอ้างอิง
-
European Commission. Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) https://taxation-customs.ec.europa.eu/carbon-border-adjustment-mechanism_en
-
European Commission. CBAM Sectors https://taxation-customs.ec.europa.eu/carbon-border-adjustment-mechanism/cbam-sectors_en
-
EUR-Lex. Regulation (EU) 2023/956 establishing a Carbon Border Adjustment Mechanism https://eur-lex.europa.eu/eli/reg/2023/956/oj
-
GHG Protocol. Corporate Value Chain (Scope 3) Accounting and Reporting Standard https://ghgprotocol.org/corporate-value-chain-scope-3-standard