เมื่อ ‘เอไอ’ ยังไม่หยุดเปลี่ยนโลก ธุรกิจไหนปรับตัวไม่ทัน ระวัง! ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Mega Trends & Business Transformation
17/02/2023
รับชมแล้วทั้งหมด 18429 คน
เมื่อ  ‘เอไอ’ ยังไม่หยุดเปลี่ยนโลก ธุรกิจไหนปรับตัวไม่ทัน ระวัง! ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
banner
หลังจากครั้งที่แล้ว เราได้พูดถึง Mega trend ที่จะสั่นสะเทือนโลกในปี 2023 โดยคาดการณ์ว่า จะเป็นปีที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการเกิดขึ้นของเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ที่กลายเป็นเอไอไวรัลเมื่อปลายปีที่แล้วอย่าง เช่น ChatGPT และ Midjourney  

ซึ่งเทรนด์ธุรกิจขณะนี้ ต้องยกให้เป็นเวลาแห่ง AI ยุคใหม่ ที่ยังมีการพัฒนารวดเร็วแบบก้าวกระโดด และนับวันก็ยิ่งเพิ่มการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จากการที่เราอาจได้เห็นข่าวเกี่ยวกับงานศิลปะ AI ที่ชนะรางวัล ความสามารถด้านภาษา ทั้งบทสัมภาษณ์และการเขียนงานบทความ และเรื่องราวการพัฒนาของเอไอ ยังไม่จบแค่นั้น โดยเฉพาะความจำเป็นของการ Business Tranformation ของภาคธุรกิจที่ต้องตั้งรับให้ทัน หากไม่อยากตกขบวนบนโลกการค้า การลงทุน 



บทความนี้ เรามีภาคต่อของพัฒนาการของเทคโนโลยีเอไอ ที่ยังไม่จบ และยังโตไม่หยุด เริ่มด้วยการพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของ AI ตามข้อมูลของ Javatpoint โดยจัดแบ่งเป็นช่วงปี 8 ช่วง   ดังนี้



1)การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ปี 1943- 1952 (พ.ศ. 2486-2495)  
 


ปี 1943 ( พ.ศ. 2486) : เป็นปีที่มีผลงานชิ้นแรกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการทำงานของ AI ซึ่งเรียกว่าแบบจำลองของเซลล์ประสานเทียม ซึ่งดำเนินการโดย Warren McCulloch และ Walter Pitts



 ปี 1949 (พ.ศ. 2492) : Donald Hebb แสดงกฎการปรับปรุงสำหรับการปรับเปลี่ยนความแรงของการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท  กฎของเขาตอนนี้เรียกว่าการเรียนรู้แบบเฮ็บเบียน 



ปี 1950 (พ.ศ. 2493) : Alan Turing ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษและเป็นผู้บุกเบิกการเรียนรู้ของเครื่องในปี 1950 Alan Turing ตีพิมพ์ "Computing Machinery and Intelligence" ซึ่งเขาเสนอการทดสอบ  แบบทดสอบสามารถตรวจสอบการ ความสามารถของเครื่องจักรในการแสดงพฤติกรรมที่ชาญฉลาดเทียบเท่ากับสติปัญญาของมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าการทดสอบ Turing Test 

2) กำเนิดคำว่าปัญญาประดิษฐ์ ปี 1952-1956 (พ.ศ.2495-2499) 



 ปี 1955 (พ.ศ. 2498) : Allen Newell และ Herbert A. Simon ได้สร้าง "โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์โปรแกรมแรก" ซึ่งก็คือชื่อว่า "นักทฤษฎีตรรกวิทยา"  โปรแกรมนี้ได้พิสูจน์ทฤษฎีบทคณิตศาสตร์ 38 จาก 52 และค้นหาสิ่งใหม่และอีกมากมาย  



ปี 1956 (พ.ศ. 2499)  : คำว่า " Artificial Intelligence " นำมาใช้ครั้งแรก โดย John McCarthy นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ชาวอเมริกัน ในการประชุม Dartmouth Conference เป็นครั้งแรกที่ประกาศเกียรติคุณให้ AI เป็นสาขาวิชาการ 

ซึ่งในเวลานั้นภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง เช่น FORTRAN, LISP หรือCOBOL ถูกคิดค้นขึ้นและความกระตือรือร้นที่มีต่อ AI ก็สูงมาก ในตอนนั้น 



3) ปีทอง - ความกระตือรือร้น ในช่วงต้น ปี 1956-1974 ( พ.ศ. 2499-2517 )  

ปี 1966 (พ.ศ. 2509) : นักวิจัยเน้นการพัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้ 



4)The first AI winter ช่วงฤดูหนาว AI ครั้งแรกปี 1974-1980  (พ.ศ. 2517-2523) 

ปี 1974-1980  (พ.ศ. 2517-2523) : ช่วงฤดูหนาว AI ครั้งแรก หรือ The first AI winter  หมายถึงช่วงเวลาที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ต้องรับมือกับการขาดแคลนเงินทุนจากรัฐบาลอย่างมากสำหรับการวิจัย ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวความสนใจในการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ก็ลดลง 



5) บูม AI ปี  1980-1987  ( พ.ศ. 2523-2530) 
  
ปี 1980 (พ.ศ. 2523) : หลังจากฤดูหนาวของ AI ผ่านไป ก็กลับมาพร้อมกับ "ระบบผู้เชี่ยวชาญ"  ระบบผู้เชี่ยวชาญถูกตั้งโปรแกรมไว้ว่า เลียนแบบความสามารถในการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์และในปีนี้เองได้มีจัดการประชุมระดับชาติครั้งแรกของสมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งสหรัฐอเมริกา ขึ้นที่ มหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด  



6) The Second Al Winter ช่วงฤดูหนาวของ AI ครั้งที่ 2 ปี 1987-1993 (พ.ศ.2530-2536) 
 
 ปี 1987-1993 (พ.ศ.2530-2536) : นับเป็นช่วงเวลาฤดูหนาว AI ครั้งที่ 2 เป็นอีกครั้งที่นักลงทุนและรัฐบาลหยุดให้ทุนสนับสนุนการวิจัย Al เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงแต่ได้ผลไม่มีประสิทธิภาพ 



7) การเกิดขึ้นของตัวแทนอัจฉริยะ ปี 1993-2011 (พ.ศ. 2536-2554) 
  
 ปี 1997 (พ.ศ.2540) : IBM Deep Blue เอาชนะแชมป์หมากรุกโลก Gary Kasparov และกลายเป็นคนแรกคอมพิวเตอร์เพื่อเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกการเล่นเกม 
  
ปี 2002 (พ.ศ. 2545) : เป็นครั้งแรกที่ Al เข้ามาในบ้านในรูปของ Roomba ซึ่งเป็นเครื่องดูดฝุ่น  
 
ปี 2006 ( พ.ศ.2549) : Al เข้าสู่โลกของเทรนด์ธุรกิจ โดยบริษัทอย่าง Facebook, Twitter และ Netflix  เริ่มใช้ AI  



8) การเรียนรู้เชิงลึก ข้อมูลขนาดใหญ่ และปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ปี 2011- Present (2554-ปัจจุบัน) 



ปี 2011 ( พ.ศ. 2554) :  วัตสันของ IBM ชนะ รายการตอบคำถามที่ต้องแก้ปัญหาที่ซับซ้อน โดยวัตสัน ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติและสามารถแก้ปัญหายุ่งยากได้ และเป็นปีที่บริษัท แอปเปิล ได้นำ Siri เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ IPhone s 


  
ปี 2012 (พ.ศ. 2555) : Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์แอป Android "Google now" ซึ่งสามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นการทำนาย 



ปี 2014 (พ.ศ. 2557) :  Chatbot "Eugene Goostman" ชนะการแข่งขันที่มีชื่อเสียงใน "Turing Test" 



ปี 2016 (พ.ศ. 2559) : บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้พัฒนาระบบ AI ชื่อว่า “Tay” ที่มีความสามารถในแชทพูดคุยกับผู้คนผ่านช่องทางออนไลน์ อย่าง Twitter 



ปี 2018 (พ.ศ. 2561) : "Project Debater" จาก IBM โต้วาทีในหัวข้อที่ซับซ้อนกับนักโต้วาทีระดับปรมาจารย์สองคนและทำได้ดีมาก Google ได้สาธิตโปรแกรม Al "Duplex" ซึ่งเป็นผู้ช่วยเสมือน  



AI 2 ประเภท 

ในบทความดังกล่าวได้แบ่งประเภท AI  เป็น  2 กลุ่ม คือ  type-1 กลุ่มขึ้นอยู่กับความสามารถ (Capabilities) และ type- 2 กลุ่มขึ้นอยู่กับหน้าที่ (functionality)   

สำหรับ AI ที่แบ่งตามความสามารถ Capabilities จะแบ่งย่อยเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม Narrow AI คุณลักษณะของ AI ประเภทนี้สามารถทำงานเฉพาะด้านด้วยความเฉลียวฉลาด ที่พบมากที่สุดและ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน Al คือ Narrow Al ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ ไม่สามารถดำเนินการนอกเหนือขอบเขตหรือข้อจำกัด เนื่องจากได้รับการฝึกฝนสำหรับงานเฉพาะอย่างเดียวเท่านั้น  

ดังนั้น จึงเป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด ยกตัวอย่างเช่น Apple Siri ทำงานด้วยฟังก์ชันที่กำหนดไว้ล่วงหน้าที่จำกัด หรืออย่าง Watson ของ IBM ซึ่งยังอยู่ภายใต้ Narrow Al เนื่องจากใช้แนวทางระบบผู้เชี่ยวชาญร่วมด้วย 

ตัวอย่างของ Narrow Al  เล่นหมากรุก ซื้อคำแนะนำบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ รถยนต์ไร้คนขับการรู้จำคำพูดและการรู้จำภาพ พอใจ แอป การเรียนรู้ของเครื่องและการประมวลผลภาษาธรรมชาติ   

กลุ่ม General Al เป็นที่สามารถทำงานทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนมนุษย์  แนวคิดเบื้องหลังของ Al  ในการสร้างระบบดังกล่าว อาจฉลาดกว่าและคิดได้เหมือนมนุษย์ด้วยตัวของมันเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีระบบนี้ที่สามารถทำงานใด ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบในฐานะมนุษย์  

แต่ขณะนี้ นักวิจัยทั่วโลกมุ่งความสนใจไปที่ธุรกิจนวัตกรรม การพัฒนาเครื่องจักรร่วมกับ General Al เกษตรกรรม เนื่องจากระบบที่มี Al ทั่วไปยังอยู่ในระหว่างการวิจัย และต้องใช้ความพยายามและเวลาอย่างมากในการพัฒนา ระบบของเอไอ ประเมิน  

และ สุดท้ายคือ กลุ่ม Super AI :  มีระดับความฉลาดของระบบที่เครื่องจักรสามารถเหนือความฉลาดของมนุษย์ได้  ทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ที่มีคุณสมบัติทางปัญญา  มีลักษณะสำคัญบางประการที่แข็งแกร่ง ได้แก่ ความสามารถในการคิด การให้เหตุผล ไขปริศนา ตัดสินใจ วางแผน เรียนรู้ และสื่อสารด้วยตัวเอง ซึ่งขณะนี้ นักวิจัยทั่วโลกมุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาเครื่องจักรร่วมกับ General Al  



ในส่วนปัญญาประดิษฐ์ Type 2 : ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการทำงาน ประกอบด้วย  กลุ่ม Reactive Machines ระบบ Al ดังกล่าวไม่เก็บความทรงจำหรือประสบการณ์ในอดีตไว้สำหรับการกระทำในอนาคต แต่จะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ปัจจุบันและตอบสนองตามการกระทำที่ดีที่สุดเท่านั้น  ตัวอย่าง AI ประเภทนี้ เช่น  ระบบ Deep Blue ของ IBM และ AlphaGo ของ Google  เป็นต้น  

กลุ่ม Limited Memory หรือแปลตรงตัว คือ หน่วยความจำจำกัด สามารถเก็บประสบการณ์ที่ผ่านมา หรือข้อมูลบางอย่างในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการเล่นเกม เครื่องเหล่านี้สามารถใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ในช่วงเวลาจำกัดเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ไร้คนขับ (Self Driving Cars) เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของระบบหน่วยความจำจำกัด  รถเหล่านี้สามารถเก็บรับสัญญาณได้ รถยนต์ใกล้เคียง ระยะทางของรถคันอื่น จำกัดความเร็ว และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อนำทางบนถนน 

กลุ่ม Theory of Mind ซึ่งจะเป็นกลุ่ม AI  ที่เข้าใจอารมณ์ ผู้คน ความเชื่อของมนุษย์และสามารถโต้ตอบได้ คล้ายมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน  Al ประเภทนี้ยังไม่ได้รับการพัฒนา แต่นักวิจัยกำลังใช้ความพยายามอย่างมากและปรับปรุงให้ดีขึ้น   

และสุดท้าย กลุ่ม Self Awareness  ซึ่งนับว่าเป็น อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ ที่จะสามารถพัฒนาไปจนฉลาดล้ำ และมีความรู้สึกตัว ความรู้สึก และการตระหนักรู้ในตนเอง เครื่องจักรเหล่านี้จะฉลาดกว่าจิตใจมนุษย์ แต่ทว่า Self-Awareness Al ยังไม่มีอยู่จริงและเป็นแนวคิดสมมุติ  



ตัวอย่างการนำ AI มาใช้  

แน่นอนว่า 3 ธุรกิจแห่งอนาคต ที่จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการพัฒนาของ AI นั่นคือ ธุรกิจนวัตกรรม อย่างธุรกิจด้านยานพาหนะ เช่น ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับ และรถยนต์ไฟฟ้า EV หรือการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ  ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติในการขับเคลื่อนการผลิต และ ธุรกิจเฮลธ์แคร์, Health & Wellness  AI จะช่วยวินิจฉัยโรคได้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการรักษา เชื่อว่าต่อไปเราอาจได้ใช้ AI ทำนายล่วงหน้าถึงโรคระบาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเตือนภัยให้มนุษย์รับมืออย่างทันท่วงที 

แต่ไม่เพียงเท่านั้น การพัฒนาต่อเนื่องของ AI ในปัจจุบัน ทำให้มีองค์กรธุรกิจชั้นนำ Business Transformation ด้วยการนำ  AI มาใช้ดำเนินงานอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น Alibaba เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่พัฒนาระบบ AI  มีหุ่นยนต์สำหรับช่วยขนส่ง 200 ตัวในคลังสินค้า มีระบบการจัดการที่สามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างแม่นยำ พร้อมจัดส่งสินค้าได้กว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง 

ขณะที่ Netflix ธุรกิจสตรีมมิ่งออนไลน์ ที่มีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ ยังใช้ AI ในการวิเคราะห์ความนิยมของลูกค้าจากพฤติกรรมข้อมูลการเข้าชม เพื่อทำการตลาด ช่วยให้ลูกค้าที่เข้าชมจะได้รับการนำเสนอโฆษณาหนัง หรือ คอนเท็นต์ในแบบถูกจริต 

หรือสายการบิน Qantas Airline ประเทศออสเตรเลีย ที่นำระบบนี้มาใช้ให้บริการลูกค้าเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อในทุกขั้นตอนการเดินทางตั้งแต่ การเริ่มใช้บริการ ที่มีบริการระบุเลยว่า ลูกค้าต้องไปเช็คอินที่ไหน เวลาไหน ควรออกจากสนามบินอย่างไร และยังเชื่อมต่อสู่บริการที่ใกล้เคียงกันอย่าง เช่นรถ หรือธุรกิจ  

ธุรกิจเครื่องดื่มชั้นนำ เช่น Starbucks ที่มีการพัฒนาระบบการให้บริการจดจำเมนูโปรดของลูกค้า หรือการให้ลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มผ่านมือถือได้  

ธุรกิจแฟชั่น เช่น แบรนด์ดังอย่าง Burberry ที่ใช้ระบบการจดจำรูปภาพเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Nike ให้ลูกค้าสามารถออกแบบรองเท้าตัวอย่างได้ หรือ North Face ที่อัพเกรดบริการแนะนำสินค้าที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าที่ต้องการอุปกรณ์กลางแจ้ง เพียงแค่ระบุสถานที่ที่จะไป และตอบคำถามเพื่อให้ข้อมูลเพียงไม่กี่ข้อ เป็นต้น  

นอกจากนี้ ยังมี บริษัท โคคา-โคลา, เป๊ปซี่ โคลา, อิเกีย ที่ได้นำเอไอไปปรับใช้กับระบบคัดกรองคนเข้าทำงาน (HR) เช่นเดียวกัน 



การมาของ ChatGPT 

และล่าสุดตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า AI กำลังมาแรงแห่งยุค คือ Chat GPT ถูกพูดถึงในทุกวงการ  ปัจจุบันเอไอผู้สร้างสามารถทำงานที่ซับซ้อนกว่านั้นได้มากขึ้น ฟังก์ชันของ ChatGPT สามารถตอบคำถาม เขียนเรียงความ เขียนใบสมัครงาน ตอบคำถามลูกค้า แต่งเพลง สร้างบทละคร ไปจนถึงการเขียนโปรแกรม 

ChatGPT แสดงให้เห็นว่า AI ทรงพลังแค่ไหนและเตือนว่าการปฏิวัติมาถึงแล้ว AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเขย่าโลก เปลี่ยนแลนด์สเคปทุกอย่างของโครงสร้างอุตสาหกรรม, ภาคเศรษฐกิจ, ภาคธุรกิจและสังคม 

มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ (2566) ระบุว่า : แม้ว่าสถานการณ์การแข่งขันดุเดือดของบิ๊กเทค จะเป็นเรื่องปกติ แต่นานทีปีหนจะเห็นการปะทะเดือด อย่างกูเกิล และ ไมโครซอฟท์ เปิดหน้าชนในสงคราม AI หลังจากการเปิดตัว ChatGPT ของ OpenAI เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งมีไมโครซอฟท์เป็นนายทุนหลัก

ปี 2561 ทำให้มีการคาดการณ์ว่าไมโครซอฟท์ จะฉวยโอกาสนี้ ผนวกระบบ Large language models ของแชตบอตนี้เข้ากับบริการต่าง ๆ เช่น เสิร์ชเอ็นจิ้น และคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อขึ้นแท่นผู้นำเอไอของวงการ  

แต่ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะแน่นอนว่า “กูเกิล” เจ้าตลาดที่ครองมาร์เก็ตแชร์ 84.08% หรือคิดเป็นรายได้ 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565 จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันการปาดหน้าเค้ก โดยประเดิมด้วยการเปิดตัว Bard แชตบอตตัวใหม่ของกูเกิล ที่ชูจุดแข็งว่าเป็นบริการที่นำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพ และสดใหม่ จากความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลอัพเดตต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต ทั้งยังมีความฉลาดในการอธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์ของนาซ่าให้เด็ก 9 ขวบอ่านรู้เรื่อง  

ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดทั้งมวลเพื่อกอบกู้สถานการณ์ และตัดหน้าไมโครซอฟท์ที่เตรียมจะเปิดตัว Bing เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ระบบ Large language model และเป็นมากกว่าเครื่องมือค้นหาข้อมูล เพราะตอบคำถามและโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างฉับไว เหมือน ChatGPT แบบ Built in ในตัว เช่น สามารถใช้ค้นหาทีวีเครื่องใหม่ และมีหน้าต่างแชต ถามข้อมูลเทียบรุ่นเทียบราคาได้ หรือช่วยทำโปรแกรมการเดินทางท่องเที่ยวให้มนุษย์ได้ ช่วยร่างและอีเมล์ถึงเพื่อนร่วมทริป และแจ้งเตือนการเดินทางต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ทั้งนี้  Bing จะทำงานร่วมกับโคไพรอต คือ Microsoft Edge  เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสร้างรายได้ให้ไมโครซอฟท์เติบโต จาก 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีนั่นเอง  

จากนั้น ต้องติดตาม Bard และ Bing ที่กำลังจะเปิดตัวให้ใช้คนทั่วไปได้มีโอกาสใช้ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ และยังต้องจับตาดูว่า เอไอ จะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน แล้วในส่วนของภาคธุรกิจ รวมถึงประเทศไทย...จะไปทางไหนกับการปรับใช้เอไออย่างไรให้เพื่อตามทันให้ทันโลก 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ Mega trend ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงบนโลก และ การปรับสู่ Business Transformation เพื่อตามให้ทันทุกเทรนด์ของธุรกิจและเทคโนโลยี ที่ Bangkok Bank SME ในบทความตอนหน้า

ติดตาม SME SERIES :

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ Mega Trends :



Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

วิกฤตห่วงโซ่อุปทานคืออะไร? 5 เหตุผลที่ SME ต้องเร่งทำ Digital Transfomation ที่นี่มีคำตอบ

วิกฤตห่วงโซ่อุปทานคืออะไร? 5 เหตุผลที่ SME ต้องเร่งทำ Digital Transfomation ที่นี่มีคำตอบ

“ห่วงโซ่อุปทาน” หรือ Supply Chain คือ กระบวนการทั้งหมดในการผลิตสินค้าหรือบริการ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ ตลอดจนการจัดส่งถึงมือลูกค้า…
pin
2042 | 14/05/2024
ธุรกิจยุคดิจิทัล ต้อง Transformation อย่างไร เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ในเทศกาลสงกรานต์

ธุรกิจยุคดิจิทัล ต้อง Transformation อย่างไร เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ในเทศกาลสงกรานต์

ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ กลายเป็นโจทย์หลักของนักการตลาดในยุคดิจิทัล หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดการดิสรัปด้านเทคโนโลยีรอบนี้…
pin
4497 | 10/04/2024
5 เทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ธุรกิจนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ใหม่กระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้า ช่วงมหาสงกรานต์ 2567

5 เทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ธุรกิจนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ใหม่กระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้า ช่วงมหาสงกรานต์ 2567

ประเพณีสงกรานต์ของไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน สนับสนุนให้ “สงกรานต์” เป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์เทศกาลระดับโลก…
pin
5505 | 10/04/2024
เมื่อ  ‘เอไอ’ ยังไม่หยุดเปลี่ยนโลก ธุรกิจไหนปรับตัวไม่ทัน ระวัง! ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง